นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 125 คืนร่าง

            ตอนที่ 125 คืนร่าง

             

             

            อริยะเข็มโลหิตจ้องนิทานด้วยแววตาจริงใจ ในตอนแรกนิทานนั้นเตรียมใจไว้อยู่แล้ว เขาคาดไว้แล้วว่าการปลอมตัวระดับไม่สูงของตนย่อมไม่อาจหลอกตาอริยะได้ ยิ่งเป็นอริยะมากประสบการณ์อย่างอริยะเข็มโลหิตด้วยแล้ว

             

            โอไรออนหันมามองนิทานพร้อมกับตาที่เบิกกว้าง เขาถึงกับไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าแซฟไฟร์ที่อยู่กับตนมาหลายวันจะเป็นเพียงการปลอมตัวเท่านั้น

             

            หากก็เพียงครู่เดียว แม้เขาจะยังเด็กและอ่อนประสบการณ์ แต่กับอีแค่การปลอมตัวเขาไม่แปลกใจอะไรขนาดนั้น ยิ่งเป็นนักผจญภัยด้วยแล้ว

             

            นิทานถอนหายใจเมื่อนักสลักโทเผ่ารูเบียสทั้งสองทางด้านหลังหันมามองเขาด้วยแววตาสงสัย สมควรมีเพียงอริยะเข็มโลหิตที่รับรู้

             

            “ขออภัยครับ ผมไม่ได้มีจิตไม่ดีคิดปิดบัง เพียงแต่สถานการณ์ของผมค่อนข้างพิเศษเล็กน้อย” นิทานตอบกลับ คราวนี้เขาเลิกใช้คำพูดลงท้ายแบบสตรี กลับไปเป็นแบบบุรุษเช่นเดิม

             

            “เปล่าเลย ข้าเข้าใจดีและมิได้กล่าวโทษเจ้า ยิ่งดูจากการที่เจ้าถึงกับเรียกตัวองค์หญิงไพลินมาได้ในเวลาเพียงแค่นั้นสถานะของเจ้าสมควรสูงส่งยิ่ง เพียงแต่สำหรับเผ่ารูเบียสเช่นพวกเราแล้วการทำแบบนี้จะทำให้ข้าเชื่อใจเจ้าได้มากกว่า” อริยะเข็มโลหิตส่ายหน้า เขาไม่ได้กดดันใด ๆ กับนิทาน เพียงพูดออกมาอย่างจริงใจ

             

            อันนั้นไพลินขี้เป็นห่วงเกินไปต่างหาก สูงส่งอะไรกันเล่า นิทานลอบบ่นอุบอิบในใจ มือหนึ่งของเขาประสานมุทรา ทำสัญลักษณ์รูปร่างแปลกตา พลังจิตวิญญาณถูกบีบอัดลงในฝ่ามือ ก่อนนิทานจะทาบทับลงบนใบหน้าและของตนและคีตา

             

            โอไรออนจับจ้องรูปร่างของนิทานและคีตาที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ปรากฏความตกใจอีก เหลือเพียงแต่ความสนอกสนใจปนกระตือรือร้นเท่านั้น

             

            ร่างของนิทานหดผอมลง ส่วนสูงลดลงเล็กน้อย ผิวหยาบกร้านตากแดดก็กลายเป็นเนียนใสขึ้น หากยังคงมีความกระด้างจากการตรากตรำ โทนสีผิวอ่อนลงจากสีน้ำผึ้งกลายเป็นขาวขุ่น

             

            ผมที่ยาวสลวยของแซฟไฟร์หดสั้นลงเหลือเพียงลำคอ จากสีขาวเทาดั่งขี้เถ้าสวยกลายเป็นดำสนิท จากที่เคยปล่อยยาวกลับกลายเป็นหางม้าที่สั้นเสมอกันพร้อมมัดอย่างลวก ๆ

             

            นัยน์ตาของแซฟไฟร์ยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม โอไรออนจ้องมองนัยน์ตาเหล่านั้นยาวอย่างลืมตัว บางทีอาจเป็นเขาเองที่คิดไปเอง เพราะดูเหมือนนัยน์ตาคู่นั้นจะเข้มหม่นลงเล็กน้อย เป็นสีน้ำเงินเข้มราวกับห้วงสมุทรลึกที่สุดที่แสงจะส่องถึง

             

            ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีหากตัวบางและค่อนข้างผอมปรากฏขึ้นต่อหน้าโอไรออน หากจะมีตลกไปบ้างก็ตรงที่เขายังคงสวมชุดหนังนักผจญภัยสำหรับสตรีที่ตัวใหญ่ ตรงหน้าอกและสะโพกหย่อนยานอย่างเห็นได้ชัด

             

            เพซทางด้านข้างร่างกายกลับปรับเปลี่ยนไวกว่าแซฟไฟร์มาก ขนทั้งร่างของมันฟูฟ่องขึ้นมาอีกหลายเท่า ลายพยัคฆ์ตามตัวเลือนหายไปสิ้น ขนทั้งหมดกลายเป็นสีดำสนิท มืดมิดดั่งไข่มุกทมิฬในมหาสมุทร หน้าสั้นของพยัคฆ์สนธยายื่นออกกลายเป็นปากสุนัขหมาป่า แม้แต่หูที่พับลงก็ตั้งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

             

            หางยาวของมันขยายใหญ่ขึ้น ขนฟูฟ่องกระจายไปทั่วพื้นที่ เมื่อเสร็จสิ้น เบื้องหน้าจึงไม่หลงเหลือนักผจญภัยหญิงสาวผู้แข็งแกร่งกับพยัคฆ์สนธยาคู่หูอีกต่อไป

             

            เหลือเพียงชายหนุ่มใส่ชุดนักผจญภัยตัวโคร่งและหมาป่าสีดำตัวใหญ่เท่านั้น

             

            นิทานใช้พลังจางหายพร้อมกางร่มปิดร่าง เพียงครู่เดียวก็กลับมาปรากฏในชุดตัวเก่ง ชุดคลุมแบบมีหมวกตัวยาวถึงเอว รองเท้าหนังและกางเกงขายาวสีน้ำตาล ส่วนคีตาก็ไม่มีอะไรมาก มันเพียงนำรองเท้าหนังสำหรับสุนัขมาสวม ข้างกายยังคงห้อยไว้ด้วยกระเป๋าบรรจุวังแบบผ้า สะดวกต่อการใช้สอย

             

            โอไรออนจ้องมองภาพนั้นอย่างตื่นเต้น แซฟไฟร์ที่เสี่ยงชีวิตช่วยตนไว้กับชายหนุ่มตรงหน้านี้ดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้แต่เพซที่เขาเริ่มสนิทด้วยก็ไม่ใช่พยัคฆ์สนธยาหากเป็นหมาป่าตัวใหญ่น่าเกรงขาม

             

            นิทานยิ้มน้อย ๆ ขณะจับจ้องไปที่อริยะเข็มโลหิตและเผ่ารูเบียสทั้งสอง

             

            “นิทาน วงจันทรา และ คีตา วงจันทรา สังกัดหน่วย 3 แห่งหน่วยพิทักษ์เมือง ยินดีที่ได้พบครับ”

             

            นักสลักโททั้ง 2 ทางด้านหลังยังมีท่าทีอึ้งเช่นเดิม หากอริยะเข็มโลหิตเพียงพยักหน้าเบา แล้วจึงหยิบลูกแก้วลูกหนึ่งขึ้นมาสำรวจ เพียงครู่เดียวก็ตอบกลับ

             

            “นิทาน วงจันทรา อัจฉริยะแห่งหน่วยพิทักษ์เมือง ระดับผู้เรียนรู้หากสามารถพิชิตชัยนักสลักเอก เป็นคนสนิทขององค์หญิงไพลิน เติบโตที่เมืองศิลาลัย กำพร้าบิดามารดา เป็นอัจฉริยะที่โด่งดังในสมัยนั้นหากกลับโด่งดังยิ่งกว่าเพราะได้ทำลายอนาคตตัวเองเมื่อทำพิธีสลักคำตั้งแต่อายุ 19ปี หลังจากนั้นจึงได้ย้ายเข้าเมืองหลวง” อริยะเข็มโลหิตกล่าวเนิบช้า ราวกับว่าเพียงพริบตาเขาก็พบข้อมูลของนิทานจนหมด

             

            “เป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยม หากยังคงน่าเสียดายยิ่ง อนาคตถูกทำลายสิ้น มหานทีรากวิญญาณแห้งเหือดเร็วเกินไป ยากจะค้นพบคำแห่งพลังเพิ่มเติม มิเช่นนั้นเผ่ามนุษย์อาจปรากฏผู้แสวงวิถีคนใหม่แล้ว มิใช่เพียงอริยะขั้นต้นอันดาษดื่น” อริยะเข็มโลหิตถอนหายใจบาง

             

            นิทานมุมปากกระตุกเล็กน้อย ดูเหมือนความตรงไปตรงมาของเผ่ารูเบียสจะค่อนข้างคาบเกี่ยวกับคำว่ามารยาทอย่างแท้จริง

             

            คนปกติที่ไหนเขาพูดกันแบบนี้ด้วยความจริงใจฟะ นิทานบ่นในใจ เขาไม่สังเกตเห็นความรู้สึกดูถูกของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขาเพียงพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา

             

            “ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายครับ สำหรับผมทุกอย่างคุ้มค่าเพียงพอ และที่สำคัญผมไม่คิดยอมแพ้ง่าย ๆ หรอกนะครับ” นิทานตอบกลับ

             

            อริยะเข็มโลหิตยิ้มน้อย ๆ เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหันกลับไปควบคุมกงจักรต่อ

             

            นิทานเห็นโอไรออนที่มองมาทางเขาอย่างไม่วางตาจึงพูดขึ้นอย่างสนุกสนาน

             

            “อึ้งไปเลยล่ะสิ” นิทานหัวเราะ ส่วนคีตาก็กระดิกหางไปมาขณะมองโอไรออน

             

            “ครับ” โอไรออนตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ เขาจ้องมองนิทานและคีตา แล้วจึงเกาแก้มอย่างฝืน ๆ

             

            “เอ่อ ตัวจริงพี่แซฟไฟร์ เอ๊ยนิทาน กับคีตาใช่มั้ยครับ คิดไม่ถึงเลยครับ” โอไรออนพูดขึ้น

             

            “ก็นะ มีเหตุผลนิดหน่อยน่ะ ไม่ได้ตั้งใจหลอกหรอก ขอโทษนะ” นิทานเอนหลัง กางร่มปกปักหทัยที่กลับมาเป็นสีน้ำเงินเข้มมาพาดไหล่ตนอีกครั้ง ยังไงเขาก็ชอบสีน้ำเงินของร่มมากกว่า

             

            “โฮ่ง!”

            โอไรออน โอไรออน! คีตาเดินนำหางฟูของมันไปนาบร่างของโอไรออนเป็นการง้อ

             

            โอไรออนหัวเราะกับท่าทีของทั้งสอง พวกเขาทั้งคู่ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน หากเขาเพียงนึกไปถึงที่เพชฌฆาตเรียก คุณนิ เอ๊ย แซฟไฟร์อยู่นั่น คิดได้ดังนั้นเขาจึงหัวเราะเสียงเบา

             

            “จะว่าไป พี่นิทานร่างจริงนี่ ดูสาวกว่าร่างแซฟไฟร์อีกนะครับ” โอไรออนกลั้นหัวเราะ

             

            “ห้ะ?” นิทานชะงักไปกับคำพูดของเด็กชาย

             

            “ก็แหม นิสัยตอนเป็นพี่แซฟไฟร์ก็ออกสาวมากเลยครับ วิธีการพูดจา แถมชอบกางร่มพาดไหล่อีก” โอไรออนหลุดหัวเราะ

             

            “ปลอมตัวไง! ปลอมตัว!” นิทานรีบตอบกลับอย่างลุกลี้ลุกลน หากกลับไม่อาจหยุดเสียงหัวเราะของโอไรออนได้เลยแม้แต่น้อย

             

            “โฮ่ง!”

            บอกแล้ว! ออกสาว! คีตาทางด้านข้างพลางรับลูก เริ่มล้อเขาตามอย่างทันท่วงที

             

            นิทานที่ได้ยินดังนั้นก็หมดแรงจะเถียงอีกต่อไป เพียงเอนหลังหันหน้าหนีไปอีกด้านเสียดื้อ ๆ

             

            “หากเจ้าสบายใจกับร่างสตรีมากกว่าเจ้าจะกลับร่างนั้นก็ได้ พวกข้าขออภัยที่ทำให้เจ้าอึดอัด การรับรู้ตัวตนจริงก็แสดงความจริงใจมากพอแล้ว” เผ่ารูเบียสทางด้านหลังคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

             

            ไม่ต้องมารู้สึกผิดเลยเฟ้ย อึดอัดพวกแกนี่ล่ะ นิทานบ่นพึมพำ ไม่ได้ตอบอะไร และไม่ได้กลับไปร่างแซฟไฟร์อีกตลอดการเดินทาง

             

            หลังจากออกเดินทางมาได้พักใหญ่ นิทานที่หายงอนแล้วก็กลับมาคุยเล่นกับโอไรออนอีกครั้ง เขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนครรัตนะให้ฟังมากมาย โอไรออนก็ดูเหมือนจะยิ่งสนิทกับนิทานที่เป็นเหมือนพี่ชาย

             

            “คีตาก็กำพร้าเหมือนกันเหรอครับ” โอไรออนถามขึ้น

             

            “อื้อ ฉันช่วยมันมาจากในป่าน่ะ” นิทานตอบกลับ คีตาทางด้านหลังเลียแก้มโอไรออนเบา ๆ ราวกับต้องการจะบอกว่าไม่เป็นไร

             

            “งั้นเรา 3คนก็เหมือนกันเลยนะครับ” โอไรออนยิ้มบาง แม้เขาจะทำเหมือนเป็นเรื่องตลกเพื่อให้บรรยากาศไม่อึดอัด หากนิทานก็รู้สึกได้ลึก ๆ ถึงความเศร้าในนั้น

             

            นิทานเพียงยิ้มและวางมือบนหัวโอไรออน ความเจ็บปวดในสมัยเด็กนั้นผ่านมานานแล้ว เหลือเพียงแผลเล็ก ๆ ที่พาให้เขาฝันร้ายเป็นบางครั้งก็เท่านั้น 

             

            สักวันหนึ่งทั้งเขาและโอไรออนจะผ่านมันไปได้อย่างแท้จริง เขากับคีตาไม่อาจพบพ่อแม่ได้อีกแล้ว แต่กับโอไรออนนั้นเขาอาจจะยังมีโอกาสอยู่

             

            “โอ้ เจ้าเป็นเพียงผู้เรียนรู้เท่านั้นจริง ๆ หรือ? สมบัติร่มคันนั้นของเจ้าก็ไม่ใช่ประเภทโจมตี เจ้าสังหารนักสลักโทผู้นั้นได้อย่างไร?” นักสลักโทเผ่ารูเบียสชื่อโรนัลชวนคุยขึ้น

             

            ช่วงระหว่างเดินทางมานี้น่าแปลกที่นักสลักโททั้งสองกลับพูดคุยกับพวกเขาทั้ง ๆ ที่พวกตนเป็นผู้ต้องสงสัย แม้นิทานจะไม่ชอบการพูดคุยมากนัก แต่เผ่ารูเบียสทั้ง 2 นี้เป็นคนที่ตรงไปตรงมายิ่ง นิทานจึงรู้สึกว่าการพูดคุยโดยไม่ต้องหลบซ่อนอะไรเช่นนี้ค่อนข้างสบายใจดี จึงเริ่มสนิทกันขึ้นมาและได้ทราบว่าทั้ง 2 ชื่อ โรนัล และ เอวาน

             

            “ก็ประสานการใช้พลังหลาย ๆ แบบครับ แล้วก็อย่างที่บอก ผมเน้นโจมตีทีเผลอกับลอบโจมตีครับ สู้ตรง ๆ ไม่ไหวหรอก” นิทานตอบเลี่ยง ๆ รูปแบบการใช้พลังและคำแห่งพลังระบุชื่อของเขายังคงเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ และเขาก็ไม่ได้ถือคติซื่อสัตย์จริงใจดั่งเผ่ารูเบียส

             

            โรนัลและเอวานไม่ได้ตื๊อแต่อย่างใด พวกเขาพยักหน้ารับ เป็นเรื่องปกติที่จะไม่เปิดเผยไพ่ตายของตนง่าย ๆ แต่สายตาของทั้ง 2 ก็ปรากฏความนับถือขึ้นเล็กน้อย

             

            “ว่าแต่ว่า ถ้าถึงขั้นต้องสอบสวนคนที่ช่วยเหลือเด็ก ๆ ออกมาได้เนี่ย แปลว่าเรื่องลักพาตัวนี่ถี่มากเลยเหรอครับ” นิทานถามกลับ เขาต้องการหาข้อมูลเพิ่ม

             

            โรนัลและเอวานไม่ตอบ พวกเขาหันหน้ามองอริยะเข็มโลหิตทางด้านหน้า เมื่อได้รับสัญญาณว่าพูดได้จึงเริ่มกล่าวออกมา

             

            “มาก หลายปีมานี้เด็กเผ่ารูเบียสหลายคนหายตัวไประหว่างออกนอกเมืองไปต่างแดน แม้แต่ผู้ปกครองที่ตามไปด้วยก็หาตัวไม่เจอ” เอวานเอ่ยเสียงเครียด

             

            “พอผ่านไป บางคนก็หาตัวเจอ บางคนก็หาตัวไม่เจอ จนช่วงหลังนี้ถึงกับหายตัวออกไปจากบาราทรัมเลย” โรนัลเอ่ยเสริม นัยน์ตาของเขาปรากฏรังสีฆ่าฟันอย่างชัดเจน

             

            “จนล่าสุดเป็นถึงทายาทตระกูลดยุคที่หายตัวไป”


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน