“ไอ้พวกโหลยโท่ยแค่ผู้หญิงคนเดียวในสภาพแบบนั้นก็ยังจัดการไม่ได้”
หลังลอบส่งการโจมตีมาช่วยทางฝั่งพรรคพวกที่กำลังถูกเล่นงานซูโดจึงตำหนิพวกมันด้วยสีหน้างุ่นง่านไม่พอใจ
ซาบุโร่รู้สึกเป็นห่วงยูกิมิอย่างมาก แต่เขาก็ไม่อาจละสายตาจากศัตรูตรงหน้าได้ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของเขาเอง ที่ปล่อยให้ซูโดหาช่องว่างจนลอบโจมตีเธอได้เขาเร่งปริมาณออร่าผ่านอาวุธจนเปล่งประกายเรืองแสงแล้วเขวี้ยงใส่ซูโด
‘ระเบิดคลื่นลมกรด’
นี่เป็นท่าเดียวกันที่ซาบุโร่ใช้กับเหล่ากองทัพแมงมุมก่อนหน้าเกิดเป็นกระแสออร่าสีเขียวห่อหุ้มขวานทั้งเล่มพุ่งเข้าใส่เป้าหมายแล้วระเบิดคลื่นลมกรดออกมา
ทว่าซูโดกลับเลือกที่จะโจมตีสวนอย่างแข็งกร้าวเขาพุ่งตัวขึ้นหน้าอย่างไม่เกริ่นเกรงเงื้อมอาวุธแทงใส่ขวานที่กำลังลอยเข้ามาเพื่อสลายแรงปะทะ
‘ทิ่มแทงทะลวงศูนย์’
เคร้ง!
เสียงปะทะกันของอาวุธดังสะท้อนจนแสบแก้วหูคลื่นปราณปะทะตกค้างแผ่กระจาย ทำให้พื้นที่รอบ ๆ เกิดรอยปริแตกเป็นวงกว้าง
ขวานของซาบุโร่ถูกปัดกระเด็นลอยขึ้นไปฝังลึกอยู่บนเพดานอุโมงค์เฉกเช่นเดียวกับอาวุธของซูโด ซึ่งก็ปลิวหลุดออกจากมือฝังเข้ากับกำแพงด้านหลัง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ซูโดคาดการณ์ไว้เขาคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายซึ่งกำลังบาดเจ็บหนัก จะเหลือพละกำลังและลมปราณมากมายขนาดนี้
ซาบุโร่ไม่รอให้ศัตรูตั้งหลักเขากางแขนขนานกับพื้นโถมตัวพุ่งเข้าใส่เป้าหมายใช้ท่อนแขนกระแทกไปยังตำแหน่งอกของซูโดด้วยท่าโคลทส์ไลน์ซึ่งอัดแน่นไปด้วยออร่าปราณอันเข้มข้น
ซูโดซึ่งกำลังสูญเสียจังหวะไม่อาจป้องกันการโจมตีที่รวดเร็วนี้ได้ทันหากวัดกันด้วยกำลังกายเพรียว ๆเขานั้นย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฮันเตอร์ประเภทแทงค์เกอร์อยู่แล้ว
ร่างของซูโดถูกซัดปลิวกระเด็นจมลึกหายเข้าไปในผนังกำแพง
ทว่าขณะที่ซาบุโร่กำลังจะเข้าไปโจมตีซ้ำเพื่อปิดบัญชีกลับมองเห็นรอยยิ้มอย่างผู้มีชัยของอีกฝ่ายก่อนจะมีแสงสว่างวาบขึ้นบนเกราะบริเวณสีข้างด้านขวา
‘ตู้ม!!’
ความร้อนจากเปลวเพลิงปะทุขึ้นเสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหว
“ฮ่าๆ มีดีแต่กล้ามเนื้อรึไง ช่างไม่ระวังตัวเลยนะไอ้งั่งเอ๊ย!”
ซูโดไอแค่ก ๆ พยุงตัวเองออกจากกำแพงโชคดีที่อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว ชั่วพริบตาขณะถูกโจมตี เขาก็แอบติดรูนธอร์น ‘Fire blast’ ลงบนเกราะของคู่ต่อสู้อย่างไม่ให้เสียโอกาสและผลลัพธ์ก็ออกมาดีกว่าที่คิดไว้เสียอีก
โดยรูน ᚦ ธอร์น ‘Fire blast ’ นั้นสามารถสร้างระเบิดเพลิงอานุภาพความรุนแรงเทียบได้กับระเบิดTNT ขนาดร้อยปอนด์ ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดระยะเวลาแสดงผลได้
‘ดูเหมือนการโจมตีสุดท้ายของเจ้านั่นจะทุ่มออร่าสุดตัวจนละเลยการป้องกันไปสินะ’
ซูโดมองภาพตรงหน้าพร้อมกับหัวเราะในใจ
“จุ๊จุ๊~ ดูสภาพนังนี่สิวะ ทำเอาฉันอดใจไม่ไหว ขอจัดการเธอตรงนี้เลยแล้วกัน”
ลูกน้องคนหนึ่งของซูโดเยื้องกรายเข้าหายูกิมิที่กำลังนอนหมดสภาพโชคดีที่เกราะสวมใส่ของพวกมันยังอยู่ในสภาพที่พอใช้งานได้ ทำให้รอดตายจากแท่งน้ำแข็งมาอย่างหวุดหวิด
มันนั่งลงคร่อมร่างบางอย่างเหิมเกริมเสียงฉึกดังขึ้นเมื่อมันใช้มีดแทงลงกลางฝ่ามือข้างหนึ่งของเธอตรึงไว้กับพื้น แล้วล้วงมือลูบไล้ตามร่างกาย
ยูกิมิกัดฟันไม่ส่งเสียงร้องให้พวกมันได้ยินเด็ดขาด
“พวกสารเลวอย่างแกมันน่าขยะแขยงถุ้ย!”
ฮันเตอร์สาวถ่มน้ำลายใส่หน้าอีกฝ่ายจนถูกตบหน้าอย่างแรง พร้อมกับจิกผมขึ้นมาแนบชิดกับใบหน้าของมัน
“ฉันละเกลียดคนที่กล้ามาแยกเขี้ยวใส่ที่สุด พยศเข้าไปเถอะ เดียวอีกไม่นานเธอก็ต้องอ้อนวอนขอความเมตตาจากฉัน ไม่มีอะไรน่าอภิรมย์ไปมากกว่านี้แล้วมันต้องหรรษาสุดขั้วแน่นอนเลยล่ะ”
มันหัวเราะร่าพลางเลียไปตามใบหน้าของยูกิมิซึ่งเธอพยายามใช้แรงที่เหลืออันน้อยนิดสะบัดหน้าหนีอย่างขัดขืน
"งั้นก็...ไหนลองบอกไซซ์หน้าอกคู่นี้มาหน่อยสิ"
“เฮ้ๆ จะให้ฉันยืนดูแกเอานังนี่ตรงนี้เลยรึไงวะ”
ดูเหมือนคำพูดนี้จะเข้าไปไม่ถึงหูเพื่อนของมันเมื่ออีกฝ่ายกำลังพยายามชอนไชลิ้นเข้าไปในโพรงปากของหญิงสาว
“หน็อยแน่—ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้นะไอ้พวกคนเลว!”
อิซึมิชักดาบพุ่งเข้าไปหมายช่วยให้ฮันเตอร์สาวคนดังกล่าวหลุดพ้นจากพันธนาการ
“จะไปไหนกันล่ะสาวน้อย”
ทว่าก็ถูกศัตรูอีกคนคว้าแขนข้างที่ถือดาบไว้อย่างง่ายดายราวกับจับกระต่ายตัวเล็กๆ ด้วยมือเดียว
“ไม่เห็นหรือว่าผู้ใหญ่เขากำลังทำอะไรกันอยู่...มากับคุณอาตรงนี้ดีกว่า ถ้าหนูยังไม่เคยล่ะก็ อาสอนให้ได้นะ”
มันหรี่ตาไล่สำรวจเรือนร่างที่ยังไม่เจริญโตเต็มวัยดีนักของเด็กสาว
“ถึงคุณอาจะไม่มีรสนิยมใคร่เด็กก็เถอะแต่ในเวลาที่เลือกไม่ได้แบบนี้มันก็ต้องมีข้อยกเว้นกันบ้างล่ะนะ...หึหึ”
ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังขะมักเขม้นจนไม่ทันระวังตัวอิซึมิใช้แขนอีกข้างซึ่งยังไม่ถูกเกาะกุม ซัดเข้าใส่บริเวณชายโครงของมันสุดแรง
“อุ๊บ! ยัยเด็กเวร!”
ศัตรูจุกจนตัวงอเผลอคลายข้อมือของอิซึมิให้เป็นอิสระ เด็กสาวไม่พลาดโอกาสรีบฟาดดาบลงมา
ทว่าด้วยวิถีดาบอันแข็งทื่อจนเกินไปจึงถูกอีกฝ่ายอ่านออกและเอียงตัวหลบอย่างง่ายดายก่อนถูกฝ่ามือสะบัดตบใส่ใบหน้าเล็ก ๆ จนร่างของเด็กสาวฟุบคว่ำกับพื้น
“ฤทธิ์เยอะนักนะนังเด็กนี่!”
คางูยะหยิบท่อนไม้ที่ใช้ทำฝืนเข้าไปฟาดแผ่นหลังของศัตรูหวังช่วยอิซึมิแต่ว่ามันก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยเมื่อท่อนไม้แตกเป็นเสี่ยงคามือ
ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการโจมตีของคนธรรมดาไม่สามารถทำอันตรายผู้ใช้วิชายุทธ์ได้เลยแม้เพียงนิด
“หืมคนสวยก็อยากร่วมวงด้วยอีกคนงั้นเหรอจ๊ะ เดี๋ยวจะช่วยตอกเธอสด ๆ จนต้องร้องขอเพิ่มรอบเลยเชียวล่ะ”
คางูยะถูกกระชากข้อมือดึงเข้าหาตัวชายคนดังกล่าว
“พวกแกมัน... อึก! ก็แค่เศษเดนมนุษย์ เอาแต่กดขี่คนที่ไม่มีทางสู้สมาพันธ์ไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่”
ซาบุโร่ขบริมฝีปากจนแตกเมื่อมองเห็นภาพเหล่าหญิงสาวที่กำลังถูกข่มเหงอย่างเจ็บใจอาการบาดเจ็บอันบอบช้ำอยู่ภายในจากแรงระเบิดทำให้เขาไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้ดั่งใจนึก
“อะไรกันทำเป็นจริงจังไปได้อย่างกับคนบ้าแน่ะ ถึงจะทำเรื่องอะไรในที่แห่งนี้สมาพันธ์ก็ไม่สนใจมาตามสืบหรอกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างแทนที่จะดื่มด่ำหาความสุขให้เต็มที่กับโลกอันบิดเบี้ยวใบนี้ยังจะมัวแต่พูดถึงคุณธรรมกับกฎหมายบ้าบอที่กดสันดานแท้จริงของมนุษย์เอาไว้อยู่ได้ช่างน่าขำสิ้นดี ฉันล่ะเกลียดคนแบบแกที่พล่ามแต่เรื่องพวกนี้สุด ๆ เลยว่ะซาบุโร่”
ซูโดกล่าวเรียบเรื่อยพลางถืออาวุธเดินเข้าหาร่างของซาบุโร่นัยน์ตาของเขาทอประกายชั่วร้ายขึ้นมาเรื่องทุกอย่างที่เกิดมันยิ่งกระตุ้นความป่าเถื่อนและปลุกเร้าให้เขาอยากทำเรื่องอันโหดเหี้ยมมากขึ้นไปอีก
“เห็นไหมว่าสิ่งที่แกยึดถือมาช่างไร้ค่ายามพ่ายแพ้เชิญไปพล่ามเรื่องศีลธรรมอันดีงามในโลกหน้าต่อก็แล้วกัน ส่วนสาว ๆพวกนั้นฉันจะดูแลต่อจากนายให้เป็นอย่างดีเอง…”
ซูโดหัวเราะก่อนเหยียบลงบนร่างอันหมดสภาพของอีกฝ่าย มือขวาเงื้อมอาวุธขึ้นสูงเตรียมปิดฉาก นี่เป็นทั้งการแย่งชิงและฆ่าฟันเพื่อความสนุกเท่านั้น
ทว่าเสียงร้องโหยหวนแห่งความเจ็บปวดได้ดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศที่กำลังเริงสำราญ
“อ๊ากกกกก—นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกัน!!”
ชายผู้สูญเสียแขนไปข้างหนึ่งแผดร้องอย่างงุนงงและเจ็บปวดมันไม่สามารถประมวลผลถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ภาพความทรงจำก่อนหน้าคือตอนที่ตนกำลังได้ลงมือเชยชมสาวงามตรงหน้าทว่าเพียงพริบตาเดียวแขนข้างหนึ่งของตนก็ถูกตัดจนขาดวิ่น เลือดซาดกระเซ็นไปบนอากาศยังไม่ทันได้เห็นหน้าของผู้ลงมือก็ถูกกระชากหัวกดลงกับพื้น
ในขณะที่ชายอีกคนกำลังลงมือข่มเหงยูกิมิอย่างย่ามใจมันรีบเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนของตนกำลังคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสทว่าภาพมุมมองที่ปรากฏผ่านสายตากลับเป็นหน้าแข้งปริศนากำลังลอยมาปะทะใบหน้าของตนอย่างจัง
ซูโดหันมองตามทิศทางของเสียงเขาทันเห็นชายปริศนาภายใต้หน้ากากสีทองครึ่งหน้าเตะลูกน้องของตนเสียร่างอัดติดกับกำแพงเป็นเวลาเดียวกับที่สายตาอันแหลมคมของอีกฝ่ายมองตอบกลับมา
“เหอะ! ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ นะพวกแก”
ซูโดเริ่มทำหน้าถมึงทึงหัวเสียเป็นอย่างยิ่ง เขาจำต้องละอาวุธที่เตรียมสังหารซาบุโร่เป็นการชั่วคราวและหันมุมมองไปประเมินแขกไม่ได้รับเชิญ
‘เจ้าพวกนั้นเป็นถึงฮันเตอร์ระดับซิลเวอร์แท้ๆ แต่กลับถูกจู่โจมโดยไม่ทันได้ตอบโต้แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นของเจ้านั่นได้ในระดับหนึ่ง’
“ถึงจะอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์แต่หมอนั่นเป็นถึงฮันเตอร์ระดับแกนนำของกิลด์มีชื่อเสียง อย่าผลีผลามเกินไปล่ะระวังตัวด้วย”
กาโต้เอ่ยเตือนเขาเสียงเข้ม
“จะจำใส่ใจไว้ครับรบกวนคุณกาโต้ฝากคุ้มกันพวกเธอด้วย”
เรย์ฝากฝังอีกฝ่ายก่อนหันไปสบตากับคางูยะที่กำลังประคองเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่งขึ้นมา
เพียงแค่ได้เห็นหน้าเธออีกครั้งจิตใจของเขาสงบขึ้นมากทีเดียว
ทางด้านคางูยะเองนั้นรู้สึกคุ้นเคยกับแววตาของอีกฝ่ายอย่างประหลาดก่อนที่ชายคนดังกล่าวผู้ช่วยเหลือเธอไว้จะหันหลังไปเผชิญหน้ากับศัตรู
“เรย์งั้นเหรอคะ?”
เธอพึมพำเบา ๆแผ่นหลังของอีกฝ่ายช่างคุ้นเคยเสียจนเธอเกือบจะแน่ใจ
ในระยะห้าสิบเมตรทั้งเรย์และซูโดต่างหยุดยืนดูเชิงอยู่คนละฟากฝั่ง
“จี๊ด จี๊ดจี๊ดดดด——”
ทันใดนั้นเสียงร้องของเหล่ากองทัพแมงมุมก็ดังกึกก้องสอดประสานไปทั่วอาณาบริเวณบ่งบอกถึงสัญญาณการเคลื่อนทัพของพวกมันที่กำลังเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
“บ้าเอ๊ยแห่กันมาทำอะไรตอนนี้ ให้ตายสิ!”
เสียงกาโต้สถบขึ้นมาอย่างหัวเสีย
“รีบพาทุกคนหนีก่อนเถอะครับคุณกาโต้ที่นี่ผมจะจัดการถ่วงเวลาไว้ให้เอง”
เรย์จำต้องเปลี่ยนแผนเล็กน้อย จึงหันไปกล่าวกับกาโต้ขณะกำลังพยุงฮันเตอร์สาวผู้หนึ่งขึ้นมาเขาไม่อยากต่อสู้โดยที่ต้องคอยพะวักพะวน นั่นจะทำให้จิตใจว่อกแว่กพลังสิบส่วนของตัวเองอาจใช้ออกมาได้เพียงเจ็ดแปดส่วนก็จะมีสิทธิ์มองข้ามโอกาสและรายละเอียดเล็กน้อยอันจะส่งผลต่อทิศทางของผลแพ้ชนะ
“ฉันยังไหว ให้ฉันอยู่ช่วยด้วยเถอะ”
ยูกิมิกล่าวอย่างแน่วแน่ คิดว่าตัวเองยังพอสู้ไหว
“ไม่ครับ สถานการณ์ตอนนี้หากคุณช่วยพาทุกคนหนีไปจะช่วยผมได้มากกว่า”
สายตาของเรย์มองไปยังเลือดบนฝ่ามือที่ซึมออกมาจากผ้าพันแผลที่กาโต้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้
“แต่ว่า—!”
“—เข้าใจแล้วฉันจะปกป้องพวกเขาสุดฝีมือ นายรีบตามมาล่ะ”
กาโต้เข้าใจสิ่งที่เรย์อยากจะสื่อรีบช่วยแทรกตัดบท เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้จนเหล่ากองทัพแมงมุมมาถึงพวกเขาแค่สองคนไม่อาจปกป้องชีวิตทุกคนได้ หากยังมี ‘หมอนั่น’เป็นคู่ต่อสู้ติดพันอยู่
ยูกิมิเองก็ไม่ใช่คนดื้อรั้นที่ถึงกับอ่านสถานการณ์ตรงหน้าไม่ออกในดวงตาของเธอนั้นยังมีแววหวั่นไหวของความลังเลอยู่ แต่ก็อย่างที่อีกฝ่ายพูดถ้าขืนยังอยู่กันแบบนี้ รังแต่จะกลายเป็นตัวถ่วงเปล่า ๆ
“งั้น...ได้โปรดช่วยเพื่อนของฉันด้วยนะคะ”
เรย์ไม่รับคำ หากแต่กวาดตามองดูสภาพของชายคนดังกล่าวก่อนจะเอ่ยออกไปตามความเป็นจริง
“ผมจะพยายามเท่าที่ทำได้พวกคุณรีบไปเถอะ”