ถ้าทุกคนมาเห็นชายหนุ่มผมแดงคนนี้ หลายคนก็จะต้องจดจำได้ในทันที
เพราะเขาคนนี้คือ หยางเจิน นักเรียนชั้นปีหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ ผู้ได้รับพลังจากอวาตาร์แห่งเทพฟีนิกซ์ แม้ว่าหยางเจินจะมีใบหน้าที่ธรรมดา ออกจะดูเรียบง่าย แต่มันก็แฝงด้วยเสน่ห์บางอย่างที่ดูโดดเด่น
เมื่อเทียบกับนักเรียนชายคนอื่นๆที่มีรูปลักษณ์สะดุดตา ความหล่อเหลาของเขาไม่ได้ชัดเจนมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้ชายคนนี้น่าจับตามองกลับไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก ทว่าเป็นพลังแห่งฟีนิกซ์ที่เขาได้ถือครองอยู่ รวมถึงบุคลิกอันโอหังที่ไม่สามารถซ่อนเร้นได้เลย
หยางเจินเป็นคนที่ใฝ่ฝันถึงการโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างมาตลอด เขาอยากเป็นที่สนใจ อยากได้รับการยกย่องจากผู้คนราวกับเป็นเทพเจ้าบนโลก และเมื่อเขาปลุกอวาตาร์แห่งเทพฟีนิกซ์ขึ้นมาได้สำเร็จ ชีวิตของเด็กหนุ่มธรรมดาๆคนหนึ่งที่เคยวาดฝันเอาไว้ก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
พลังฟีนิกซ์ที่ครอบครองอยู่ ไม่เพียงแต่มอบพลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการ
แต่ยังมอบชื่อเสียงและการยกย่องจากสังคมในฐานะผู้ที่เหนือกว่าผู้เล่นมนุษย์ทั่วไป
การได้รับพลังระดับเทพเจ้านั้น เปรียบได้ดั่งเส้นทางไปสู่ชื่อเสียงและเกียรติยศที่หยางเจินโหยหามานาน
เมื่อปลุกอาชีพได้สำเร็จ ตัวของเขาก็ถูกกิลด์ใหญ่ทาบทามให้เข้าร่วมในทันที จากนั้นก็ยังได้รับเชิญเข้าสู่มหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ ได้รับการยกย่องเชิดชูจากนักเรียนคนอื่นๆ แม้แต่ผู้เล่นระดับสูงก็ยังเคารพหวั่นเกรงตัวตนอวาตาร์แห่งเทพเจ้า
สิ่งเหล่านี้ทำให้จิตใจของหยางเจินเบิกบาน เขาค่อยๆซึมซับความภาคภูมิใจและชื่อเสียงที่ได้รับมาอย่างเต็มที่ ราวกับติดอยู่ในความเพ้อฝันว่าโลกนี้ยอมรับเขาในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ ชายคนนี้ก็ยิ่งแสดงความโอ้อวด และพยายามแสดงให้เห็นถึงความสามารถของตนในทุกสถานการณ์
ในตอนนั้น ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของฟีนิกซ์เปลวเพลิง หยางเจินใช้พลังของตนเพื่อจัดการปีศาจร้ายที่ถาโถมเข้ามา
ฝูงปีศาจที่บุกมารอบด้านถูกเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าถ่าน เปลวไฟสีส้มแดงราวกับนกฟีนิกซ์ที่มีชีวิตแท้จริงพุ่งเข้าฉีกกระชากร่างของปีศาจแต่ละตัว พวกมันดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดขณะถูกแผดเผาจนไม่เหลือซาก
“ฮ่าๆๆๆๆ นี่แหละคือพลังของฉัน!”
“พลังของอวาตาร์เทพเจ้าฟีนิกซ์!”
หยางเจินหัวเราะออกมาด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความยินดี พลางกวาดมองซากปีศาจที่ล้มลงแทบเท้า ราวกับเขาเป็นผู้พิทักษ์และผู้กำราบความชั่วร้าย
สำหรับหยางเจิน การได้เป็นที่สนใจและได้รับการยอมรับเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มันทำให้เขารู้สึกถึงความมีคุณค่าในตัวเอง การได้รับการเคารพเชิดชูจากผู้คนรอบข้างทำให้จิตใจของเขาพองโต
ทว่าในจังหวะที่กำลังโอ้อวดตนเองอยู่นั้น อยู่ดีๆก็มีปีศาจตนนึงที่หลุดรอดจากการถูกแผดเผาได้ มันกระโจนเข้าใส่เขาที่อยู่ด้านบนไม่ไกลนัก
“ฝันไปก่อนเถอะ!”
หยางเจินคำรามกร้าวและปลดปล่อยเปลวไฟออกจากร่างกาย สร้างเพลิงที่โอบล้อมรอบตัวเขา เปลวไฟที่แผ่ออกมานั้นทำให้ทุกอย่างโดยรอบกลายเป็นสีส้มแดงสด ร้อนแรงและเกรี้ยวกราด
ร่างของนกฟีนิกซ์เพลิงขนาดใหญ่บินวนรอบตัวเขาเป็นเกราะป้องกัน ร่างอันร้อนระอุและเปลวไฟนั้นทำให้ปีศาจใดๆไม่กล้าเข้าใกล้
เขายิ้มออกมาอีกครั้งด้วยความพอใจขณะมองไปยังเปลวเพลิงที่แผดเผาปีศาจรอบข้าง
“ผู้ใดเล่าจะกล้าเทียบกับฉันได้...?”
เมื่อเห็นว่าพวกปีศาจเริ่มหมดลง เขาก็ได้บ่นพึมพำกับตัวเอง พลางกวาดสายตามองไปยังเหล่าผู้เล่นที่ยืนมองด้วยความทึ่ง รู้สึกได้ถึงความสนใจที่ยังคงพุ่งตรงมาที่ตัวของเขา ราวกับทุกคนกำลังถูกสะกดด้วยพลังแห่งฟีนิกซ์ที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง
ทว่าถึงยังไงก็ตาม ในใจลึกๆของหยางเจินก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง ถึงจะมีพลังมากมายและเป็นที่ยอมรับ แต่ชายคนนี้ก็กลัวว่าสักวันหนึ่งความยิ่งใหญ่และความสนใจที่ได้รับจะสลายหายไป
หยางเจินเองก็รู้ดีว่าผู้เล่นที่แข็งแกร่งกว่ายังคงมีอยู่อีกมากมาย และวันหนึ่งหากมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าในอายุเดียวกันปรากฏขึ้น ชื่อเสียงและความสนใจที่ครอบครองก็อาจจะถูกแย่งชิงไป
เพราะเหตุนี้ หยางเจินจึงพยายามพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ใช้พลังฟีนิกซ์เพลิงของตนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นในทุกสนามรบ และคอยมองหาคู่แข่งหรือผู้ท้าชิงที่เหมาะสม ซึ่งมันจะทำให้ตัวตนเช่นเขา สามารถแสดงพลังให้เป็นที่ยอมรับต่อไปได้อย่างถึงขีดสุด
“ดันเจี้ยนสุสานราชันย์.. เคลียร์!!”
ในเวลานี้ หยางเจินยังคงพักอยู่ในกิลด์ใหญ่ ความมุ่งมั่นในการฝึกฝนและการเสริมสร้างอำนาจของเขานั้นชัดเจนมาก
เขาไม่ได้กลับไปยังมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ แต่เลือกที่จะอยู่ในกิลด์ที่ให้การสนับสนุนทุกอย่างที่เขาต้องการ
ทั้งการฝึกฝนที่เหนือกว่าและทรัพยากรพิเศษที่หายาก ทุกวันของหยางเจินถูกเติมเต็มด้วยการฝึกทักษะและการรับมือกับปีศาจในดันเจี้ยนที่มีความยากลำบากระดับสูง
เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้พลังอวาตาร์ฟีนิกซ์ของเขาให้ทวีขึ้นไปอีกขั้น
หยางเจินเคยเชื่อมั่นว่าตนคือผู้ที่โดดเด่นที่สุดในมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ การที่ได้รับพลังแห่งฟีนิกซ์นี้เป็นการยืนยันถึงโชคชะตาที่เขาคิดว่าตนคือผู้ได้รับเลือก และชื่อเสียงของเขาก็ได้รับการกล่าวขานอย่างแพร่หลายมาโดยตลอด เพื่อนนักเรียนและผู้เล่นคนอื่นๆต่างยอมรับและชื่นชมในพลังที่ตนเองมี หยางเจินซึมซับความเคารพยกย่องเหล่านั้นอย่างเต็มที่ ราวกับว่าชื่อเสียงนั้นเป็นสิ่งที่เขาคู่ควรมาตั้งแต่ต้น
แต่หากเขารู้ว่ายังมีอีกหนึ่งคนที่ไม่เพียงเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ แต่ยังได้รับความสนใจจากผู้คนในระดับที่เหนือกว่าเขา
ใครคนนั้นคือ อนาเธอร์ ผู้เล่นที่มาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบเหนือทุกสิ่ง และยังมีทักษะที่สามารถทำลายสถิติดันเจี้ยนระดับนรกได้ด้วยตัวคนเดียว หากข่าวเรื่องนี้ไปถึงหูหยางเจิน คงไม่พ้นที่ชายผู้นี้จะต้องรู้สึกอิจฉาและโกรธแค้นอย่างแน่นอน
สำหรับหยางเจินแล้ว เขายอมรับไม่ได้ที่จะมีใครมาโดดเด่นกว่าตน เขาควรเป็นหนึ่งเดียวที่ทุกคนจดจำ เขาคือจอมอหังการแห่งเพลิงฟีนิกซ์ผู้ไม่เคยคิดที่จะถูกบดบัง
ด้วยบุคลิกที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ตัวของเขาต้องการไปอยู่ในจุดสูงสุดของผู้เล่นและทุกสนามรบ และเขาจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิงตำแหน่งนั้นไปได้
แต่สิ่งต่างๆในมหาวิทยาลัยเพลิงสวรรค์ก็กำลังแปรเปลี่ยนไปทุกขณะ เหล่านักเรียนต่างกล่าวขานถึงอนาเธอร์ในฐานะผู้เล่นที่อาจเป็นความหวังใหม่ของมหาวิทยาลัย
พลังของเจ้าชายและทักษะอันหาตัวจับยาก ทำให้ชื่อของอนาเธอร์เริ่มถูกกล่าวถึงในวงกว้าง
ทว่า ณ เวลานี้ หยางเจินยังคงไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะเขากำลังใช้ชีวิตในฐานะยอดฝีมือของกิลด์ใหญ่ เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาความยิ่งใหญ่ของตน และมุ่งหวังที่จะให้ทั่วโลกจำชื่อเขาในฐานะอวาตาร์แห่งฟีนิกซ์
...
มาให้ตบหรือไง?