ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 113 เฟิ่งหยูสร้างคัมภีร์

            “ข้าจะลองไปถามบิดาและคนในตระกูลก่อนดูว่าใครอยากจะเลี้ยงดูมันบ้าง”

            “เช่นนั้นก็ดีเพราะอีกไม่กี่เดือนมันก็คงฟักออกมาเป็นตัวแล้วคาดว่าเจ้าตัวเล็กทั้งหลายพอออกจากไข่ก็น่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับสามหรือระดับสี่แล้ว เพราะพลังฟ้าดินที่มันดูดซับไปหนาแน่นกว่าข้างนอกมากไม่แน่หากเลี้ยงดูพวกมันดี ๆ จะมีประโยชน์ต่อพวกเจ้าในอนาคตมากมายเลยเชียวหละ”

            เฟิ่งหยูนำไข่นางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำมุ่งหน้าตรงไปยังเจดีย์เล็กที่ตระกูลของพวกเขาฝึกฝนอยู่เมื่อเข้าไปในเจดีย์เล็กเขาพบว่าตระกูลเฟิ่งของเขาตอนนี้ฝีมือพัฒนาไปมากแล้วส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นเทวะเป็นส่วนมาก ส่วนที่เหลือก็อยู่ในขั้นราชันเทวะกันหมดแล้ว

            “ท่านพ่อท่านแม่ หนิงเอ๋อ ท่านลุงเฟิ่งเทียน” เมื่อเฟิ่งหยูเจอหน้าพวกเขาเฟิ่งหยูรีบทักทายด้วยรอยยิ้ม

            “เฟิ่งหยูเป็นยังไงบ้างเจ้าดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ”แม่ของเฟิ่งหยูรีบเดินมาพร้อมกับโอบกอดเฟิ่งหยูจนแทบขยับตัวไม่ได้

            “ข้าสบายดีท่านแม่หละเป็นยังไงบ้างอยู่ข้างในนี้เบื่อบ้างไหม?”

            “ไม่หรอกแม่อยู่ที่นี่ก็เหมือนอยู่ด้านนอกนั่นแหละ ทุกคนในตระกูลก็อยู่ที่นี่กันหมดแม่จึงไม่ค่อยเหงา ยิ่งช่วงนี้หนิงเอ๋อมาชวนแม่ฝึกด้วยกันบ่อย ๆแม่เลยไม่ค่อยเหงาเท่าไหร่”

            “เช่นนั้นก็ดีข้าเกรงว่าท่านแม่จะเหงาเมื่อมาอยู่ข้างในเจดีย์นี้ตอนนี้แม่ฝึกฝนถึงขั้นไหนแล้วขอรับ”

            “แม่ของเจ้าอยู่ในขั้นราชันเทวะเช่นเดียวกับพ่อของเจ้าและลุงเทียนแล้วหละ”

            เฟิ่งหยูหันไปมองทางบิดาของเขาและผู้นำตระกุลเฟิ่ง

            “ท่านพ่อท่านลุง มีใครอยากได้สัตว์อสูรไปเลี้ยงบ้างมันเป็นลูกของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำที่ยังไม่ออกจากไข่”

            “ไม่หละความจริงพ่อก็อยากจะเลี้ยงนะ แต่แม่ของเจ้ากลัวแมงมุมเจ้าเองก็รู้ดีเพราะฉนั้นตัดพ่อของเจ้าไปได้เลย”

            “ลุงเองก็เช่นกันฉี ฉี คงร้องบ้านแตกแน่หากลุงนำแมงมุมไปเลี้ยง”

            “เช่นนั้นท่านช่วยไปถามเหล่าผู้อาวุโสทั้งห้าด้วย ว่าใครอยากจะเลี้ยงดูมันบ้างตอนนี้มันใกล้ที่จะออกจากไข่แล้วด้วย” 

            “ได้เดี๋ยวพ่อกับลุงเฟิ่งเทียนจะไปถามให้”

            เฟิ่งหยูอยู่พูดคุ้ยกับมารดาของเขาและหนิงเอ๋ออยู่ไม่นานบิดาและเฟิ่งเทียนที่ไปถามเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเฟิ่งกลับมาพร้อมกับผู้อาวุโสทั้งห้าคน

            “คารวะท่านผู้อาวุโส”

            “เป็นยังไงบ้างเจ้าฝึกฝนไปถึงไหนละ อยู่ข้างนอกอันตรายเจ้าเองก็ต้องระวังตัวไว้ให้ดีอย่าได้ประมาทโดยเด็ดขาด”

            “ตอนนี้ก็ข้าฝึกฝนอยู่ในขั้นราชันสวรรค์คงอีกไม่นานคงจะจะเลื่อนระดับต่อไปได้ขอรับ”

            “หานหลี่บอกว่าเจ้ามีไข่ของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำเช่นนั้นหรือ?”

            “ขอรับท่านผู้อาวุโสข้ามีไข่ของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำที่กำลังจะฟักออกมาเป็นตัวไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสอยากจะรับไปเลี้ยงไหมขอรับ”

            “แล้วเจ้ามีอยู่กี่ฟองหละพวกเราทั้งห้าอยากจะเลี้ยงสัตว์อสูรมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาส ไม่สิไม่ใช่ไม่มีโอกาส แต่หาไม่ได้ต่างหาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เฟิ่งหยาหนึ่งในห้าผู้อาวุโสตระกูลเฟิ่งกล่าว

            “ข้ามีอยู่ห้าฟองพอดีท่านผู้อาวุโสอู่หวังฉีบอกว่ามันใกล้จะฟักเป็นตัวแล้วหากท่านผู้อาวุโสต้องการนำไปเลี้ยงข้าเองก็ยินดีมอบให้พวกท่านทั้งห้าคนละฟอง”เฟิ่งหยูหยิบไข่นางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำมอบให้กับเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเฟิ่งคนละหนึ่งฟอง

            “เยี่ยมเป็นเช่นนั้นพวกเราก็ไม่ต้องแย่งกัน พวกเราทั้งห้าจะดูแลมันเองทรัพยากรที่เจ้าให้ในแต่ละเดือนพวกเราสามารถนำมันมาเลี้ยงลูกของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำได้อย่างไม่มีปัญหาพวกเราจะเลี้ยงดูมันอย่างดี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”

            “ท่านผู้อาวุโสข้าจะให้คนส่งทรัพยากรเพิ่มให้พวกท่านจะดีกว่า ผู้อาวุโสอู่หวังฉีบอกว่าลูกของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำที่จะออกมาจากไข่นั้นระดับเริ่มต้นของมันจะอยู่ในระดับสามหรือไม่ก็ระดับสี่แล้ว พวกท่านต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากลำพังที่พวกท่านได้ในแต่ละเดือนข้าเกรงว่ามันคงไม่เพียงพอ”

            “อะไรนะระดับสามถึงระดับสี่เชียวรึ เช่นนั้นทรัพยากรที่พวกเราได้รับมาคงไม่เพียงพออย่างแน่นอนพวกข้าคงต้องรบกวนเจ้าแล้วหละเฟิ่งหยู”

            “มิเป็นไรท่านผู้อาวุโสตอนนี้ทรัพยากรของเราไม่ขาดแคลน แต่ที่ข้าเป็นห่วงนั้นคือเรื่องของอนาคตที่ผู้อาวุโสอู่หวังฉีกล่าวไว้มากกว่าพวกท่านช่วยฝึกฝนคนในตระกูลให้แข็งแกร่งสามารถต่อกรกับพวกต่างโลกได้ครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญต่อโลกใบนี้ของเราเป็นอย่างมากพวกเราจะอ่อนแอให้พวกเขาเห็นไม่ได้โดยเด็ดขาด” เฟิ่งหยูพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

            หลังจากนั้นเฟิ่งหยูก็พักอยู่กับตระกูลอีกสองสามวันจากนั้นเขาจึงไปหาเหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายที่หมู่บ้าน

            “ท่านปู่ท่านยาย เฟิ่งหยูมาหาพวกท่านแล้ว”เสียงตะโกนของเฟิ่งหยูดังมาแต่ไกล

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า หลานยาย เจ้ารู้ไหม ตาเฒ่าซือสร้างหยกสื่อสารเสร็จเรียบร้อยแล้วคุยโวรอเจ้าอยู่โน่น”

            “จริงหรือท่านยายท่านปู่ซือสร้างหยกสื่อสารสำเร็จแล้วอย่างนั้นหรือ?”

            “จริงสิปู่ของเจ้ารับปากเจ้าแล้วต้องทำได้สิ ข้าเป็นคนสอนเจ้ามากับมือหากข้าทำไม่ได้ก็เสียหน้าข้าหมดสิ ”เสียงของเฒ่าซือเอ่ยมาแต่ไกล เขาเดินมากลับกลุ่มผู้เฒ่าทั้งหลาย

            “ท่านปู่ท่านยายข้าเองก็คิดค้นวิชาที่เป็นของข้าเองได้แล้วนะ”

            “วิชาอะไรของเจ้ากันไหน ๆ ลองแสดงให้ยายของเจ้าได้เห็นหน่อยเป็นไง”

            “ได้ขอรับท่านยายท่านปู่ ท่านยายดูให้ดี ๆ นะ”

            “กระชากมิติ”

                “แครกก”เฟิ่งหยูเดินก้าวเข้าไปในช่องมิติ  ไม่นานช่องมิตินั้นพลันหายไป ห่างไปหนึ่งลี้

            “ท่านปู่ท่านยายข้าอยู่ตรงนี้” เสียงเฟิ่งหยูดังแว่ว ๆ มาแต่ไกลเหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายต่างตกตะลึง เฟิ่งหยูกระชากมิติกลับมายังจุดเดิม

            “เป็นยังไงบ้างท่านปู่ท่านยาย”

            “เจ้าเจ้าทำได้ยังไงกัน เจ้าสามารถคิดค้นวิชานี้ได้อย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่ท่านปู่ท่านยายยังไม่หมดแค่นี้นะ”

            “ตัดมิติ”เฟิ่งหยูชี้นิ้วไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไป

            แครกกก....

            ตู้มมมมต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่นอกหมู่บ้านถูกมิติตัดขาดออกเป็นสองท่อนในทันทีเฟิ่งหยูสามารถใช้ตัดมิติ และกระชากมิติได้อย่างคล่องแคล่ว และแม่นยำ

            “เป็นไงบ้างฝีมือข้าท่านปู่ ท่านยาย พวกท่านอยากจะเรียนบ้างไหม ข้าจะเขียนคัมภีร์ให้พวกท่านเอง”

            “เจ้าเข้าใจมันจนถึงขั้นเขียนเป็นคัมภีร์ได้อย่างนั้นหรือ?”

            เฟิ่งหยูไม่รอช้าเขานำกระดาษม้วนหนึ่งออกมา พร้อมกับพู่กันและหมึก เฟิ่งหยูเริ่มต้นอนุมานรูปแบบมิติที่เขาเข้าใจและเริ่มทำการสร้างคัมภีร์ขึ้นมานับเป็นครั้งแรกที่เฟิ่งหยูทดลองสร้างคัมภีร์ยุทธ์ของตนเองขึ้นมา

            หลังจากนั้นไม่นานคัมภีร์ยุทธ์เล่มหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ เฟิ่งหยูกำลังจะเอื้อมมือออกไปหยิบมา

            คลืนนนท้องฟ้าพลันปั่นป่วน อากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ลมพัดกระชากอย่างแรง เมฆดำก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

            “รีบหลบเร็ว”

            ผู้อาวุโสใหญ่พลันดึงเฟิ่งหยูออกมาและบอกทุกคนกลับเข้าไปในบ้านพักของผู้อาวุโสใหญ่ที่อยู่ห่างออกไป

            “มันเกิดอะไรขึ้นท่านปู่ ท่านยาย” เฟิ่งหยูดูร้อนรนเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนนี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาประสบพบเจอ

            “ทัณฑ์สวรรค์”

            “อะไรนะทัณฑ์สวรรค์อย่างนั้นหรือแสดงว่าคัมภีร์ที่เฟิ่งหยูสร้างขึ้นอยู่ในระดับสูงมาก”

            “สูงมากเท่าไหร่สักพักก็รู้เองหากอัสนีฟาดหกครั้งนับเป็นระดับสวรรค์เจ็ดครั้งก็นับว่าเป็นระดับเทวะ”

            ทันใดนั้นสายฟ้าขนาดใหญ่พลันฟาดฝ่าคัมภีร์ที่เฟิ่งหยูสร้างขึ้นมา

            เปรี้ยง!   เปรี้ยง!  เปรี้ยง!   เปรี้ยง!   เปรี้ยง!   เปรี้ยง!เสียงสายฟ้าฟาดไปยังคัมภีร์ดังต่อเนื่องเป็นระยะ

            “หกครั้งแล้วผู้อาวุโสใหญ่จะมีครั้งที่เจ็ดอีกหรือไม่?”

            ทันไดนั้นเอง.......

            เปรี้ยง!  

            “เจ็ดครั้งแล้วท่านผู้อาวุโสใหญ่.......”

            เปรี้ยง!   เปรี้ยง!   เปรี้ยง!   เปรี้ยง!   เปรี้ยง!  

            หลังจากเสียงสายฟ้าฟาดครั้งที่สิบสองท้องฟ้า สายลมกลับมาเป็นปกติ

            “ท่านผู้อาวุโสใหญ่แล้วแบบนี้คัมภีร์นี้อยู่ในระดับไหนกันแน่”

            “อย่าพึ่งสนใจรีบไปดูคัมภีร์ก่อนเร็ว”

            ผู้อาวุโสใหญ่พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วสิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่กลับทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง

    คัมภีร์สีดำสนิทลอยอยู่ตัวอักษรทุกตัวเปล่งเป็นสีทองสว่างจ้าลอยเด่นอยู่ พวกเขาแทบจะเอ่ยออกมาพร้อมๆ กัน

            “คัมภีร์มิติห้วงจักรวาล”

            ชื่อของมันลอยเด่นชัดขึ้นมาเหนือคัมภีร์ก่อนที่จะประทับลงบนตัวคัมภีร์จากนั้นมันจึงลอยมาอยู่ในมือของเฟิ่งหยู

            “ท่านปู่ทำไมมันถึงมีชื่อขึ้นมาเองข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อคัมภีร์นี้เลย”

            “เอาเถอะตอนนี้เจ้าอย่าพึ่งรู้เรื่องนั้นเลย ไว้ถึงเวลาแล้วข้าจะบอกเจ้าเอง”ผู้อาวุโสใหญ่กล่าว

            เฟิ่งหยูยื่นคัมภีร์มิติห้วงจักรวาลให้กับยายฮวาท่านยายและท่านปู่ฝึกฝนคัมภีร์นี้ได้อย่างแน่นอน ข้าเขียนมันขึ้นมาอย่างละเอียด

            ยายฮวาเปิดคัมภีร์นั้นออกดูพร้อมๆกับเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย

            “เจ้านี่ช่างอัจฉริยะจริงๆแม้แต่ศาสตร์ที่ยากยิ่งอย่างศาสตร์ของมิติเจ้ายังสามารถสร้างเป็นคัมภีร์ที่สามารถฝึกฝนได้อย่างไม่ยากเย็น”

            “ได้พวกเราจะฝึกฝนคัมภีร์มิติห้วงจักรวาลนี้ข้าจะลองดูว่ามันจะเหมือนกับที่เจ้าทำได้หรือเปล่า”

            “ข้าจะรอดูพวกท่านปู่ท่านยาย หากไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามข้าได้ว่าแต่ ท่าปู่ท่านเขียนแบบแปลนของหยกสื่อสารให้ข้าได้หรือไม่ข้าจะนำไปให้ผู้อาวุโสสำนักเทพดาราสร้างขึ้นมาเพื่อนำไปใช้งานต่อไป”

            “ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”

            เฒ่าซือมอบหยกสื่อสารจำนวนสิบชิ้นมีสีเขียวห้าชิ้น และสีน้ำเงินห้าชิ้น พร้อมกับม้วนแบบแปลนสองชุดให้กับเฟิ่งหยู

            “ท่านปู่มันสามารถใช้สื่อสารกันได้ไกลแค่ไหน”

            “ตอนนี้ข้าสร้างมันขึ้นมาลองทดสอบกับตาเฒ่าหม่าแล้ว หยกสื่อสารสีน้ำเงินที่เจ้าได้ไปสามารถสื่อสารกันได้ราว ๆ สามหมื่นลี้ส่วนหยกสื่อสารสีเขียวจะเป็นหยกสื่อสารระยะใกล้ สามารถสื่อสารกันได้ไม่เกินหนึ่งพันลี้”

             เฟิ่งหยูอยู่กับพวกผู้เฒ่าทั้งหลายเจ็ดวันเพื่อคอยชี้แนะ เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายหลังจากนั้นเฟิ่งหยูจึงได้ออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์

            เฟิ่งหยูเดินทางต่อไปยังอาณาจักรเต่าทมิฬ ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าอาณาจักรจันทร์เสี้ยวเพราะการเดินทางที่เฟิ่งหยูต้องพบเจอนั้นเป็นการเดินทางทางน้ำเสียมากกว่าทางบก

            อาณาจักรเต่าทมิฬนั้นอยู่ท่ามกลางทะเลเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่อยู่กลางทะเลซึ่งการเดินทางไปยังอาณาจักรจำเป็นต้องอาศัยเรือเสียเป็นส่วนใหญ่หากจะใช้เรือเล็กหรือเรือรบก็ไม่คุ้มค่ากับการเดินทางเพียงระยะทางไม่ไกลมากนักจากแผ่นดินใหญ่ผู้คนทั่วไปและชาวยุทธ์จึงนิยมใช้เรือรับจ้างในการเดินทางมากกว่า

            เฟิ่งหยูจับจองตั๋วการเดินทางไปยังอาณาจักรเต่าทมิฬได้อย่างง่ายดาย เขาพร้อมเดินทางตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเรือที่เขาจับจองไว้ยังไม่ออกเดินทางเฟิ่งหยูกลับไปพักผ่อนในตัวเรือที่เขาจับจองและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว

            ตลอดระยะเวลาที่เขาเดินทางมาที่ท่าเรือเขาได้ยินชาวเมืองต่างเทิดทูนองค์กษัตริย์จื่อหรงซิงแห่งอาณาจักรจันทร์เสี้ยวย่างมากมาย

            อาณาจักรเต่าทมิฬและอาณาจักรมังกรครามนั้นอยู่ในทะเลทั้งสองอาณาจักรล้วนแต่ต้องเดินทางด้วยเรือซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางไปถึงแต่ละอาณาจักรประมาณสองถึงสามวัน

             

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน