ตำหนักกลาง
ฮ่องเต้หลิวเจิ้งนั่งตรวจกองเอกสารที่สูงท่วมหัวด้วยใบหน้าเคร่งขรึมมาั้แ่เช้า บางส่วนก็เป็ฎีกาจากราษฎร บางส่วนก็จากขุนนางฝ่ายการปกครองและอีกส่วน…กลับเป็..รายงานลับที่ทำให้พระพักตร์บูดเบี้ยว!!
“เฉินอวี้จากตำหนักตะวันออกยักยอกของกำนัลจากตระกูลเจีย..”
“ขันทีในตำหนักเยว่ฮวาแบ่งพรรคแบ่งพวก ชิงอำนาจและพยายามควบคุมการเข้าพบพระสนมเอกแทนขันทีใหญ่ในวัง..”
“ฟู่หม่านขันทีจากห้องเครื่องเสวยทำร้ายนางกำนัลจนเสียชีวิตไปหลายคน..”
หลิวเจิ้งอ่านรายงานลับยาวเหยียดที่ล้วนแล้วแต่เป็เื่ราวที่เกี่ยวข้องกับความเหิมเกริมของเหล่าขันทีอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
พระหัตถ์ของโอรส์กำแน่น เสียงกระแทกถ้วยชาชุดหนึ่งบนโต๊ะทำให้ขันทีข้างพระวรกายสะดุ้งจนแทบหกล้ม
“พวกเ้าลืมไปแล้วหรือไรว่าใครคือเ้าของชีวิตของพวกเ้า!!”
“ฝ่าาถนอมพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้นั้นตัวสั่นเป็เ้าเข้า เขาเป็คนที่ซื่อสัตย์ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเื่ต่ำช้าของคนเ่าั้เสียหน่อย แต่ในเวลานี้ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะเหมารวมเกลียดชังขันทีทุกคนที่พบหน้าไปเสียแล้ว!
“แม้แต่หลี่กงกงก็ยังขวัญกล้าคิดอยากลองดีกับข้า เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ!!" หลิวเจิ้งสบถพลางข่มกลั้นความรู้สึกอยากสังหารคนเอาไว้ "เห็นทีว่าข้าต้องลงดาบให้เห็นเป็เยี่ยงอย่างแล้วกระมัง!” แววตาของหลิวเจิ้งส่องประกายวาบ
……….
สิบวันให้หลัง
ข่าวลือกระจายออกมาจากตำหนักกลางเหมือนหมอกบางๆ ที่คล้ายมีอยู่จริงแต่ไม่อาจััได้ชัดเจน เพราะไม่เคยมีผู้ใดยืนยันที่มาของข่าวลือที่ว่านั้นได้เลย
ฮ่องเต้จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในกรมขันทีครั้งใหญ่!!
คนในวังหลวงเริ่มระวังคำพูดมากขึ้น กุ้ยฟางผู้ไม่เคยเห็นหัวคนเก็บตัวเงียบเชียบไม่ได้ออกมาเดินอวดบารมีเหมือนแต่ก่อน เฉินอวี้เองก็ลดการแสดงตนลงเหมือนแมวย่องเบาแทนเสือคำราม
เหอซือหานกับพรรคพวกก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศอึมครึมนั้น แม้จะไม่เข้าใจลึกซึ้งแต่สัญชาตญาณบอกกับพวกเขาว่า พายุใหญ่กำลังจะมา!!
“หากขันทีถูกปลด ตำแหน่งเก่าถูกล้ม คนใหม่ขึ้นมาแทน…ขันทีชั้นต่ำอย่างเราๆ คงวุ่นวายกันน่าดูชม” เหอซือหานบ่นพลางก้มขัดชั้นวางถาดทองเหลืองที่เริ่มหมองอย่างขะมักเขม้น
หลี่เอินหัวเราะแห้ง “ที่เ้าห่วงก็คือกลัวว่าเ้าตัวเล็กของเ้าจะย้ายที่ซ่อนอีกครั้งโดยเ้าของใหม่ล่ะสิ”
“พูดมากนัก อยากขัดคนเดียวหรืออย่างไร” เหอซือหานถลึงตาใส่ ทำเอาหลี่เอินรีบหุบปากทันที
“หากมีการโยกย้ายก็คงเป็พวกขันทีระดับสูงนั่นล่ะ ขันทีชั้นผู้น้อยอย่างเราๆ ก็ยังต้องหมุนเวียนทำงานรับใช้ไปทั่วเหมือนเดิม ไม่เห็นมีอะไรน่าห่วงสักหน่อย” อาเฟยกล่าว
“พวกเราเงียบเสียงก่อน มีคนมา..” เสี่ยวผิงรีบเตือนสหาย
ผู้มาใหม่เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าไม่มั่นคง ดูแล้วน่าจะเป็บุรุษสูงวัยร่างท้วมผู้หนึ่ง แต่ทันทีที่อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นพวกเขาก็พากันอ้าปากค้าง เพราะคราวแรกเขาคิดว่ามีคนเดินเข้ามาในห้องนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น
ไม่รู้ว่าโชคชะตาของสี่สหายกำลังเล่นตลกอันใดอยู่ วันนี้พวกเขาถูกส่งมาทำงานที่ห้องเครื่องเสวยแล้วแท้ๆ แต่ผู้ยิ่งใหญ่เฉินอวี้จากตำหนักตะวันออกก็ยังตามมาหลอกหลอนพวกเขาถึงที่!!
“เ้ายืนยันหรือว่าเป็คำสั่งจากเบื้องบน?” เฉินอวี้ถามน้ำเสียงร้อนรน
“ข้าเห็นลายพระหัตถ์ด้วยตาตนเอง..เ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็ไรแต่วันนั้นจะมาถึงแน่ รีบเตรียมการเอาไว้บ้างเถิด”
เหอซือหานแอบเอี้ยวตัวไปมองเ้าของเสียงที่เขาไม่คุ้นเคย และพบว่าคนผู้นั้นคือ ปู้เจี้ยน ขันทีาุโจากกรมราชบรรณารักษ์ และคำพูดที่เขาบอกว่าได้เห็นลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้เมื่อครู่ก็เป็การยืนยันตัวตนของเขาอีกทอด เพราะกรมราชบรรณารักษ์จะได้เห็นพระราชโองการของฝ่าาผ่านตาก่อนใคร
ทั้งสองใช้เวลาไม่นานอีกเช่นเคยก่อนจะจากไป ปล่อยให้เด็กหนุ่มสี่คนที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกได้แต่มองหน้ากันไปมาเพื่อหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในบทสนทนานั้น
สองเดือนถัดมา เช้าตรู่กลางเดือนสามเป็เวลาสี่ปีนับจากที่เหอซือหานเข้ามาเป็ขันทีอยู่ในวังหลวง
เสียงกลองใหญ่จากหน้ากรมพิธีการดังขึ้นสามระลอกอย่างต่อเนื่อง เป็สัญญาณบอกให้รู้ว่ามีประกาศสำคัญที่ทุกคนจะต้องรับรู้ที่ลานประทับหลวง ทำเอาข้าราชบริพารทั้งวังสั่นสะท้าน หลายชีวิตในเขตพระราชฐานชั้นในชะงักนิ้วหยุดมือจากทุกสิ่งในทันที
ครู่ต่อมาก็มีข่าวส่งต่อกันมาเรื่อยๆ ว่าประกาศที่ลานประทับนั้นเกี่ยวข้องกับขันทีโดยตรง นางกำนัลในตำหนักตะวันออกนางหนึ่งเดินมาแจ้งกับพวกเขาว่าพระสนมเจียอนุญาตให้ขันทีทุกคนออกไปฟังประกาศที่ลานประทับ นั่นยิ่งทำให้พวกเขาทวีความวิตกกังวลยิ่งขึ้นกว่าเก่า
สายลมยามเช้าพัดวูบผ่านลานประทับ บรรยากาศเย็นเยียบชวนใจสั่น แม้แสงแดดจะสาดส่องจากท้องฟ้าโปร่งแต่ภายในใจของผู้คนกลับมืดมนยิ่งกว่าเงาราตรี
ขันทีนับสิบคนเดินเรียงแถวกันเข้ามาในมือถือแผ่นบัญชีสีแดง บนหน้าปกเขียนด้วยอักษรสีทองว่า “รายชื่อผู้ปลดประจำการ” อย่างเด่นชัด
“บัญชา์มาถึงแล้ว..” ขันทีสูงวัยคนหนึ่งพูดเสียงแ่ราวกับเสียงลมก่อนจะถอนหายใจยาว
แม้ก่อนหน้านี้จะเป็เพียงข่าวลือ แต่เมื่อพระสนมหลายตำหนักเริ่มเรียกหาคนรับใช้ใหม่ และเมื่อหัวหน้าขันทีชั้นสูงหลายคนถูกเรียกตัวไปเข้าเฝ้าและไม่ได้กลับออกมาอีกเลย ความจริงเ่าั้ก็เริ่มเปิดเผยออกมาทีละนิดจนกระทั่งถึงวันนี้
เหอซือหาน หลี่เอิน เสี่ยวผิง และอาเฟยเดินตามหลังซุนไห่ที่เป็หัวหน้าของพวกเขาไปพร้อมกับขันทีหนุ่มรุ่นเดียวกันอีกหลายคน ไม่มีผู้ใดพูดอะไรเลยตลอดทางเดิน เสียงฝีเท้าของพวกเขาแทรกผ่านความเงียบอย่างอึดอัดไปทีละก้าวอย่างช้าๆ
เมื่อไปถึงลานประทับ พวกเขาเห็นขันทีอีกหลายร้อยคนยืนเรียงรายกันอยู่ก่อนแล้ว บางคนม้วนเสื่อไว้บนแผ่นหลัง บางคนมีเพียงห่อผ้าบางๆ สีหน้าบางคนเต็มไปด้วยความสับสน บางคนร้องไห้เงียบๆ บางคนก็เอาแต่ก้มหน้ามองพื้นอยู่นิ่งๆ และอีกหลายคนก็เพิ่งมาถึงที่นี่เหมือนกับพวกเขา
“เกิดอะไรขึ้น มีประกาศอะไรออกมาหรือ?” ซุนไห่ดึงตัวขันทีคนหนึ่งมาถาม
“ไปดูที่กระดานเถิด แล้วพวกเ้าก็จะรู้เอง”
ซุนไห่ใช้เสียงดังสนั่นของเขาขับไล่ขันทีตัวน้อยๆ ที่ขวางทางและพาขันทีใต้บังคับบัญชาของตนแทรกตัวเข้ามาถึงหน้ากระดานประกาศ
“ด้วยบัญชา์ เพื่อรักษาสมดุลแห่งราชสำนัก องค์ฮ่องเต้มีพระบัญชาให้ลดจำนวนขันทีในวังหลวงลงเหลือครึ่งหนึ่ง มีผลทันทีั้แ่บัดนี้ ขันทีที่มีรายชื่อตามประกาศที่แนบมาจะถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที ไม่มีสิทธิ์จะพำนักอยู่ในเขตวังหลวงอีกต่อไป..” เสี่ยวผิงอ่านออกเสียงให้สหายในกลุ่มได้ยินพร้อมกัน
หลี่เอินรู้สึกพะอืดพะอมจนแทบจะอาเจียนออกมาในทันทีที่เสี่ยวผิงอ่านจบ พวกเขาสังเกตมาระยะหนึ่งแล้วว่าหลี่เหวินเซียน เฉินอวี้ รวมทั้งปู้เจี้ยนและขันทีผู้มั่งคั่งอีกหลายคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
หากมีการปลดขันทีออกครึ่งหนึ่ง อย่างไรรายชื่อของคนที่หายไปย่อมปรากฏอยู่บนใบประกาศเป็แน่ แล้วพวกเขาเล่า!! ระยะหลังมานี้รับใช้อยู่ในตำหนักตะวันออกอยู่บ่อยครั้งจะไม่ถูกจับยัดว่าเป็คนของเฉินอวี้ไปด้วยเช่นนั้นหรือ
“เหอซือหาน..หลี่เอิน..เสี่ยวผิง..อาเฟย..ซุนไห่..เจิ้งก่วง..ต้าหม่าน..”
เมื่อได้ยินชื่อของตัวเองถูกขานออกมาจากปากของสหายร่วมรุ่น เหอซือหานรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าหายไปทั้งผืน เขาหันไปมองสหายที่อยู่ข้างๆ ทุกคนต่างก็มีสีหน้าซีดเผือดไม่แตกต่างจากเขาเลยสักคน
“พวกเราถูกปลด..” หลี่เอินกระซิบเสียงแหบพร่า
เสี่ยวผิงหน้าซีดเผือดมือไม้สั่น ขณะที่อาเฟยเบิกตากว้างเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายมาหยกๆ
“ข้ายังหาเ้าตัวเล็กไม่เจอเลย” เหอซือหานหลุดปากออกมาเบาๆ
ไม่มีคำตอบจากใคร ทุกคนตกอยู่ในความเงียบท่ามกลางเสียงร่ำไห้ขอร้องวิงวอนและเสียงโวยวายจากขันทีที่ตกอยู่ในชะตาเดียวกันกับพวกเขารอบด้าน