ผมกับอลิสเดินเคียงข้างกันไปตามทางที่เงียบสงัด และขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่า อลิสตอนนี้ มีท่าทีที่ดูเป็นธรรมชาติมาก ราวกับสนิทกันมานาน ทั้งที่ในความเป็นจริง... วันนี้เพิ่งจะเป็นวันแรกที่เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานขนาดนี้
แต่ยังไงก็ตามแต่ มันก็คงเป็นผลมาจากสกิลไว้วางใจที่ผมเคยใช้กับเธอไป
ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่ก้าวไปพร้อมกัน ผมชั่งใจอยู่นานกับความคิดที่ตีรวนอยู่ในหัว สุดท้ายก็ตัดสินใจถามคำถามที่อยู่ในใจออกไป แม้จะไม่แน่ใจว่ามันสมควรพูดออกไปไหมในตอนนี้
“คุณ... มีแฟนแล้วจริงๆ เหรอครับ?” เสียงเรียบดังออกจากปากของผม
อลิสไม่ได้มีท่าทีหัวเสียอย่างที่ผมกังวลไว้ในตอนแรก ตรงกันข้าม เธอทำเพียงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ สายตาคู่นั้นทอดมองไปยังเงาของเราที่ทอดยาวไปตามท้องถนนสลัว ราวกับกำลังปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับความเงียบ ก่อนที่เธอจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ก็มีจริงๆ น่ะสิคะ ฉันจะโกหกคุณไปเพื่ออะไร” อลิสหยุดเดินครู่หนึ่งแล้วหันมาสบตาผม รอยยิ้มพราวเสน่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ทำไมเหรอคะ... เพิ่งจะมานึกกลัวเอาป่านนี้เหรอ...ว่าเขาจะรู้เรื่องที่เราแอบมาดื่มด้วยกัน เสียใจด้วยนะ...มันช้าไปหน่อย”
เธอพูดพลางหลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ท่าทางขี้เล่นและมีความสุขของเธอในตอนนี้ดูขัดกับความกังวลในใจผมอย่างสิ้นเชิง
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้านกับคำขู่ของเธอ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดแล้วทิ้งสายตาเจ้าเล่ห์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย
“ใครบอกว่าผมกลัวกันล่ะ... ผมก็แค่สงสัยน่ะครับ ว่าเขาคนนั้นไปอยู่ที่ไหน ถึงได้ปล่อยให้แฟนของตัวเองออกมานั่งดื่มกับผู้ชายอย่างผมแบบนี้”
แต่ทว่าอลิสที่ได้ยินคำพูดของผมเธอกลับไม่แสดงท่าทีฟัดเฟียดหรือมีอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างที่ผมคาดไว้ เธอเพียงแค่นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นเหม่อมองดวงดารานับล้านบนฟากฟ้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“แฟนของฉันน่ะเหรอคะ...”
เธอเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับรำพึงกับตัวเอง “เขาอยู่ไกลจากฉันมากๆ เลยล่ะค่ะ”
จู่ๆ เธอก็หลุดหัวเราะในลำคอ ดวงตาที่สะท้อนแสงดาวดูวูบไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง “หึ... จะไปทั้งทีก็ไม่บอกกันสักคำ แย่จังเลยนะว่าไหม?
สิ้นคำพูดนั้น เธอหันกลับมาสบตาผม... ดวงตาคู่สวยที่เคยดูเข้มแข็งบัดนี้กลับวาววับเป็นประกายด้วยหยาดน้ำตาที่คลออยู่ ริมฝีปากบางยกยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูทั้งขอบคุณและตัดพ้อในเวลาเดียวกัน
“แต่ก็ขอบคุณนะ... ที่อย่างน้อยคุณยังบอกฉันก่อนว่าจะไป”
อลิสเว้นจังหวะ พลางจ้องลึกเข้ามาเหมือนจะจดจำใบหน้าของผมไว้ “แต่จะว่าไป... คุณนี่ก็นิสัยแย่เหมือนกันนะที่มาพูดจาใจร้ายแบบนี้กับผู้หญิงที่... แอบชอบคุณอยู่น่ะ”
ผมกลับหัวเราะไม่ออก... ความรู้สึกตลกไม่ออกจู่โจมผมเข้าอย่างจัง ไม่ใช่เพราะประโยที่ดูเหมือนล้อเล่นนั่นหรอก แต่เป็นเพราะคำพูดเกี่ยวกับแฟนของเธอต่างหากที่ฟังดูแปลกประหลาดจนน่าใจหาย
ไหนจะแววตาคู่นั้นอีกล่ะ... แววตาที่สั่นไหววาววับด้วยน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้ มันดูเจ็บปวดเกินกว่าจะเป็นเรื่องล้อเล่น ผมได้แต่ยืนนิ่งพลางจ้องมองเธอด้วยความสับสนลึกๆ ในใจ พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวว่าสิ่งที่ผมกำลังคาดเดาอยู่นั้น... มันจะใช่ความจริงที่แสนเศร้าอย่างที่ผมคิดไว้หรือเปล่า
“เอ่อ... ขอโทษนะครับ เรื่องแฟนของคุณ...”
ผมทิ้งประโยคไว้เพียงแค่นั้นด้วยความรู้สึกลำบากใจเกินกว่าจะเอ่ยคำที่เหลือออกมาให้จบประโยคได้ แต่อลิสกลับดูเหมือนจะอ่านความคิดของผมออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เธอหันกลับไปมองทางเบื้องหน้าตามเดิม ริมฝีปากบางขยับเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ดูเหนื่อยล้าเกินกว่าจะเป็นรอยยิ้มจริงๆ
“ใช่ค่ะ... เป็นอย่างที่คุณกำลังคิดนั่นแหละ”
เธอเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง คล้ายกำลังพยายามจะเอ่ยอะไรบางอย่างต่อ แต่ทว่า... จังหวะนั้นเสียงของผมกลับดังขัดขึ้นมาเสียก่อน ราวกับสัญชาตญาณในใจสั่งให้ผมหยุดถ้อยคำของเธอที่อาจจะบาดลึกไปมากกว่านี้
“ไม่พูดก็ได้นะครับ... ผมไม่อยากรู้แล้ว” ผมรีบเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเห็นร่องรอยความเจ็บปวดที่เริ่มปริแตกในดวงตาของเธอ “ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ถามออกไป ขืนคุณพูดต่อมันจะยิ่งกระทบจิตใจคุณเปล่าๆ”
อลิสส่ายหน้าเบาๆ แทนคำบอกว่าไม่เป็นไร เธอไม่ได้สนใจคำทัดทานของผมเลยสักนิด สายตาของเธอยังคงทอดมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยความจริงที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ
“ประมาณสามเดือนได้แล้วมั้งคะ... ที่เขาเสียชีวิตไป”
สิ้นประโยคที่แสนสั้นนั้น เธอก็เงียบงันไปเสียดื้อๆ ความเงียบที่โรยตัวรอบกายมันช่างหนักอึ้งและบีบคั้นจนผมรู้สึกหายใจไม่ออก แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นการเสียมารยาทและไม่ควรก้าวล่วงไปมากกว่านี้ แต่ความค้างคาใจบางอย่างกลับทำให้ผมตัดสินใจถามออกไป
“ผมขอโทษนะครับที่ต้องถามต่อ... ในเมื่อคุณเล่ามาถึงขนาดนี้แล้ว เอ่อ... ไม่ทราบว่าเขาเสียชีวิตเพราะอะไรเหรอครับ?”
ผมเอ่ยออกไปอย่างระมัดระวังที่สุด พยายามสังเกตปฏิกิริยาของเธอไปพร้อมกัน
เธอยังคงรักษารอยยิ้มจางๆ ไว้บนใบหน้า ทว่าแววตาคู่นั้นกลับนิ่งสนิท ก่อนที่เธอจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“โดนคนร้ายยิงน่ะค่ะ... แฟนของฉันเขาเป็นตำรวจ...”
ประโยคนั้นทำให้ผมถึงกับนิ่งงัน ความเงียบกริบเข้าปกคลุมเราทั้งคู่อีกครั้ง ผมทำเพียงพยักหน้าตอบรับเบาๆ เป็นการรับรู้และแสดงความเสียใจโดยไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก เพราะรู้ดีว่าไม่มีคำพูดไหนจะเยียวยาความสูญเสียระดับนั้นได้
เราทั้งคู่เดินเคียงข้างกันต่อไปท่ามกลางความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง จนกระทั่งมาถึงที่หมายในที่สุด
เมื่อก้าวมาถึงหน้าโรงแรม ผมหยุดเดินแล้วหันไปหาเธอ พยายามปรับสีหน้าให้ดูผ่อนคลายด้วยรอยยิ้ม แม้ลึกๆ ในใจจะยังรู้สึกเสียใจไปกับเรื่องราวที่เธอเพิ่งเล่ามาก็ตาม
“ขอบคุณมากนะครับ... ที่ไปทานข้าวเป็นเพื่อนผมคืนนี้” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ
แต่อลิสกลับหลุดยิ้มออกมาทันควัน เป็นรอยยิ้มที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะแกล้งตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนๆ ว่า “ทำหน้าอะไรอย่างงั้นล่ะคะ อีกอย่างนะ เราน่ะไม่ได้ทานข้าว... เราดื่มเบียร์กันต่างหากล่ะ”
คำพูดหยอกล้อนั้นเหมือนเข็มที่บ่งความตึงเครียดให้มลายหายไปในพริบตา เธอทำลายความเงียบงันและบรรยากาศอันหนักอึ้งก่อนหน้าลงจนหมดสิ้น
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเห็นด้วยก่อนจะตอบกลับไป “ก็จริงอย่างที่คุณว่านั่นแหละ”
“อือ...” อลิสส่งเสียงในลำคอพลางก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ “ยังไม่สามทุ่มเลย คุณจะกลับแล้วเหรอคะ?”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่จ้องมองมานั้นดูคาดหวังอะไรบางอย่าง “จะเป็นไปได้ไหม... ถ้าฉันจะชวนคุณไปต่อด้วยกัน” เธอเอ่ยเสียงแผ่วในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงหยอกเย้าในประโยคถัดมา “แต่ถ้าคุณมีนัดสำคัญต้องไปหาผู้หญิงที่ไหนต่อ... ฉันก็ไม่รบกวนค่ะ”
ผมหัวเราะคิกด้วยความรู้สึกมีความสุขและตลกกับคำพูดของเธอ “ที่แท้ก็อยากอยู่กับผมนานๆ ทำไมไม่บอกกันตรงๆ ล่ะครับ”
“เปล่าสักหน่อย...” เธอสวนกลับทันควันแต่กลับไม่ยอมสบตา พลางสะบัดหน้าหนีไปอีกทางเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอแสดงออกมา
“แล้ว... คุณอยากจะชวนผมไปไหนต่อดีครับ?” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง เลิกแกล้งเย้าหยอกเธออย่างเมื่อครู่ “อันที่จริงผมไม่ได้มีธุระที่ไหนต่อหรอกครับ และผมเอง... ก็อยากใช้เวลาอยู่กับคุณมากกว่าเหมือนกัน”