ตอนที่ 25 หนึ่งปีที่เปลี่ยนแปลง
นอกจากหยางไคนั้นไม่ทราบว่ามหาบัณฑิตหน้าอ่อนหยางเตอผิงได้ช่วยแก้ไขสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ให้แล้ว ก็ยังไม่ทราบว่าตนเพิ่งทะลวงขอบเขตลมปราณจาก [พลังบ่มเพาะ] ขึ้นไปสู่ [พลังตั้งต้น] ในขณะที่ตนกำลังหลับลึกอยู่นั่นเอง ในเช้านี้จึงปฏิบัติหน้าที่ประจำวันของตนตามปกติอย่างไม่รู้สึกรู้สาอันใด ซึ่งมีแค่การอ่านตำรับตำราและบำรุงรักษาสภาพหนังสือเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงเท่านั้น จึงมิได้ใช้แรงกำลังของตนแต่ประการใดเลย ทั้งที่ ณ ปัจจุบันนี้ หยางไคได้ครอบครองขุมพลังที่ถูกยกระดับจากเดิม อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวิถีบู๊อย่างคาดไม่ถึง !พอช่วงบ่ายเด็กหนุ่มก็เอาแต่อ่านหนังสือต่าง ๆ โดยเฉพาะ 7 ยอดคัมภีร์พิชัยยุทธ ได้เแก่ ลิ่วเทา (ตำราพิชัยสงครามเจียงไท่กง) ซุนจื่อปิงฝ่า (ตำราพิชัยสงครามซุนวู) ซือหม่าฝ่า (ตำราพิชัยสงครามซือหม่าหรางจวี) อู๋จื่อปิงฝ่า (ตำราพิชัยสงครามอู๋ฉี่) ซันเลี่ย (ตำราพิชัยสงครามหวงสือกง) เว่ยเหลียวจื่อ (ตำราพิชัยสงครามเว่ยเหลียว) และหลี่เว่ยกง (ตำราพิชัยสงครามหลี่จิ้ง)พอถึงตอนเย็น จึงทบทวนตำราที่ใช้สอบสายบุ๋นร่วมกับพี่หวังอันได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งความพร้อมของหยางไคก็พุ่งทยานขึ้นไปสู่จุดสูงสุดก่อนจะถึงวันที่เด็กหนุ่มและพี่ใหญ่หวง(หยางรุ่นชิง) จะออกเดินทางด้วยกันในวันพรุ่งนี้แล้ว คืนนี้หยางไคจึงต้องเตรียมตัวเดินทางอย่างดีที่สุด ทั้งสัมภาระเสื้อผ้าอาหารและเงินทองเพื่อใช้จ่ายระหว่างทางแต่ครั้นตรวจสอบดูก้อนทองหยวนเป่า (元宝) ในกระปุกเก็บเงินกลับไม่พบเจอ ? จึงมีเพียงก้อนเงินจำนวน 10 ตำลึง ซึ่งตนได้เก็บหอมรอมริบมาทุก ๆ เดือน นับตั้งก้าวเข้ามาในตระกูลหยางอยู่นานนับปี แต่แล้วจู่ ๆ ทรัพย์สินของเขากลับสูญหายไปถึงครึ่งหนึ่ง จากการหายไปของทองคำบริสุทธิ์นั่น!!(10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง) แต่ก่อนที่หยางไคจะเริ่มโวยวายออกไปว่ามีใครเข้ามาขโมยเงินทองในห้อง ก็มีสติคิดได้ว่า ‘หากแม้นมีขโมยจริง ย่อมจะไม่ทิ้งเงิน 10 ตำลึง เหล่านี้เอาไว้อย่างแน่นอน’ หรือจะเป็นตนเอง ที่หลงลืมสถานที่เก็บรักษาของ ? มันมีความเป็นไปได้ที่หยางไคจะเผลอเก็บรักษาไว้ที่จุดอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นซอกเล็ก ๆ ที่หัวเตียง หรือไม้กระดานสักแผ่นแล้วบังเอิญเขาอาจจะเก็บเอาไว้อย่างมิดชิด จนแม้กระทั่งตัวเองก็หลงลืมไปได้เชียวหรือ ? จากนั้นจึงย้อนคิดตั้งแต่ได้รับทองคำก้อนนี้มาจากเหล่าจอมยุทธ แล้วรีบกลับมาที่ห้องพักศึกษาคัมภีร์ปราณมังกรไฟ จากนั้นจึงประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะปราณอาชา โดยมีผงทองคำร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า... ทองคำบริสุทธิ์ร่วงจากฟ้า ? ชัดละ!! ของดีไม่มีถูก ของถูกไม่มีดี และของฟรีนั้นไม่มีในโลกเด็กหนึ่มจึงคิดเสียว่าเงินทองเป็นแค่ของนอกกาย หนำซ้ำทองคำเหล่านี้เขาเองก็ได้มันมาฟรี ๆ แม้อาจจะถูกใช้ไปอย่างผิดวัตถุประสงค์พอสมควร แต่หากแม้นเหล่าจอมยุทธได้ทราบความจริงแล้ว ก็คงจะไม่รู้สึกเสียน้ำใจสักเท่าใดนัก ครั้นตัดใจได้แล้ว หยางไคจึงรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เช้า เขาจะต้องออกเดินทางไกล ....ในเวลาเช้าตรู่ เนื่องจากหอรบสงครามทั้งตั้งอยู่ทางทิศเหนือชิดกับกำแพงหมื่นลี้ การมาส่ง ณ หอคัมภีร์ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ทางทิศใต้ของตระกูล ย่อมเกิดความสะดวกแก่ทุกคนมากยิ่งกว่า ดังนั้นผู้คนจากหอรบสงครามต่างมาส่งเหล่าจอมยุทธและอาจารย์น้อยแห่งหอคัมภีร์ ที่จะต้องเดินทางเพื่อกลับไปสอบถงชื่อ ณ บ้านเกิดของตน นอกจากนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นหอรักษา หอศาสตราวุธ หอบริหาร หรือแม้แต่หยางซีจี๋ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้ดูแลสวนผัก ก็ยังปลีกเวลามาส่ง ดังหนึ่งว่าพวกเขาเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นความหวังของตระกูลก็ไม่ปาน สำหรับหอรบสงคราแล้ว ยกเว้นแค่เพียงนายทหารและนักบู๊ ผู้ที่ต้องติดภารกิจป้องกันชายแดนเท่านั้น คนอื่น ๆ ที่เหลือ ย่อมต้องติดตามมาส่งด้วยกันทุกคน เพราะพวกเขาคือสหายรบคือเพื่อนตายในสนามการต่อสู้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงแน่นแฟ้น และไม่อาจทิ้งขว้างกันได้เป็นอันขาด ซึ่งหยางไคที่มีความสนิทสนมกับพวกเขา ก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วยคน ฝ่ายพ่อบ้านหยางเฉิงผู้เป็นเจ้าหอบริหาร ซึ่งมีหน้าหลักในการควบคุมดูแลสมาชิกของตระกูลทุกคน รวมทั้งดูแลเรื่องรายได้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ย่อมทราบดีในเรื่องปากท้องและความอยู่รอดของตระกูล ได้เป็นผู้กล่าวเปิดพิธีการว่า “พวกเจ้าทั้งหลายที่จะไปสอบแข่งขันในครั้งนี้ ล้วนเป็นความหวังของพวกเราทั้งตระกูลหยาง โปรดจงตั้งอกตั้งใจให้ดีเถิด” ปรมาจารย์หยางซีหยุนได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวเสริมไปอย่างมั่นใจว่า“ในปีนี้จอมยุทธของหอรบสงครามอาจจะได้ ‘บู๊ซิ่วไฉ่’ ถึง 8 คน” หอรบสงครามนั้นมีจอมยุทธที่จะไปสอบเพียง 7 คน แต่เหตุใดจึงจะมีบู๊ซิ่วไฉ่ 8 คนได้ ? ฝ่ายท่านหมอหยางไห่ครั้นสัมผัสได้ถึงขอบเขตพลังของหยางไคก็มั่นใจว่า ‘ยาเม็ดเขากิเลน’ เม็ดสุดท้ายซึ่งปรมาจารย์หน้าหยกได้หยิบยืมไปนั้นย่อมสามารถบรรลุผลตามที่หวัง จึงสร้างความมั่นใจแก่เจ้าหอรบสงคราม จนต้องคุยโวออกไปเช่นนั้น เพราะทราบดีว่าหากเด็กหนุ่มผู้นี้ยังครองลมปราณแพทย์สนามอยู่ ย่อมไม่สามารถทะลวงขั้นสู่ [พลังตั้งต้น] ได้นั่นเอง ยกเว้นเพียงมหาบัณฑิตหน้าอ่อนผู้เป็นเจ้าหอคัมภีร์แล้วไม่ว่าจะบัณฑิตหรือนิสิตคนใดต่างก็ไม่เข้าใจความหมายของปรมาจารย์หยางซีหยุนได้เลยแม้แต่น้อย ไม่เว้นแม้แต่หยางไคซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบขุมพลังของตนแต่ประการใด ทั้งเอาแต่มองหญิงสาวผู้หนึ่งอย่างสบายอารมณ์นัก ?..ดุจดอกไม้ที่กำลังผลิบาน เพราะผ่านมาเกือบปีแล้วความอ่อนหวานและงดงามของเสี่ยวเหมยก็ยิ่งเบิ่งบานยิ่งขึ้นไปขั้น และแม้ความรู้สึกที่มีต่อผู้หญิงของเขาจะลดต่ำลงก็ด้วยพลังหยางถูกใช้ไปในการให้แสงสว่างในภายในพื้นที่ แต่เด็กหนุ่มยังชื่นชมความงามของสตรีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพลังหยางลดลงไป ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องแย่ เพราะถ้าหากมองในแง่ดี มันก็เป็นการช่วยให้เด็กหนุ่มในวัยคึกคะนองนั้น ‘นิ่ง’ ขึ้นอย่างน่าประหลาด หนำซ้ำในตอนนี้ ก็เป็นเขาเองที่เข้าไปทักทายนางก่อนอย่างไร้ความประหม่าและกังวลใจใด ๆ “เสี่ยวเหมย เรามิได้พบเจอกันนานนัก บัดนี้ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?” นอกจากใบหน้าที่คมคายเช่นเดิมแล้ว หยางเหมยก็แทบไม่สามารถเชื่อมโยงชายที่อยู่ตรงหน้านี้กับเด็กน้อย ‘เสี่ยวไค’ ที่น่ารักและสุดแสนจะขี้อายคนนั้นได้เป็นอันขาด เพราะเด็กหนุ่มผู้นี้ทั้งสูงใหญ่หล่อเหลา ทั้งกิริยามารยาทล้วนแตกต่างจากเดิมไปจนหมดสิ้นแล้ว..