ณ ประสาทสีขาวหลังใหญ่ ที่ห้องรับรองของผู้าุโผู้เก่งกาจผู้หนึ่ง ในห้องล้วนเต็มไปด้วยสมบัติมีค่ามากมาย แต่สิ่งมีค่าที่สุดสำหรับผู้าุโคนนั้น ที่เขาคอยจับจ้อง และดูแลเป็อย่างดี ก็คือหลานสาวตัวน้อยของเขา ที่กำลังนอนเล่นมือถือโดยไม่สนใจรอบข้างเลย ก่อนที่เมื่อเสียงเปิดประตู ห้องดังขึ้นเธอจะหันไปมองและพบกับคนรับใช้ ที่นำจดหมายมาวางไว้ที่โต๊ะทำงานของปู่เธอ
“ตระกูลอื่นส่งจดหมายมาด่าอีกแล้วหรือคะปู่”
“ใช่ ส่งมาไม่เบื่อกันเลยพวกนี้”
“ั้แ่เหตุการณ์ประกาศฏนั้นก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว พวกเขาคงจะไม่พอใจที่วันนั้นปู่หนีมาก่อนน่าดูเลยนะคะ”
“ พวกนี้มันเ้าคิดเ้าแค้นจะตาย คงส่งมาอีกหลายวันเลยนั้นละ”
“แล้วปู่จะไม่เป็อะไรหรอคะ”
“โถ่ หลานที่น่ารักของปูเป็ห่วงปูด้วยเหรอเนี่ย แต่หลานไม่ต้องห่วงนะหลานตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชาเตรียมสอบเข้าสำนักสอนเซียนเถอะ ปูไม่เป็อะไรหรอก… มานี่สิ”
ฟางเซียนที่ได้ยินปู่ของเธอเรียกให้เข้าไปหา เธอก็วางมือถือของเธอลง พร้อมกับเดินตามปู่ของเธอไปยังระเบียงห้องที่ปู่ของเธอนำมา ก่อนที่จะพ่ายมือของเขาให้เห็นเหล่าผู้มีพลังปราณแข็งแกร่งมากมายที่เดินไปมาและทำกิจกรรมอยู่ในเขตตระกูลของพวกเขาที่ไกลสุดลูกหูลูกตา
“ตำแหน่งขุนนางที่เราได้มามันเพราะความแข็งแกร่งที่เรามี หาใช่เพราะได้ความช่วยเหลือจากพวกมันไม่ เพราะฉะนั้นหลานฟังปลูกไว้ ขอแค่เราคงความแข็งแกร่งของตระกูลของเราเอาไว้ พวกมันก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ทั้งนั้น ขอแค่หลานตั้งใจฝึกฝนที่สำนักสอนเซียน จนโตมาเป็ผู้มีลมปราณที่แข็งแกร่ง พวกคนทั้งหมดนี้ก็จะอยู่ใต้อาณัติของหลาน”
“ค่ะ”
“บ้าเอ๊ย คนของเรามัวทำอะไรอยู่ นี่มันตั้งหลายวันแล้วนะทำไมถึงจับตัวไอ้เ้ามันไม่ได้สักที”
“นั้นสิพ่อคนของเรามัวทำอะไรกันอยู่ ทำไม่ยังไม่ส่งข่าวของพวกมันมาอีก”
“พ่อลูกคู่นี้ใจเย็นก่อนสิคะ หมอเขาบอกว่า ่นี้อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ให้พลังปราณปั่นป่วนเดี๋ยวการฟื้นตัวจะช้าลงนะคะ”
เมื่อภรรยาของซีห่าวและผู้เป็แม่ของซีซวน เห็นสองพ่อลูกที่กำลังนอนอยู่บน เตียงในห้องของโรงพยาบาล แสดงความโมโหออกมา ในขณะที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล เธอก็พยายามห้ามปากพวกเขา
“แล้วไอ้คนที่ประกาศก่อฏมันเก่งมากเลยหรือพ่อ พ่อถึงต้องรักษาตัวอยู่ตั้งนานกว่าจะได้ ย้ายมานอนห้องเดียวกันเนี่ย”
“ก็ใช่น่ะสิ มันซ่อนความสามารถมาได้นานขนาดนี้ได้ยังไงกัน ถึงไม่มีใครรู้ตัวตนของมันเลย แต่พูดแล้วก็เจ็บใจชะมัด ถ้าไอ้โปแห่งตระกูลบรรเลงมันไม่หนีไปก่อนละก็…ช่างมันเถอะช่างมันเถอะ ไปโกรธมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อนาคตครอบครัวเราอาจจะต้องกลายเป็ญาติกัน ว่าแต่ลูกเถอะทำอีท่าไหนถึงได้แพ้ไอ้เ้ามันได้”
ไม่ทันที่ซีซวนจะหายจากความเขินอายของคำพูดพ่อเขา ที่พูดถึงการแต่งงานของฟางเซียนและเขาที่อาจจะเกิดขึ้น แต่เมื่อพ่อเขาพูดถึงการพ่ายแพ้ที่มีต่อเ้าขึ้นมาความเขินอายก็หายไปทันที มีเพียงแค่สีหน้าเคียดแค้นและฟันที่ขบไปมาด้วยความโกรธของซีซวนที่แสดงออกมาแทน
“มันต้องใช้ลูกเล่นอะไรอย่างแน่นอนอยู่แล้วพ่อ พลังของมันอ่อนแอจะตาย ถึงจะแข็งแกร่งขึ้น จากตอนที่เจอกันครั้งล่าสุดก็เถอะ แต่ตอนที่มันใช้วิชาออกมา ผมก็รับรู้ได้ทันทีว่ามันอยู่แค่ ต้นปราณก็เท่านั้น"
“เป็ไปไม่ได้หรอก ระดับต้นปราณจะทำร้ายลูกาเ็ขนาดนี้ได้ยังไง"
“ก็เพราะไอ้คนที่พาตัวมันหนีไปนั่นแหละพ่อ พอมันโผล่มาผมก็ใช้พลังปราณไม่ได้ไป่หนึ่ง และพลังปราณของไอ้เ้ามันอยู่ดีๆก็แข็งแกร่งขึ้นมาซะอย่างงั้น… ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็ โถ่เว้ย”
ยิ่งเล่าและนึกถึงมันซีซวนก็ยิ่งรู้สึกโมโหมากขึ้นไปเท่านั้น จนเขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ และใช้มือที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล ทุบไปที่หมอนของเขาเพื่อระบายความโมโหที่มี จนแม่ของเขาต้องรีบลุกขึ้นมาห้ามไว้
“ไม่เอาลูกไม่เอา อย่าเพิ่งโมโหสิ เดี๋ยวคนของเราก็ตามจับมันได้เอง ถึงตอนนั้นลูกจะทำอะไรกับมันก็ได้”
ถึงแม้ว่าความโมโหของซีซวนจะยังอยู่ และยังอยากระบายมันออกมา แต่เมื่อเห็นความเป็ห่วงที่แม่ของเขาแสดงออก เขาก็หยุดมือ ที่ทุบหมอนลง และพยายามข่มความโมโหของตัวเองไว้
“ดีมากลูกพ่อ พยายามฝึกควบคุมอารมณ์ของตัวเองหน่อย เราจะต้องได้แก้แค้นมันอย่างแน่นอนทั้งไอ้เ้า และคนที่พามันหนีไปลูกไม่ต้องห่วง ตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ลูกจะต้องทำและให้ความสำคัญกับมัน คือรีบหายจากอาการาเ็ซะ และฝึกฝนเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าสำนักสอนเซียน”
“ครับพ่อ”
ถึงแม้ว่าจะพึ่ง เกิดเื่ใหญ่อย่างการก่อฏไป แต่สำหรับผู้ที่มีลูกหลาน ที่กำลังจะอายุสิบห้านั้น มันก็ไม่มีเื่ใดจะสำคัญไปกว่า การที่จะส่งลูกของตัวเองเข้าสำนักเพื่ออนาคตที่ดีของเขาเลย และหวังว่าจะได้อานิสงส์ จากอนาคตที่ดีของลูกพวกเขาด้วย ทำให้พวกเขาแทบจะไม่ได้สนใจการก่อฏที่เกิดขึ้น
เหลือเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ที่การสอบเข้าสำนักต่างๆ จะเริ่มขึ้น สถานที่ผจญภัยต่างๆที่ไว้ใช้สำหรับฝึกฝนพลังปราณต่างเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ที่มาฝึกฝนเพื่อเพิ่มพลังปราณของพวกเขา
และนั่นก็รวมถึง เ้าและผู้ช่วยฝึกฝนของเขา ที่เดินทางกลับมาที่ป่าหมื่นปราณอีกครั้ง พร้อมกับสัมภาระที่มากกว่าเดิม
แต่ถึงแม้ว่า สัมภาระเ่าั้จะมากขึ้นกว่าเดิมขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่พวกมันทั้งหมด ก็ไปรวมอยู่บนหลังของเด็กหนุ่มแต่เพียงผู้เดียว
“นายน้อยครับฝากเื่กางเต็นท์ด้วยนะครับ ผมกำลังรู้สึกไม่ดีไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น”
“ได้ครับผม”
เพียงได้ยินคำขอ ที่เหมือนคำสั่งของผู้ที่เรียกเขาว่านายน้อย เ้าก็รีบวางสัมภาระลงและจัดแจงกางเต็นท์นอนและโต๊ะต่างๆ อย่างเชื่อฟัง
“นายน้อยต้มชาไว้เลยนะครับ เพื่อผมอยากดื่ม”
“ได้ครับผม”
“อีกอย่างก่อนที่นายน้อยจะไปต่อสู้กับต้นกาบวิเศษ อย่าลืมเตรียมอาหารไว้ผมก่อนนะครับ”
“ได้ครับผม”
ท่าทางของเ้ามันช่างผิดกับทุกที่เหลือเกิน เขาไม่เพียงแต่จะไม่ต่อว่าหรือบ่นที่ชายหนุ่มสั่งตนออกมาเหมือนทุกครั้ง แต่กลับยอมทำตามทุกคำพูดที่เขาสั่ง อย่างดีโดยไม่ได้มีสีหน้า ที่ขุ่นเคืองใจเลย
มันอาจเพราะว่าเขาได้เห็น วิชาที่ฮ่าฮ่าแสดงให้เขาดู แค่เพียงวิชาเดียวที่แข็งแกร่งนั้นก็สามารถทำให้ผู้ฝึกพลังปราณที่แข็งแกร่งมากมาย ต้องยุติการต่อสู้ของพวกเขาลง
และนั่นมันทำให้ภาพความเก่งกาจที่ฮ่าฮ่าแสดงออกมา ยังคงติดตาตรึงอยู่ในใจของเขา จนตลอดเวลาเ้าจะมองไปที่ชายหนุ่มฮ่าฮ่าด้วยความนับถือ…แต่สายตานั้นก็อยู่ได้เพียงแค่ไม่กี่วัน
…
ยิ่งวันเวลาที่เขาฝึกฝนผ่านไปเท่าไหร่ ท่าที่เฉื่อยแฉะของฮ่าฮ่า และพฤติกรรมความรักสบาย ที่วันๆ เอาแต่นอนเล่นมือถือที่เพิ่งซื้อมา และใช้เ้าทำทุกอย่างแทนเสมือนเป็คนใช้ มันก็ทำให้ความรู้สึกนับถือ ที่ได้เห็นความสามารถของฮ่าฮ่า ค่อยๆจางหายไป
“โอ๊ยยยยย”
ในขณะที่ฮ่าฮ่ากำลังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายภายในป่าหมื่นปราณ ประหนึ่งาาแห่งผืนป่า ที่มีข้าทาสบริวารคอยรับใช้ แต่ใน่เวลา ที่กำลังนอนเล่นมือถืออย่างสบายใจนั่นเอง เขากลับโดนข้าทาสบริวารที่ซื่อสัตย์ของตน จู่โจมด้วยการกัดเข้ามาที่หัว จนทำให้เขาต้องร้องออกมาอย่างเ็ป
“โอ๊ย หยุดกัดได้แล้วครับนายน้อย”
“แฮร่”
“โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย เดี๋ยวเืออกนะครับ”
เ้าต้องได้ยินเสียงร้องโอดโอยของฮ่าฮ่าอยู่นาน กว่าเขาจะคล้ายปากที่กัดหัวของฮ่าฮ่าอยู่ จนทำให้ถึงแม้ว่าฮ่าฮ่าจะหันมามองใบหน้าที่ดุร้ายของเขา มันก็ยังคงมีน้ำลายที่ยืดย้อยจากปากของเ้าติดอยู่บนหัวของฮ่าฮ่าอยู่อย่างนั้น
“นายน้อยเป็อะไรครับเนี่ย”
“นายมัวแต่เล่นมือถือไม่ได้สนใจฉันเลย… ไม่ได้สังเกตหรือไงนี่มันตั้งหลายวันแล้วนะ ที่ระดับขั้นพลังปราณของฉันไม่ได้เพิ่มขึ้นขยับสักขั้นเดียวเลย”
“มันก็ปกตินิครับ คนปกติเขาต้องฝึกฝนกันั้แ่เด็ก กว่าจะขึ้นระดับนักรบได้ต้องใช้เวลาตั้งหลายปีนะครับนายน้อย นายน้อยเพิ่งมาฝึกฝนเอง ระหว่างอันดับต้นปราณไปถึงระดับนักรบ มันต้องใช้เวลามากนะครับ"
“ก็ไหนบอกจะให้ฉันไปสอบเขาสำนักสอนเซียนไง ถ้าไม่ได้อยู่ระดับนักรบเขาก็ไม่ให้สอบนะ”
“นายน้อยไม่ต้องเป็ห่วงหรอกครับ รอนายน้อยร่างกายหายดีก่อนผมค่อยเริ่มฝึกให้นายน้อยจริงจังกว่านี้”
“ฉันก็หายดีแล้วนี่ไง”
เ้าที่กลัวว่าฮ่าฮ่าจะไม่เชื่อตน ก็พยายามชูแขนชูขาให้เขาดู พร้อมกับะโย่ำเท้าอยู่กับที่ไปมาเพื่อแสดงความคล่องแคล่วที่เขามี
“อย่าเพิ่งเสี่ยงเลยครับนายน้อย พักไปสักอีกอาทิตย์หนึ่งก่อนก็ได้ เพราะว่าพวกยาวิเศษ ที่ผมใช้ไปกับนายน้อย มันคือยาอะไรก็ไม่รู้นะครับ จะมีผลข้างเคียงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย อีกทั้งมันจะช่วยรักษานายน้อยได้จริงหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น……อย่าเพิ่งเสี่ยง”
“แต่ว่า”
“ไม่ต้องมาแต่เลยครับ ถ้าไม่ใช่เพราะนายน้อยะโเอาตัวไปช่วยป้านั้น จนผมต้องใช้ผลปราณกับนายน้อยจนหมด ป่านนี้นายน้อยก็คงแค่นอนอยู่เฉยๆ และคอยดูดสับผลปราณระดับสูงที่ได้มาอย่างสบายๆ ไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ”
“ก็ป้าคนนั้นเขาเป็คนดีนิ แถมยังเป็คนที่คอยเป็ห่วงและดูแลฉัน ตอนยังรับใช้อยู่ที่ตระกูลของซีซวนด้วย...เป็นายที่ตื่นตูมจนใช้มันหมดเองตั้งหาก”
“ก็ถ้าคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้องแล้ว นายน้อยก็อย่ามาบ่นสิครับ ระหว่างนี้ ก็สู้กับพวกต้นกาบวิเศษเพื่อวอร์มร่างกายไปก่อน และคอยฝึกฝนจริงจังกันอีกทีหนึ่ง”
“ถะ…ถ้ายังงั้นระหว่างนี้ ฉันขอเลี้ยงสัตว์หน่อยได้ไหม นายเอาแต่เล่นมือถือฉันเลยไม่ค่อยได้คุยกับใครเลย”
“ไม่ได้ครับ”
“ทำไมล่ะ…นายไม่ตามใจฉันสักอย่างเลย”
ไม่ว่าหลายวันที่ผ่านมาฮ่าฮ่าใช้งานเ้าบ่อยขนาดไหนแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็คนที่ใจร้ายกับเ้า ทั้งหมดมันเป็เพราะความี้เีของเขา ทำให้เมื่อเขาเห็นสีหน้าน้อยใจของนายน้อยตน มันก็ทำให้เขารู้สึกสงสารเ้าขึ้นมา
“ผมก็เข้าใจครับว่าผมอาจจะไม่ค่อยได้เล่นกับนายน้อยเท่าไหร่ เพราะผมก็เข้ากับเด็กไม่ค่อยได้ซะด้วยสิ … แต่ว่า การเลี้ยงสัตว์มันต้องรับผิดชอบชีวิตชีวิตหนึ่งเลยนะครับนายน้อย ผมไม่รู้ว่านายน้อยพร้อมที่จะรับผิดชอบมันหรือเปล่า… ขอเวลาผมคิดหน่อยนะครับ”
“ขอคิดดูก่อนอย่างนั้นเหรอ… แปลว่าฉันก็มีโอกาสจะได้เลี้ยงสินะ”
“ครับๆ ก็มีโอกาสอยู่”
“ถ้าอย่างงั้นนายก็รีบคิดไปเลย ฉันไปฝึกฝนต่อแล้ว”
เมื่อเห็นว่าตนมีโอกาศที่จะได้มีสัตว์เลี้ยง สีหน้าของเ้าก็ร่าเริงขึ้นมาก ก่อนที่เขาจะเดินออกห่างจากฮ่าฮ่ามาด้วยท่าทีที่น่าสงสัยของเข้า และรีบมุ่งไปยังพุ่มไม้ๆ หนึ่งที่เขาทำสัญลักษณ์ไว้
“ฉันมาแล้วๆ รีบกินซะนะ”
เพียงแค่เ้าว่างอาหารลงตรงพุ่มไม้นั้น ลูกพยัคฆ์น้อยตัวเล็กที่มีสีส้มทั้งตัวก็รีบวิ่งออกมากินมั นจนความน่ารักของลูกพยัคฆ์น้อยได้ดึงดูดให้เ้าลูบไปที่หัวของมันอย่างอ่อนโยน
“ทนแอบอยู่นี้สักพักก่อนนะเ้าตัวน้อย ฉันกำลังขออนุญาตเลี้ยงนายอยู่ นายจะได้ไม่ต้องมาคอยแอบแล้ว”