ตอนที่ 13
เฉินชิงเหลียนกลับสู่จวนแม่ทัพ (1)
ในกาลก่อน ให้เอ่ยถึงอีกสักนิด เฉินอวี้เยี่ยนไม่เคยไม่จรรโลงใจเลยแม้แต่น้อย
ใน่เวลาที่เต็มไปด้วยความริษยาในจิตใจนางต้องกระเสือกกระสนให้เป็ที่ยอมรับของผู้คน วางแผนกระทำการต่างๆ ไปเสียมากมาย และผลตอบแทนที่ได้รับนั้นกลับเป็การสิ้นลมหายใจอย่างอนาถ
แต่กระนั้นก็เหมือนโดนกระชากให้กลับมาสู่ความเป็จริงหากนางไม่รักตนเอง ใครเล่าจะมารักนาง
ไม่เหมือนเฉินชิงเหลียนน้องสาวของนาง ภายใต้ความคิดของอวี้เยี่ยน คือข้อยกเว้นในหลายๆ อย่าง
ดังเช่นใน่เวลานี้บิดาที่แต่เดิมมักจะสุขุมเยือกเย็น ไม่เผยสีหน้าใดๆ ที่ผู้อื่นคาดเดาได้ง่ายดายในตอนนี้กลับตื่นตะลึงระคนแปลกใจ
หากเป็ผู้อื่นมาแจ้งกล่าวให้ตายเฉินหวังเจี้ยนก็ไม่เชื่อ อาจเพราะชื่อของบุตรสาวที่หายสาปสูญนั้นพ่วงมาด้วยกับนามของชินอ๋อง อย่างไรชินอ๋องคงไม่เอาเื่ราวที่จริงจังเช่นนี้มาปั้นแต่งหลอกลวงให้ผู้คนใเล่น
“นาง...บุตรสาวของข้ากับเหลียนจียังมีชีวิตอยู่?”
เฉินเหลียนจีว่าด้วยฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียวในจวนที่ได้ลาลับไปแล้ว อวี้เยี่ยนเคยพบจออยู่ไม่กี่ครานางเป็สตรีที่อ่อนโยน เป็หญิงสาวที่มักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอไม่เหมือนกับมารดาของอวี้เยี่ยน ที่หากไม่ใช่เื่น่ายินดีอันใด หญิงสาวมักจะทำสีหน้าเหยียดหยามและสีหน้าไม่ได้ดั่งใจเสียส่วนมาก
กล่าวถึงข้อยกเว้นของมารดามีเพียงพี่ชายและบิดา ส่วนตัวนางเอง จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่มีผลกระทบอันใดกับมารดา
กระนั้นก็ไม่สามารถหลีกหนีไปที่ไหนได้การมีอยู่ของอวี้เยี่ยน และความสนใจเพียงอย่างเดียวที่มารดามอบให้อวี้เยี่ยน อันดับแรกคือนางต้องเติบใหญ่เป็หญิงสาวที่ทำให้มารดาสามารถเชิดหนาชูตาได้
เอ่ยถึงความรักและความเอาใจใส่อวี้เยี่ยนจำไม่ได้จริงๆ ว่าเคยได้รับมาบ้างหรือไม่
จวนแห่งนี้หล่อหลอมให้ทุกสิ่งได้กลายมาเป็อวี้เยี่ยนอย่างทุกวันนี้หากนางไม่ร้ายกาจ คิดว่านางจะสามารถมีชีวิตอย่างสงบสุขได้อย่างนั้นหรือ
“ชินอ๋องแจ้งมาเช่นนั้นขอรับ”บ่าวรับใช้ชายร่างผอมบางเบิกตากว้างจนจะทะลุเบ้าอยู่ร่อมร่อ ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ส่วนบิดาแม้ไม่แสดงออกเท่าเขาแต่ความร้อนรนในดวงตาคมกริบกลับไม่สามารถกลบเกลื่อนได้
“ทำอะไรอยู่รีบไปเชิญชินอ๋องเข้ามาในจวน!”ร่างกำยำของแม่ทัพบูรพารีบลุกขึ้นไม่สนใจร่างงามนวยนาดข้างกาย เฉินเจิงเหยียนที่นั่งอยู่ข้างกายสามีเมื่อครู่ย่นหน้าอย่างไม่พอใจ
นี่มันเื่อันใดกันชินอ๋องคงชอบเื่ล้อเล่นพวกนี้อยู่ไม่มากก็น้อย ไม่ใช่ว่าเอาเด็กสาวจากที่อื่นมาสวมรอยเพื่อหวังจะเอาอะไรจากจวนแม่ทัพหรอกหรือ
กวาดตาเรียวงดงามมองยังบุตรสาวและบุตรชายนอกจากเฉินโจวฉีที่ตื่นตะลึงไม่แพ้กัน บุตรสาวคนโตกลับเรียบเฉยจนน่าแปลกใจ
เฉินเจิงเหยียนหรี่ตาครุ่นคิดอาการเช่นนี้ดูอย่างไรก็รับรู้ว่าเื่ราวพวกนี้จะเกิดขึ้น ว่าแต่บุตรสาวนางไปรับรู้ได้อย่างไรนั้นหลังจากนี้ยังสามารถไปคาดคั้นได้
แต่การปล่อยให้สามีของนางไปพบกับเด็กสาวผู้อ้างว่าเป็บุตรสาวของเหลียนจีผู้นั้นและไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็ตัวจริงหรือตัวปลอมด้วยแล้ว สิ่งนั้นน่ากลัวกว่าเยอะ
ร่างงดงามอวบอิ่มเดินเร็วๆตามร่างของสามีไป ส่วนคนหนุ่มคนสาวในห้องโถงใหญ่ก็เริ่มลุกขึ้นเดินติดตามออกมา
เฉินเวยหนิงขมวดคิ้วเคร่งเครียดยอมรับในใจอย่างช่วยไม่ได้ว่าจวนแม่ทัพอันทรงเกียรติของพวกนางช่างวุ่นวายตามที่ผู้คนบอกกล่าวกันจริงๆ
ชวี่ฮุ่ยิเดินตามอยู่รั้งท้าย หลังจากหมดประโยคของบ่าวรับใช้ ทุกคนในจวนแม่ทัพราวกับวุ่นวายใจในเื่ที่แตกต่างกันและเหมือนวันนี้เขาจะมาในวันที่จวนแห่งนี้วุ่นวายเป็พิเศษ
เฉินอวี้เยี่ยนกลับเป็คนที่ดูสงบมากที่สุดเขาพอรับรู้อยู่บ้างว่าคุณหนูคนโตตระกูลเฉินคล้ายกลับไม่ชมชอบเื่ยุ่งยาก ไม่นับวาจาของนางที่ร้ายกาจไปบ้างนิสัยโดยรวมของเด็กสาวก็คล้ายไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้คนดูแตกต่างจากข่าวลือที่ได้ยินไม่น้อย
ใบหน้าหล่อเหลาครุ่นคิดอย่างเรื่อยเปื่อยพลางเดินตามผู้คนข้างหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย ไม่ได้มีความตื่นเต้นประการใดในความรู้สึกเพียงรอดูเื่ราวหลังจากนี้ว่าจะเกิดอันใดขึ้น
ไม่ได้รับรู้เลยว่าบุคคลที่มารดาของเขาได้เพ่งเล็งไว้ กำลังจะมาปรากฎตัวให้เขาวุ่นวายใจอย่างใหญ่หลวง
ชินอ๋องมองเห็นความกังวลในดวงตาสดใสของเฉินชิงเหลียนพูดแล้วเื่พวกนี้ กลับกันหากเขากำลังเผชิญอยู่ คาดว่าคงรู้สึกกังวลใจไม่แพ้กัน
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจงคิดไว้เสมอว่าข้าย่อมอยู่ข้างเ้า”ซ่งหลิวหยางเอ่ยเสียงเรียบกล่าวกับเฉินชิงเหลียน
ครั้นเมื่อเสียงทุ้มต่ำของร่างสูงกว่าเอ่ยเอื้อนออกมาคล้ายสายลมอบอุ่นที่ช่วยพัดพาให้เฉินชิงเหลียนมีความอบอุ่นในใจ ความกังวลที่กำลังเกาะกินอยู่ราวกับถูกชะล้างหายไป
เสมือนว่าขอเพียงร่างของเขายืนอยู่เคียงข้างนางเื่ราวใดๆ ก็ไม่อาจ กล้ำกรายเข้ามามีผลกระทบกับนางได้
ชินอ๋องราวกับปราการสูงใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถบุกทะลวงเข้ามาได้
ร่างบอบบางเริ่มผ่อนคลายรอยยิ้มพระจันทร์เสี้ยวแต้มขึ้นบนดวงหน้างาม สดใสจนซ่งหลิวหยางเหลือบตามองนานกว่าเก่าอีกหน่อยก่อนจะละสายตาออกไป
เหมือนเฉินอวี้เยี่ยนจะไม่เคยมีรอยยิ้มสดใสเช่นนี้รอยยิ้มของนางที่เขามักจะพบเจอ หากไม่ใช่รอยยิ้มยั่วยวนก็เป็รอยยิ้มประจบเสแสร้ง ไม่น่าภิรมย์ในการจดจ้องใดๆ
อีกทั้งผู้ที่ยิ้มแล้วชวนมองเช่นนี้ก็ช่างหายากจริงๆ
เมื่อได้เข้าจวนแม่ทัพในฐานะบุตรสาวคนรองสายตรงแล้วเทียบเชิญที่ร่อนให้จวนแม่ทัพคงไม่พ้นที่จะสูงเท่ากองูเา
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะเข้าสู่จวนแม่ทัพด้วยความภาคภูมิใจเ้าค่ะ จะไม่ให้ท่านแม่ของข้าที่ล่วงลับไปแล้วต้องเป็กังวลอีกต่อไปเ้าค่ะ”
เื่ที่มารดาของเฉินชิงเหลียนลาจากไปแล้วเด็กสาวเพิ่งมารับรู้ยามเมื่อเข้าสู่เมืองหลวง ยามเมื่อรับฟังเื่ราว ตอนแรกเด็กสาวยังคงแสร้งทำท่าทางเข้มแข็งทว่าหลังจากออกมาจากภายในรถม้า จัดขบวนเพื่อเดินทางต่อ แว่วเสียงสะอื้นที่พยายามอดกลั้นกลับดังสะท้อนให้ซ่งหลิวหยางและองครักษ์ข้างกายได้อย่างยินชัดเจน
แม้กระทั้งเงาดำที่ถูกสอนมาให้ไร้ความรู้สึกแววตายังสะท้อนความสงสารออกมา
ซ่งหลิวหยางไม่ได้เข้าไปเพื่อเอ่ยปลอบเด็กสาวเพียงปล่อยให้นางปลดปล่อยความรู้สึกเช่นนั้นอย่างเงียบๆ
ในบางครั้งผู้คนก็ไม่ได้้ารับคำปลอบโยนแต่้าความเงียบสงบในการปลดปล่อย
เมื่อน้ำตาไหลรินและโห่ร้องออกมาอย่างเพียงพอสิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้ มีเพียงการเดินก้าวไปสู่หนทางภายหน้า ควบคุมความรู้สึกให้ไม่ฟูมฟายจมปลัก
ผู้คนที่หวนจากจะยังคนมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ยังคงอยู่
ทันใดนั้นความทรงจำบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวนั่นอาจเป็สมัย่ที่ซ่งหลิวหยางเข้ามาคลุกคลีกับจวนแม่ทัพบ่อยๆ เป็ใน่เวลาที่แม่ทัพบูรพาคนก่อนยังอยู่เขาเป็ผู้เฒ่าเฉินที่ใจดีกับบุตรหลานยิ่ง แตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าหวั่นเกรง
อีกทั้งดูจะสนิทกับเฉินอวี้เยี่ยนอยู่ไม่น้อยและเหมือนราวกับจะให้ความเอ็นดูกับหลานสาวผู้นี้เป็พิเศษ แทบจะมากกว่าหลานชายที่เป็พี่ชายของเฉินอวี้เยี่ยน
‘นางเป็เด็กที่น่าสงสาร’ท่านผู้เฒ่าเฉินในครานั้นเอ่ยเช่นนี้กับซ่งหลิวหยาง ทำให้คิ้วคมกระตุกขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเด็กปากร้ายเช่นนั้นน่าส่งสาร? แล้วคนจรภายนอกเมืองหลวงพวกนั้นจะให้เรียกว่าอะไร
ทว่าเมื่อเห็นปฎิกิริยาของซ่งหลิวหยางท่านผู้เฒ่าเฉินก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาเพียงแค่นยิ้มไร้ความหมายให้ ก่อนจะกลับไปสนทนาเื่ราวสำคัญต่อไป
ซ่งหลิวหยางเคยเห็นผู้คนที่ร่ำไห้อย่างน่าสงสารไม่น้อยแต่ผู้ที่เขาเห็นว่าร่ำไห้แล้วตัวเขาเองกลับรู้สึกทำตัวไม่ถูก กลับน้อยนัก
เฉินอวี้เยี่ยนคือหนึ่งในนั้น
ในครานั้นยามเมื่อผู้เฒ่าเฉินได้ตายจาก งานผู้วายชนม์ของผู้เฒ่าเฉินถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติของอดีตแม่ทัพบูรพาใน่พิธีอย่างยิ่งใหญ่ ทุกคนในสกุลล้วนร่ำไห้ คนธรรมดาะโโหวกเหวกเศร้าใจกับการจากลาของผู้ปกป้องแคว้นผู้เฒ่าเฉินคือวีรบุรุษ เป็ขุนนางไม่กี่คนที่ชาวเมืองล้วนนับถือจากใจจริง
ซ่งหลิวหยางสังเกตเห็นร่างงามชุดสีม่วงเข้มอันเป็เอกลักษณ์นางหาได้ร่ำไห้เช่นคนผู้อื่น เพียงยืนมองอย่างนิ่งงัน จะใบหน้าที่เคยเผยไปด้วยรอยยิ้มยั่วยวนหรือความเสแสร้งที่เคยเผยประจบ ถูกชะล้างไปด้วยความเงียบงัน
ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกตาไปบ้าง
หลังจากนั้นก็เป็่พิธีที่ให้ขุนนางใกล้ชิดเข้ามาร่ำลาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนร่างของผู้เฒ่าเฉินจะถูกย้ายเข้าสู่สุสานบรรพบุรุษของสกุลเฉิน
ยามเมื่อก้าวเท้าเข้าใกล้หีบบรรจุร่างของผู้เฒ่าเฉินซ่งหลิวหยางก็ลอบเห็นร่างสีม่วงเข้มที่เข้ามาก่อนเขาครู่หนึ่ง นางฟุบตัวไปกับหีบศพอย่างไม่เกรงกลัวใบหน้าของเด็กสาวก้มแนบจนซ่งหลิวหยางไม่เห็นสีหน้า เห็นเพียงเรียวคอขาวผ่องที่โผล่พ้นออกมาจากเมื่อนางก้มหน้าเอาไว้
และตามมาด้วยเสียงร่ำไห้ราวคนจะขาดใจ
‘เหตุใดท่านปู่ถึงทิ้งอวี้เยี่ยนไว้คนเดียวเล่า!’นางเอ่ยเสียงแหบพร่า บ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงแผ่นหลังบอบบางสั่นสะอื้นรุนแรง มองดูเช่นนี้น่าะเืใจไม่น้อย
‘ฟื้นขึ้นมาเอาอวี้เยี่ยนไปด้วย...ท่านปู่ เอาข้าไปอยู่ด้วย...’ มือเรียวของนางจิกเล็บเข้ากับโลงหีบ หัวน้อยๆ โขกอยู่บนโลงดังสะท้อนเข้าหูบ่งบอกว่าใช้แรงไม่น้อย
ซ่งหลิวหยางยืนนิ่งมองเหม่อไปเช่นนั้นเขาทำตัวไม่ถูก อาจเพราะก่อนหน้านี้เคยโดนเกี้ยวพาอย่างไม่ถูกวิธี ทำให้ชายหนุ่มไม่ได้มีความรู้สึกดีอันใดให้กับบุตรสาวคนโตตระกูลเฉิน
นี่อาจเป็ครั้งแรกที่เขาอยากเดินไปเข้าไปหาร่างบอบบางสีม่วงเข้มร่างนั้น
ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นหันหน้ามาเจอเข้ากับร่างสูงของซ่งหลิวหยาง หาได้มีใบหน้าเก้ออาย นางเพียงขมวดคิ้วผุดลุกขึ้น และเดินผ่านร่างของเขาไปอย่างรวดเร็ว
เป็ความเ็าที่ซ่งหลิวหยางไม่เคยพบเจอจากเฉินอวี้เยี่ยนมาก่อนทำให้มีความงุนงงแวบเข้ามาไม่น้อย ก่อนจะเดินเข้าไปเพื่อคารวะร่างของผู้เฒ่าเฉินเป็ครั้งสุดท้าย
โดยไม่รู้ตัวเขามองเหม่อไปที่หีบบรรจุร่างของอดีตแม่ทัพบูรพา เสียงะโอันสิ้นหวังของเด็กสาวคล้ายกลับยังคงดังวนเวียนอยู่ภายในหัวของเขาอีกครั้ง
‘ฟื้นขึ้นมาเอาอวี้เยี่ยนไปด้วย...ท่านปู่เอาข้าไปอยู่ด้วย...’
“ซ่งหลิวหยางได้ยินข้าหรือไม่?”
ใบหน้าคมสันที่อาบชโลมไปด้วยแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ส่องสะท้อนเข้าร่างสูงของซ่งหลิวหยางจนดูเปล่งประกายยากละสายตา แต่ที่ดูผิดแปลกไปคือเขาเหม่อลอยอีกครั้ง สายตาจดจ้องเข้าไปที่จวนแม่ทัพข้างหน้า
อาการคล้ายกับก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเฉินชิงเหลียนกระพริบตาลอบมอง ชินอ๋องดูมีหลายเื่ให้ขบคิดไม่น้อย
“เมื่อครู่เ้าพูดว่าอะไรนะ?”ซ่งหลิวหยางราวกับิญญาประทับคืนสู่ร่าง เขาออกมาจากภวังค์ความคิดถามย้อนขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเฉินชิงเหลียน
เฉินชิงเหลียนเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาที่มองสบลงมา ใจนางของนางไม่รักดีเต้นระรัวขึ้น ร่างบอบบางสดใสดูมีความลุกลี้ลุกลนเก็บอาการก่อนจะเบี่ยงตาหลบออกไป
“ตรงนั้นเหมือนมีผู้คนกำลังเดินมาหาเ้าค่ะ”
เฉินชิงเหลียนเอ่ยอย่างประหม่าคนเ่าั้หากดูจากอาภรณ์ อย่างไรก็เป็คนจากจวนแม่ทัพพวกเขาล้วนดูสง่างามสมเป็สกุลเฉิน หนึ่งในสี่สกุลหลักของแผ่นดินเต๋อหวางฉาย
คนที่เดินอยู่ข้างหน้าสุดก้าวเท้าเข้ามาหาอย่างรวดเร็วปราดเปรียวยิ่ง ใบหน้าวัยฉกรรจ์ครั่นคร้ามไปด้วยรังสีนักรบส่วนผู้คนที่ทยอยเดินตามมาอย่างรวดเร็วอยู่ข้างหลังนั้น ส่วนใหญ่จะเป็สตรี เป็สตรีที่งดงามกันไปคนละแบบดูออกอย่างง่ายดายว่าต้องเป็เหล่าคุณหนูภายในสกุล และเหล่าฮูหยินผู้มีอำนาจ ในกลุ่มคนมีบุรุษอยู่บ้างทุกคนล้วนหล่อเหลางดงามอย่างจับตัวอย่างหาได้ยาก
คนที่ซ่งหลิวหยางจดจ้องกวาดตามองผ่านเป็คนแรก ไม่ใช่แม่ทัพบูรพาคนปัจจุบันไม่ใช่ฮูหยินรองผู้ร้ายกาจ ไม่ใช่เฉินเวยหนิงบุตรสาวของอนุ ไม่ใช่ชายร่างกำยำอย่างเฉินโจวฉีและยิ่งไม่ใช่ชวี่ฮุ่ยิผู้นั้น
เฉินชิงเหลียนกระพริบตาเหลือบมองไปยังร่างสูงด้านข้างอีกครั้งซ่งหลิวหยางดูตั้งใจและจดจ่อในการจดจ้องผู้คนจากสกุลเฉินเป็อย่างยิ่ง
เขากำลังมองดูผู้ใดอยู่?
-------------------------------------------------
เฉินอวี้เยี่ยน : บทโศก! บทดราม่า! ข้าก็ตีบทแตก จ้างบทข้าเพิ่มอีกเร็วเข้า!
ชวี่ฮุ่ยิ : ข้าคิดว่าเก็บเงินเอามาจ่ายนักเขียน ให้ขยันเขียนมากกว่านี้ดีหรือไม่?
ซ่งหลิวหยาง : … //พยักหน้าเห็นด้วยเงียบๆ
บักซิน : เงินที่เอามาซื้อเบียร์กินจริงๆ ไม่ได้ของพวกนายน่ะเอากลับไปซะ!