ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 64 ความว่างเปล่า

              เสียงสนทนาของใครบางคนปลุกเขาให้ตื่นขึ้น


              หนังตานั้นหนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้นราวกับกำลังประท้วงให้นอนเพิ่มอีกสักสองสามชั่วโมง ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือโลกสีขาวอันเวิ้งว้าง


              เขากะพริบตาดวงตาที่ยังปรับจุดรวมสายตาไม่ได้และภาพตรงหน้าก็ค่อยๆ ชัดเจน เพดานสีขาวโพลนไม่คุ้นตาผนังสีขาวเยือกเย็นล้อมรอบทั้งสี่ด้านหน้าจอมอนิเตอร์ส่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ดังสม่ำเสมอ ได้กลิ่นฉุนของยาฆ่าเชื้อ


              เขานอนอยู่บนเตียงสะอาดสะอ้านสายอุปกรณ์จากหน้าจอและสายน้ำเกลือเชื่อมติดตามร่างกายนอกจากสายน้ำเกลือบนแขนซ้ายของเขายังมีเซนเซอร์บางอย่างติดไว้


              มันส่งเสียงร้องเตือนเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวเสียงของมันไม่ให้ความรู้สึกตึงเครียดสักเท่าไหร่คงมีไว้เพื่อแจ้งว่าผู้ป่วยฟื้นขึ้นแล้วมากกว่าเป็นสัญญาณเตือน


              "รู้สึกตัวแล้วเหรอคะ"


              น้ำเสียงนุ่มนวลทำให้เรย์นึกถึงใครบางคนที่ลืมไปแล้ว


              เรย์ทำท่าจะถามบางอย่างเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่าจำเป็นต้องถาม ทว่าเสียงกลับไม่ยอมเปล่งออกมาราวกับลืมวิธีการพูดไปแล้ว


              เมื่อเห็นเขานิ่งไปพยาบาลสาวจึงถามอีกครั้ง


              "ก่อนอื่นช่วยบอกชื่อของตัวเองได้ไหมคะหรือถ้ารู้... ช่วยลองพยักหน้าหน่อยก็ได้ค่ะ"


              เขาพยายามรื้อฟื้นความรู้สึกในการควบคุมกล้ามเนื้อของตัวเองหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ พยักหน้าหนึ่งครั้งกลับไป


              ความจริงมันเป็นคำถามที่ไม่ควรเสียเวลาคิดเลยแต่เรย์กลับต้องใช้เวลามากกว่าปกติในการควานหาคำตอบนั้นจากความทรงจำ


              ความคิดของเขากระเจิดกระเจิง


              ก่อนหน้านี้เมื่อนานแสนนานเขาเคยเอ่ยชื่อตัวเองกับใครบางคน เศษเสี้ยวของความทรงจำในตอนนั้นวาบขึ้นในจิตใจ


              เขาใช้สมองที่ยังไม่อาจคิดได้ตามปกติเอื้อนเอ่ยชื่อออกมา


              เขารู้สึกคล้ายมีภาพผุดขึ้นหลังเปลือกตาภาพเรือนผมยาวสีดำขลับผู้เป็นรักครั้งแรก


              "อา...ซากุระ...เรย์"


              เรย์พยายามทบทวนวิธีพูดและการออกเสียงผ่านริมฝีปากที่แสนแห้งผาก


              คุณหมอชายและนางพยาบาลต่างพยักหน้าให้กันอย่างโล่งใจ


              "คุณพอจะจำเรื่องราวก่อนหน้านั้นได้บ้างไหม"


              เมื่อถูกถามเรย์ใช้ความคิดเพื่อหาคำตอบจนพลังความคิดของเขาเริ่มฟื้นคืนมาทีละน้อย สอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ พยายามขยับร่างกายแต่มันก็ไม่เคลื่อนไหวตามคำสั่ง


              "ไม่ต้องรีบร้อนหรอกนะคุณหลับไปนานมาก เป็นเรื่องธรรมดาที่มวลกล้ามเนื้อคุณจะอ่อนแรง"


              หมอคนนั้นพยายามพูดให้เขาผ่อนคลาย


              เรย์หลับตาลงอีกครั้งอย่างอ่อนแรงดั่งที่อีกฝ่ายว่า


              “ส่วนเรื่องอาการป่วยของคุณนั้นมันอาจจะรับได้ยากหน่อย ถ้าไม่อยากฟังก็บอกผมได้นะ”


              “ผม... อยากฟัง”


              หมอจ้องหน้าเขาสักพักอย่างประเมินก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง


              “งั้นจะพูดสรุปให้ฟังเลยก็แล้วกัน...มีคนพบร่างของคุณในวันที่ 10 มีนาคม ปี 2025ของพื้นที่เขตนากะโนะหลังจากดันเจี้ยนคลายตัวออกเจ้าหน้าที่จึงได้ส่งตัวคุณไปรักษาและต่อมาพบว่าคุณอยู่ในสภาพที่ดูเหมือนคล้ายกับภาวการณ์จำศีลมากกว่าคนที่จะอยู่ในอากาโคม่าแบบทั่วไป...พอจะจำเรื่องราวอะไรก่อนหน้านั้นได้บ้างรึเปล่าครับ”


              ‘จำศีล...เหรอ?แล้วดันเจี้ยน... มันคืออะไร?’


              เขาไม่ได้ตอบกลับไปทุกอย่างดูเลือนรางในความทรงจำ


              ความทรงจำในหัวตอนนี้นั้นเป็นเหมือนกับภาพเคลื่อนไหวที่ฝังลึกในสมองเหมือนกับว่าเขากำลังเฝ้ามองจากสายตาของ อาซากุระ เรย์...ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถรู้สึกได้ว่าตัวเองคือตัวเอกที่ได้ดำเนินเหตุการณ์ในหัวนั้น


              “ถ้านึกไม่ออกก็ไม่ต้องคิดมากนะครับมันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วสำหรับคนที่อยู่ในอาการโคม่ามาหลายปีอาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องความทรงจำอยู่บ้าง...แต่ในกรณีของคุณก็ถือว่าโชคดีแล้วนะครับเพราะจากผลการตรวจคลื่นสมองเมื่อคืนเราพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นที่สมองของคุณทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่ามันเกิดจากอาการช็อกเสียมากกว่าถ้าผ่านไปสักพักความทรงจำก็จะค่อย ๆ กลับมาเองแหละครับ”


              “ผม...หลับไปนาน... แค่ไหน... ครับ?”


              คุณหมอและนางพยาบาลต่างมองหน้ากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น


              “คนไข้ทำใจดี ๆ ไว้นะ…วันนี้คือวันที่ 9 มีนาคม ปี 2033—คุณอยู่ในอาการโคม่านานถึงแปดปีเลยล่ะครับ”


              รู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ขัดแย้งในน้ำเสียงของหมอมีแววความเห็นใจแฝงอยู่ในนั้นคงเพราะไม่อยากให้เขารู้เรื่องนี้เร็วเกินไปนักกระมัง


              “…”


              นี่เขา... หลับไปนานขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ


              ไม่สิ... ถึงจะบอกว่าหลับไปนานถึงแปดปีแต่ในความรู้สึกของตนเองแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ช่องว่างที่หายไปของเวลามันเกินกว่าที่สมองของมนุษย์จะจินตนาการได้


              สำหรับอาซากุระ เรย์...เมื่อวานนี้คือวันที่ได้สังหารราชาปีศาจลงเมื่อแปดปีที่แล้ว


              สำหรับตัวเขาตอนนี้ เมื่อวานคือ ‘ความว่างเปล่า’


              “ที่สำคัญหลังจากวันนี้เป็นต้นไปคุณจะต้องเข้ารับกายภาพบำบัดทุก ๆ เช้าและบ่ายนะครับส่วนเวลาเข้าเยี่ยมนั้นผมคงจะให้คุณได้แค่หนึ่งชั่วโมงต่อวัน...ถึงแม้มันจะลำบากยังไงผมก็ต้องขอให้คุณพยายามเข้าไว้เพื่อที่ร่างกายของคุณจะได้แข็งแรงเหมือนเดิมเร็ว ๆ”


              ‘ลำบาก... งั้นเหรอ’


              เรย์ผ่อนแรงเอนตัวลงกับพื้นเบาะของเตียง


              “ยังไงก็ตามถ้ามีอะไรก็กดปุ่มที่อยู่แถวๆ หมอนเรียกคนก็แล้วกัน ผมจะให้พยาบาลเฝ้าอยู่ข้างนอกห้องตลอดเวลา...อย่าลืมนะครับว่าทุกคนในโรงพยาบาลนี้พร้อมที่จะช่วยเหลือคุณอยู่เสมอ มีหลายคนดีใจอยู่มากแน่ๆ ที่คุณรอดชีวิตมาได้”


              ‘คนที่รอดชีวิตมาได้...’


              จู่ ๆความทรงจำทั้งหลายต่างผุดขึ้นมาราวกับน้ำพุ


              เคนจิ... ฮารุโตะ... ชิโฮะ... โยซึรุ...ภาพใบหน้าเปื้อนเลือดของทุกคนถูกฉายเล่นซ้ำในหัวสมองหน้าอกของเขารู้สึกกลวงว่างและเย็นยะเยียบ


              ไม่มั่นคง และยังสั่นไหวไปมา


              ความโดดเดี่ยวกลับมาอีกครั้ง ตัวต่อที่หายไปในหัวใจความว่างเปล่านี้ทำให้เขารู้สึกอยากจะขยี้หัวใจซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดนี้ทิ้ง


              “อึ๊ก”


              นิ้วมือทั้งสิบของเขากำกันแน่นจนเลือดซึมหน้าจอมอนิเตอร์ส่งเสียงร้องเตือน


              “แย่แล้วค่ะคุณหมอคนไข้ความดันขึ้นสูงมาก!”


              ตอนนี้ร่างกายเหมือนกับไม่ได้เป็นของเขาแค่เพียงลองพยายามกำมือก็ต้องใช้เวลาตั้งเกือบนาทีแถมยังเจ็บราวกับกล้ามเนื้อถูกฉีกดึง แต่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักกระมังเพราะเขาไม่ได้ใช้มันมาตั้งแปดปีนี่นะ


              เสียงหัวใจที่เต้นในอกทำให้ทราบว่าตัวเองยังมีชีวิต


              ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังดำรงอยู่ในโลกใบนี้