หลังจากที่ซูฉงกวงและบุตรชายจากไปชีวิตของคนตระกูลซูก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
เดิมทีซูอี้หว่านยังคงกังวลอยู่บ้างว่าคนเหล่านั้นอาจหวนกลับมาก่อกวนอีกในเร็ววัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปราวๆสี่ถึงห้าวันก็มิได้เห็นเงาของคนเหล่านั้นอีก นางจึงค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ไปจนหมดสิ้น
วันหนึ่งครอบครัวตระกูลซูกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารเสร็จแล้ว กลับมานั่งพักผ่อนในลานบ้านจู่ๆ นางจ้าวก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู เมื่อเข้ามาในลานบ้าน นางก็มิได้กล่าวคำใดเพียงแต่ทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าจางอ้ายหลินด้วยเสียงดัง‘โครม’
การกระทำนี้ทำให้คนในตระกูลซูตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งกว่าจะตั้งสติได้ก็ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่
แม้จะไม่รู้ว่านางจ้าวกำลังจะเล่นละครบทใดแต่การที่อีกฝ่ายบุกเข้ามาคุกเข่าเช่นนี้ทำให้จางอ้ายหลินรู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชากว่าปกติ
"พี่สะใภ้ ท่านกำลังทำอะไร?"
การบุกมาถึงบ้านโดยมิบอกกล่าวก็ว่าแย่แล้วแถมยังคุกเข่าลงโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำนี่เป็นการใช้ศีลธรรมมาบีบบังคับกันอย่างหน้าไม่อายชัดๆถ้าภายหลังอีกมาขอความช่วยเหลืออะไรจากนาง หากนางปฏิเสธเช่นนั้นก็จะกลายเป็นไม่รักษาน้ำใจอีกฝ่ายเลยน่ะหรือ?
จางอ้ายหลินเกลียดคนประเภทนี้ที่สุดหากการคุกเข่ามีประโยชน์เหตุใดนางจึงไม่ก้มกราบเบื้องหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ไปเลยเล่า?
ไม่แน่ว่าฮ่องเต้อาจใจอ่อนประทานราชบัลลังก์ให้นางนั่งก็เป็นได้!
ยังคงคำนึงถึงว่าเมื่อก่อนนางจ้าวเคยดูแลครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้างจางอ้ายหลินจึงไม่อยากทำเกินไปนัก ทั้งไม่อยากตัดสัมพันธ์กับนางจ้าวในทันทีกระนั้น หากจะให้นางเข้าไปช่วยเหลือพวกบ้านใหญ่ นางก็มิปรารถนาอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุดแล้วหากมิใช่เพราะพวกนางสามแม่ลูกทะลุมิติมาที่นี่ก็เกรงว่าเจ้าของร่างเดิมคงจะสิ้นชีพไปแล้ว
เรื่องราวเหล่านี้แม้จะมีซูไท่ไท่เกี่ยวข้องด้วย แต่สุดท้ายก็เป็นเพราะการกระทำของบ้านใหญ่
นางจ้าวเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องของตนเองจึงมิได้สังเกตเห็นน้ำเสียงของจางอ้ายหลิน แต่ถึงแม้ว่านางจะได้ยินก็คงไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการของตนเอง
"น้องสะใภ้ ข้าขอร้องเจ้า เจ้าโปรดเห็นใจข้าสักนิดเถิด!" นางจ้าวเช็ดน้ำหูน้ำตา น้ำเสียงน่าเวทนานัก "ข้ายอมรับว่าซูไท่ไท่ทำไม่ดีต่อบ้านรองของพวกเจ้า แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับบ้านใหญ่ของพวกข้าเลยเจ้าจะมาลงโทษพวกเราด้วยความโกรธที่มีต่อซูไท่ไท่ไม่ได้!"
"ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ตัดกระดูกยังเหลือเยื่อใยอีกทั้งคุณชายรองก็ไม่อยู่แล้ว แต่น้องสะใภ้อย่าลืมว่าเมื่อเจ้าก้าวเข้าสู่ประตูตระกูลซูแล้ว ชั่วชีวิตนี้ก็ต้องเป็นคนของตระกูลซู!"
ในตอนแรกนางจ้าวยังคงใช้ถ้อยคำอ้อนวอน แต่เมื่อกล่าวมาถึงภายหลังท่าทีกลับแข็งกระด้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งคำพูดที่กล่าวออกมานั้นก็แฝงไว้ด้วยความแค้นเคือง
จางอ้ายหลินแต่เดิมก็มิได้มีเจตนาจะถือโทษโกรธเคืองนางแต่เมื่อได้ยินนางจ้าวเอื้อนเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา นางก็รู้สึกพิศวงอยู่บ้างนางจำต้องยอมรับว่า ทัศนคติที่เคยมีต่อนางจ้าวนั้น เปลี่ยนแปลงไปอีกครา
เมื่อพิจารณาในตอนนี้อีกฝ่ายซับซ้อนกว่าที่นางเคยคิดไว้ หรืออาจกล่าวได้ว่าการที่นางจ้าวในอดีตปฏิบัติต่อเจ้าของร่างเดิมด้วยดีนั้นคงเป็นเพราะนางหลงคิดว่าตนใจบุญ อยากจะเอ็นดูพวกนางก็เท่านั้น
จากก้นบึ้งของหัวใจนางจ้าวมิเคยถือว่าพวกนางเป็นคนในครอบครัวเพียงแต่ใช้พวกนางเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองสูงส่งเท่านั้น
คนประเภทนี้ในมุมมองหนึ่ง อาจจะน่าขยะแขยงยิ่งกว่าซูไท่ไท่และซูฉงกวงเสียอีก
อย่างน้อยซูไท่ไท่ก็มิได้เสแสร้งแกล้งทำสิ่งใดไม่ดีก็บอกว่าไม่ดี ส่วนนางจ้าวกลับเสแสร้งว่าตนเองใจดี แต่ในความเป็นจริงกลับมีจิตใจเลวร้ายเช่นเดียวกัน
"หึ…"
จางอ้ายหลินพยายามอดกลั้นอย่างถึงที่สุดก็มิอาจควบคุมตนเองได้ ปล่อยเสียงหัวเราะเยาะออกมา "ข้าเริ่มฟังไม่เข้าใจแล้ว พี่สะใภ้ ท่านหมายความว่าอย่างไรการที่ท่านอุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่ในวันนี้ ก็เพื่อมาชี้หน้าด่าพวกเรา?"
เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาก็เห็นสีหน้าบึ้งตึงของจางอ้ายหลินนางจ้าวจึงได้แต่ตระหนักว่าตนเองวู่วามจนเกินงามไปแล้วอย่างไรเสียนางก็มาขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นในวันนี้ แม้ในใจจะคิดเช่นไรคำพูดบางคำก็ไม่อาจพลั้งปากออกไป
ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งนางจ้าวสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าเศร้าหมองกว่าที่เคย"น้องสะใภ้ ข้าขอโทษจริงๆ ข้ามิได้ตั้งใจ…"
เห็นทีนางเองก็ตระหนักว่าคำแก้ตัวของตนนั้นฟังดูขัดแย้งนางจ้าวจึงไม่ได้เอ่ยอะไรอีก กลับยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่คลอเบ้าแล้วนางก็ปล่อยโฮออกมาอีกระลอก
"น้องสะใภ้… ถือเสียว่าพี่สะใภ้ขอร้องเจ้า ช่วยพวกเราด้วยเถิด…"
ในวันนั้นหลังจากที่นางไปที่ร้านขายของชำเล็กๆ เพื่อพบกับซูอี้ฉินแล้วด้วยเพราะนางลงมือตบหน้าบุตรสาวของตน เป็นเหตุให้ครรภ์ของนางไม่ปกติตอนนี้ทั้งบุตรสาวและบุตรเขยจึงมิได้มีท่าทีเป็นมิตรต่อนางอีกต่อไป
ลูกเขยก็ช่างเถิดท้ายที่สุดแล้วก็เป็นคนนอก นางจ้าวมิได้คาดหวังสิ่งใดจากเขาเลยเพียงแต่นางไม่คาดคิดว่าบุตรสาวของตนก็มิได้ให้เกียรติตนแม้แต่น้อยกระทั่งไล่นางออกไปเสียอีก!
นางเป็นแม่แท้ๆของเด็กคนนั้น เมื่อก่อนนางก็เคยรักใคร่เด็กคนนั้นอย่างมากในช่วงเวลานี้ที่นางถูกสามีและบุตรชายรังแก นางยังคิดที่จะไปพึ่งพิงบุตรสาวแต่กลับมิได้คาดคิดว่าท่าทีของบุตรสาวที่มีต่อตนเองกลับเหี้ยมโหดยิ่งกว่าสามีและบุตรชายเสียอีก!
ในความเป็นจริงนางจ้าวไม่เคยคิดว่าเนื่องจากการที่นางปฏิบัติต่อบุตรชายและบุตรสาวแตกต่างกันมาโดยตลอดทำให้ซูอี้ฉินมิพอใจต่อนาง เมื่อก่อนยังคงเห็นใจในความยากลำบากของนางถึงแม้ว่าระหว่างแม่ลูกจะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้างแต่ก็ยังคงมีความเห็นอกเห็นใจกัน
เหตุการณ์ที่ซูอี้ฉินถูกซูไท่ไท่บังคับให้คุกเข่าณ ประตูเมือง โดยที่คนในครอบครัวรวมถึงนางจ้าวมิไยดีนั้น ยังคงติดตรึงในใจเมล็ดพันธุ์แห่งความขุ่นเคืองจึงถูกหว่านลงในใจซูอี้ฉินอย่างเงียบงัน และค่อยๆหยั่งรากลึกลงในกาลต่อมา
จนกระทั่งในตอนนี้นางได้พบบ้านสามีที่มีฐานะมิเลว มีชีวิตที่สุขสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องความแค้นเคืองที่มีต่อครอบครัวในอดีตก็จางหายไปบ้างนางเพียงปรารถนาให้ชีวิตหลังจากนี้ราบรื่นไร้ปัญหา
ใครจะคิดว่าขณะที่นางมิได้เตรียมตัวเตรียมใจ นางจ้าวกลับบุกมาถึงที่และกล่าวตำหนิติเตียนโดยไม่สนใจว่านางจะมีชีวิตที่ดีหรือไม่?
ยิ่งไปกว่านั้นนางจ้าวยังโกรธเคืองที่นางมิได้นำสินสอดทองหมั้นกลับมาที่บ้านเดิม จึงตบหน้านางทำให้ความเคียดแค้นที่ซูอี้ฉินเคยลดลงไป กลับเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง
เด็กในท้องสำคัญต่อนางในตอนนี้อย่างมากจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้อาจกล่าวได้ว่าเปรียบเสมือนหลักประกันที่ทำให้นางสามารถยืนหยัดในบ้านสามีได้
ด้วยฝ่ามือเดียวของนางจ้าวเด็กน้อยในครรภ์เกือบเอาชีวิตไม่รอด ซูอี้ฉินจะไม่เกลียดนางได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ท่านหมอได้ตรวจชีพจรของนางแล้วกล่าวว่าครรภ์นี้จะต้องเป็นบุตรชายอย่างแน่นอนซูอี้ฉินจึงทะนุถนอมเด็กคนนี้ยิ่งกว่าดวงตาของตนเอง
ดังนั้นสิ่งแรกที่นางทำหลังจากกลับมาจากสถานพยาบาลก็คือ ไล่นางจ้าวออกจากร้านค้าของตน
นางจ้าวไม่ทราบสาเหตุถูกบุตรสาวของตนเองไล่ออกไป จึงเสียใจเป็นอย่างมาก เมื่อจนตรอกแล้วโชคดีที่สอบถามจากคนแถวนั้น จึงได้ทราบที่อยู่ของครอบครัวซูอี้หว่าน แล้วเดินทางมา
ใครจะคิดว่าที่ปากตรอกทางเข้านางจะพบกับสามีและบุตรชายที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นดิน
นางจ้าวปวดหัวเป็นอย่างมากนางจำต้องหาหนทางนำพาคนเหล่านั้นไปจากที่นี่เสียก่อน แล้วค่อยวางแผนอื่นในภายหลัง