ดวงตาของเด็กน้อยเหม่อมองไปทางหน้าต่าง ขณะที่หมอหลวงกำลังตรวจชีพจรให้
หมอหลวงถอนหายใจอย่างโล่งอก "ตอนนี้ท่านหญิงใหญ่พ้นขีดอันตรายแล้วให้ดื่มยาอีกสามเทียบและให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็หายดีแล้ว"
แล้วก็กำชับกับพี่เลี้ยงของท่านหญิงอีกสองสามประโยค
ชุนลี่พยักหน้า แล้วเดินออกไปส่งหมอหลวงที่หน้าตำหนัก
เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้อง หลินเฟยหลันก็ถอนสายตาตัวเองกลับมา
สามวันก่อนหน้า นางมีเื่ทะเลาะกับน้องสาวต่างมารดาจนเป็เหตุให้นางตกน้ำแล้วหมดสติ
ในระหว่างที่หลับใหล นางฝันถึงเหตุการณ์หลายอย่างซึ่งเกี่ยวพันกับตัวนางเองทั้งสิ้น
สิ่งที่ได้เห็นในฝันนั้นน่ากลัวนัก นางพยายามที่จะลืมตาตื่นจากฝันร้ายหากแต่ทำไม่ได้จนมาถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่นางได้เห็นตัวเองถูกลากไปตัดหัวต่อหน้ามารดา
ราวกับว่านางและตัวของนางหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว เมื่อคมดาบตวัดมาที่ลำคอนางก็ได้สติขึ้นมาพร้อมกับกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
หมอหลวงจึงถูกตามตัวกลางดึกอย่างกะทันหันเพื่อมาตรวจอาการ
นางพยายามที่จะอธิบายสิ่งที่อยู่ในฝันร้ายให้ทุกคนฟังหากแต่พวกเขาไม่รับฟัง และแอบไปนินทาหาว่านางสติฟั่นเฟือน
ดังนั้น นางจึงปิดปากเงียบ
อย่างไรเสีย ด้วยนิสัยเอาแต่ใจของนางก็ทำให้บ่างไพร่เอือมระอาอยู่แล้ว
หยดน้ำตาไหลออกจากหางตาของเด็กน้อย
ในตำหนักอันกว้างใหญ่ ไม่มีอะไรที่นางอยากได้แล้วไม่ได้ หากแต่ว่าตอนนี้เหตุใดจึงรู้สึกว่า โดดเดี่ยวเหลือเกิน
รุ่งเช้า
หลังจากดื่มยา ปากเล็กของคนป่วยก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง"วันนี้เป็วันอะไร"
"วันที่สิบเพคะท่านหญิงหมดสติไปสามวัน บ่าวกังวลใจยิ่งนัก แต่พอท่านหญิงฟื้นขึ้นมา บ่าวก็โล่งใจเพคะ"ชุนลี่ตอบด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น
เด็กน้อยถามต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า "เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ไปไหนหมดเหตุใด..."
"พระชายายังถูกกักบริเวณที่เรือนเพคะส่วนท่านอ๋องพาชายารองกับท่านหญิงรอง ท่านชายสาม ไปงานล่าสัตว์เพคะออกเดินทางเมื่อวานนี้ ท่านหญิงอย่าน้อยพระทัยไปเพคะท่านอ๋องและพระชายารองล้วนเป็ห่วงท่านหญิงทั้งนั้น เพียงแต่ว่าฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้ท่านอ๋องไปร่วมงานให้จงได้ท่านอ๋องจึงไม่อาจขัดพระประสงค์ได้เพคะ" ชุนลี่พยายามอธิบายให้ท่านหญิงของตนเข้าใจได้ง่าย
หากเป็เมื่อก่อน หลินเฟยหลันคงเชื่อเช่นนั้นแต่หลังจากที่ตื่นจากฝันร้าย ความรู้สึกของนางก็เปลี่ยนไป
เห็นท่านหญิงพยักหน้า ชุนลี่ก็ลอบถอนหายใจ
ราวหนึ่งเค่อที่ร่างเล็กหลับ ชุนลี่กับบ่าวทั้งสองก็ถอยออกมาเพื่อให้ผู้เป็นายได้พักผ่อนเหลือไว้เพียงบ่าวสองคนให้ยืนเฝ้าที่หน้าประตูห้อง
ลับหลังชุนลี่ร่างเล็กที่หลับก็ลืมตาขึ้นมา แววตาของเด็กน้อยสั่นไหวมือเล็กยกขึ้นมาตบที่แก้มตนอย่างแรงอยู่สองที
อูยยยย เจ็บ
ไม่ใช่ความฝันหรอกรึ
เทศกาลล่าสัตว์? เหตุใดจึงเหมือนที่อยู่ในฝัน
เสด็จแม่ถูกกักบริเวณ เพราะเรียกร้องความเป็ธรรมให้แก่นางและพวกเขาสี่คนก็ไปร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ โดยไม่มีใครสนใจนางเลย
ซึ่งมันเหมือนกับในฝันของนางทุกอย่าง
สองคืนมานี้ หลินเฟยหลันรู้สึกหวาดระแวงไปหมดราวกับคนฟั่นเฟือนแต่เมื่อถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวก็ทำให้นางเริ่มได้สติ
ทุกอย่างเหมือนกับที่อยู่ในฝันของนาง แม้แต่คำพูดของชุนลี่ก็เช่นกัน
มาถึงตรงนี้ หลินเฟยหลันไม่รู้ว่าต้องจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร
นางอายุเพียงสิบสองขวบนะ จะให้คิดอะไรได้นางไม่ได้เก่งกาจเหมือนเสด็จแม่นี่
เสด็จแม่ เอ๊ะ...ใช่แล้ว เสด็จแม่ ข้าต้องไปหาเสด็จแม่
ว่าแล้วร่างเล็กก็ก้าวรัวๆ ออกไปจากห้อง จนบ่าวหน้าห้องวิ่งตามแทบไม่ทัน
เท้าเล็กวิ่งไปยังเรือนของมารดาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
แต่เมื่อถึงหน้าเรือนของมารดา ท่านหญิงตัวน้อยกลับถูกห้ามโดยทหารองครักษ์ "ท่านอ๋องมีรับสั่งกักบริเวณพระชายาห้ามผู้ใดเข้าออกพ่ะย่ะค่ะ"
"เ้ากล้าขวางข้างั้นรึ"ท่านหญิงตัวน้อยตวาดลั่น
แต่ทหารองครักษ์ก็ยังคงยืนกราน"ท่านหญิงใหญ่ได้โปรดกลับเรือนไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าไม่เข้าใจข้าจะพบเสด็จแม่" ว่าแล้วนางก็กระทืบเท้าอย่างเอาแต่ใจเหมือนเช่นเคย
เหล่าทหารต่างพากันหันหน้าหนีอย่างเอือมระอากับท่าทีของท่านหญิงใหญ่ผู้นี้
นางช่างเอาแต่ใจนัก
"เสด็จแม่เสด็จแม่ ฮือ ฮือ คนพวกนี้รังแกลูก ฮือ เสด็จแม่ ช่วยลูกด้วย แง้"
เสียงร้องเรียกหามารดาดังลั่นเข้าไปถึงห้องด้านในบ่าวคนสนิทของพระชายาจึงออกมาดู
เมื่อเห็นว่าเป็ท่านหญิงของตน นางก็รีบเข้าไปรายงานผู้เป็นาย
"เกิดอะไรขึ้น"เมื่อเสียงทรงอำนาจของพระชายาเสวียนดังขึ้น เหล่าทหารและนางกำนัลต่างพากันคุกเข่าลง
แม้พระชายาจะไม่เป็ที่โปรดปรานหากแต่ตำแหน่งที่นางดำรงอยู่ก็ใช่ว่าบ่าวอย่างพวกเขาจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้
"พระชายา"
"ฮึกเสด็จแม่" ท่านหญิงใหญ่ยกมือเช็ดน้ำตาที่เปื้อนเปรอะใบหน้า
ถ้อยคำที่กำลังจะตำหนิบุตรสาวที่แต่งกายไม่เรียบร้อยถูกกลืนลงท้องไปเมื่อเห็นน้ำตาที่เปรอะเต็มใบหน้าพร้อมกับเสียงเสียงสะอื้นไห้
และเมื่อเห็นรอยเืที่ซึมเปื้อนกางเกงตรงหัวเข่าของบุตรสาวนางก็ถลาเข้าไปหาร่างเล็กทันที “หลันเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น"
ทันทีที่ััถึงมืออันอบอุ่นของมารดาท่านหญิงตัวน้อยก็วูบลงในอ้อมกอดทันที
"หลันเอ๋อร์"
หลินเฟยหลันค่อยๆ ปรือตาขึ้น แสงจากดวงจันทร์ที่ส่องลอดหน้าต่างทำให้พอจะมองเห็นได้บ้าง
นี่ไม่ใช่ห้องของนาง แต่เป็ห้องของมารดา
และตัวนางนอนอยู่ใต้อ้อมกอดของมารดา
คิ้วน้อยๆ ย่นเข้าหากันและต้องสะดุ้งเมื่อมารดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา "น้องชายไม่สบายอย่าได้ส่งเสียงดัง"
ร่างเล็กจึงขยับเข้าไปกอดมารดาเอาไว้แน่นแล้วซุกใบหน้าเ้าหาอกนุ่มอันอบอุ่น
พระชายาเสวียนขมวดคิ้วเมื่อััได้ถึงร่างบางของบุตรสาวที่สั่นสะท้านราวกับกำลังกลัวอะไรบางอย่างนางจึงกระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม พลางลูบหลังปลอบ
เสียงเพลงกล่อมจากมารดาทำให้หลินเฟยหลันรู้สึกสงบใจจนหลับไปในอีกครึ่งเค่อต่อมา
เมื่อคืนกว่าจะได้หลับจริงๆ ก็เลยครึ่งคืนทำให้พระชายาเสวียนตื่นสายกว่าปกติ เมื่อร่างเล็กในอ้อมกอดหายไปก็พาให้หัวใจบีบรัดขึ้นมาเล็กน้อย
ได้แต่ปลอบใจตัวเอง
หนิงอ้ายได้ยินเสียงขยับกายของผู้เป็นาย จึงเข้าไปปรนนิบัติ"บ่าวดีใจเหลือเกินที่พระชายาหลับได้สนิทเป็เช่นนี้ทุกวันคงจะดีไม่น้อยเพคะ"
แต่เสวียนเยี่ยนฟางกลับถอนหายใจยาว
จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อ...
คิดแล้วก็ถามหาบุตรชาย "ฉีเอ๋อร์เล่า"
บ่าวคนสนิทจึงตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี"เสวยมื้อเช้ากับท่านหญิงใหญ่เพคะ ท่านหญิงใหญ่ลงมือทำด้วยพระองค์เองล้วนมีแต่ของโปรดของท่านชายน้อยทั้งนั้นแล้วก็ยังมีของโปรดของพระชายาด้วยนะเพคะ"