นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 89 โจรสลัดแห่งน่านน้ำ

            ตอนที่ 89 โจรสลัดแห่งน่านน้ำ

             

             

            กลิ่นอายความดุเดือดที่นิทานสัมผัสได้นี้ทำให้เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ทุกคนในที่นี้โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บนชั้นบนสุดต่างแย่งกันเสนอราคากันอย่างบ้าคลั่ง เมื่อมีผู้เสนอราคาตัดหน้า จิตสังหารก็พุ่งตรงไปที่คนผู้นั้นทันที แม้แต่อินจันทร์เองก็ยังยอมถอนตัวด้วยสีหน้าเจ็บใจ

             

            และเพราะเหตุดังกล่าวทำให้ในไม่นานผู้ที่ยังกล้าเสนอราคาจึงเหลือเพียงผู้ที่อยู่ชั้นบนสุดของห้องโถง เหล่าขุมกำลังใหญ่ผู้ครอบครองอำนาจสูงสุดไม่ว่าที่ใด

             

            “2พันล้านไกอา!” ราคาโดดขึ้นไปจนถึงระดับ2พันล้านไกอาในพริบตา ผู้เสนอราคาคือตัวแทนจากกลุ่มการค้าเชียนเป่าผู้สวมชุดหรูหราเลี่ยมทองและประดับตรารูปกองสมบัติ พวกเขาต่างดันราคาขึ้นอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น ไม่สนแม้ว่าสมบัติชิ้นนี้จะทำกำไรให้คู่แข่งหลักของพวกเขาอย่างกลุ่มการค้าอิสึกะมากขนาดไหน

             

            “2พัน3ร้อยล้านไกอา!” คราวนี้ผู้ที่เสนอราคาแข่งกลับมาก็คือองค์ชายจันทรกานต์ผู้ที่แทบจะไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ตลอดงานประมูล สีหน้าของเขายังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ไม่ปรากฏท่าทางร้อนรนใดต่างกับผู้เข้าร่วมประมูลคนอื่น ๆ ที่ติดต่อหาขุมกำลังหลักของตนเพื่อขอความเห็นในการประมูล

             

            แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่หลายคนในที่นี้ย่อมเดาได้ว่าองค์ชายผู้มีสีหน้าอ่อนโยนคนนี้สามารถรับรู้ได้ก่อนหน้าว่าวันนี้จะมีสมบัติระดับผู้แสวงวิถีโผล่ออกมา และการเตรียมตัวของเขาสมควรมากพอ

             

            “2พัน5ร้อยล้านไกอา!” ผู้ที่เสนอราคาแข่งอย่างต่อเนื่องคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ผู้มีนัยน์ตาสีแดงสดไร้ตาขาวและมีเขี้ยวขนาดใหญ่ แหลมคมงอกออกมาจากข้อศอก เป็นดั่งอาวุธและคมดาบที่แข็งแกร่ง ชายวัยกลางคนเผ่ารูเบียสผู้นี้แม้สีหน้าจะเรียบนิ่ง แต่ในนัยน์ตาสีแดงสดนั้นนิทานสัมผัสได้ถึงความบ้าคลั่งที่จับจ้องไปยังรูปสลักปลายวิถี

             

            “2พัน8ร้อยล้านไกอา!” คราวนี้คู่แข่งกลับเป็นศัตรูคู่แค้นตลอดกาลผู้มิอาจอยู่ร่วมฟ้าของเผ่ารูเบียส ชายวัยกลางคนของเผ่าซือบาสเป็นผู้เสนอราคาขึ้นด้วยรอยยิ้มเยาะ ปีกทั้ง 6บนแผ่นหลังสยายออกอย่างงดงามแสดงให้เห็นถึงอายุของตน ใบหน้างดงามและท่าทางอันสูงส่งนั้นดูแตกต่างจากเผ่ารูเบียสที่ดูดิบเถื่อน ราวกับเป็นคนละขั้วของเหรียญสองด้านที่มิอาจมาบรรจบกันได้

             

            ชายวัยกลางคนจากเผ่ารูเบียสจับจ้องไปที่ชายวัยกลางคนเผ่าซือบาสด้วยแววตากระหายเลือด จิตสังหารแผ่พุ่งไปทางพวกเขาอย่างไม่มีออมรั้ง เผยให้เห็นถึงความเป็นศัตรูไปตลอดกาล

             

            สองเผ่านี้เป็นศัตรูกันมาตั้งแต่โบราณกาลหลังจากที่บรรพบุรุษของทั้งสองสลักนามไว้ในกาลเวลาและสร้างสองเผ่าพันธุ์นี้ขึ้นมา ตำนานกล่าวไว้ว่าบรรพบุรุษทั้งสองเป็นศัตรูมิอาจร่วมฟ้า ทั้งคู่สาบานต่อนามของตนว่าจักต้องสังหารอีกฝ่ายให้จงได้ หากเพราะทั้งคู่ล้วนเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่ยากจะมีใครทัดเทียม นอกจากจะสามารถสลักนามไว้ในกาลเวลาได้พร้อมกัน ทั้งคู่ยังแลกชีวิตกันในการต่อสู้ตัดสิน

             

            ความเป็นอริจึงถูกสืบทอดต่อกันมาถึงปัจจุบัน นครลอยฟ้า เอเทอรัม ของเผ่าซือบาสนั้นลอยอยู่เหนือนครใต้ดิน บาราทรัม ของเผ่ารูเบียส บดบังลมฝนและทรัพยากรมากมาย แม้พวกเขาจะสามารถเคลื่อนย้ายมันได้ หากการไม่เคลื่อนย้ายกลับแสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังอันเป็นนิรันดร์

             

            ยิ่งเผ่ารูเบียสคือเผ่าที่แตกฉานในศาสตร์แห่งการกัดกร่อนและทำลาย กลิ่นอายมรณะและเถ้ากัดกร่อนที่พวกเขาสามารถจัดการได้อย่างง่ายดายกลับถูกปล่อยขึ้นบนท้องฟ้าและคอยติดตามกัดกร่อนหมู่เมฆใต้ท้องนครลอยฟ้า เอเทอรัม

             

            นิทานนึกถึงความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เขาได้เรียนรู้มาเรื่องความบาดหมางระหว่างสองเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาผู้ครอบครองสายเลือดระดับสูง แม้เขาจะมองว่าทั้งสองฝั่งนั้นไร้สาระพอ ๆ กัน แต่พอมาเห็นความบาดหมางด้วยตาตนเองแล้วจึงพบได้ว่าทั้งสองเผ่านี้อยู่ในจุดที่มิอาจยอมกันได้อีกต่อไป

             

            “ยากจนกันเหลือเกิน นี่น่ะเหรอทรัพย์สินของพวกที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน เพียงข้าดำดิ่งสู่ท้องทะเล ขุดค้นอารยธรรมแห่งตำนานก็สามารถกลบเงินตรากระจ้อยร่อยพวกนี้ได้แล้ว 3พัน5ร้อยล้านไกอา!” เสียงหัวเราะบ้าคลั่งดังขึ้นจากกัปตันไดฟ์ เขามองทั้งสองด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับจ้องมองเหล่ามดปลวกผู้มิอาจได้เห็นโลกอันกว้างใหญ่

             

            แม้ดูจากแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากแต่ละฝั่งแล้ว นิทานรู้สึกว่ากัปตันไดฟ์ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าชายวัยกลางคนจากทั้งสองเผ่า หากการหาเรื่องเผ่ามหาอำนาจทั้งสองนั้นกลับไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยสักนิด

             

            สมแล้วที่เป็นโจรสลัดที่ขึ้นชื่อเรื่องความบ้าคลั่ง นิทานคิด

             

            อินจันทร์หันมามองนิทานที่เฝ้าติดตามฝีปากของเหล่าผู้ทรงอำนาจทั้งหลายแล้วจึงอธิบายขึ้น

             

            “เหล่าโจรสลัดแห่งน่านน้ำไม่เกรงกลัวขุมกำลังหน้าไหนทั้งนั้นหรอกครับ ยิ่งเป็นกลุ่มโจรสลัดใหญ่ด้วยแล้ว เพราะน่านน้ำทั้งหมดถูกปกครองด้วย 2ราชาโจรสลัดที่ไร้คู่ต่อกรเหนือน่านน้ำ” อินจันทร์อธิบายขึ้น

             

            นิทานได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วสงสัยพลางหันมามองหน้าหนุ่มรูปงามที่ทำท่าเหมือนเป็นอาจารย์คนนี้

             

            “แต่ก็แน่นอนว่านั่นหมายถึงเหนือน่านน้ำนะครับ หากพวกเขาขึ้นมาบนแผ่นดินพลังต่อสู้ย่อมต่ำลงไปมาก แต่แน่นอนล่ะว่าพวกเขาย่อมไม่บุกขึ้นมาบนบกแบบไม่มีเหตุผล”

             

            “แต่นครรัตนะนี่ก็ไม่ได้อยู่ติดน่านน้ำเลยนะครับ” นิทานฉงน

             

            “เพราะที่นี่ห้ามการต่อสู้ต่างหากล่ะครับ ยิ่งเป็นนครที่เป็นที่ประทับขององค์ราชินี ถึงราชาโจรสลัดมาเองก็อย่าหวังว่าจะชนะองค์ราชินีได้ในที่นี้ ในเมื่อห้ามการต่อสู้ ทำไมพวกเขาจะปากดีไม่ได้ล่ะครับ ผมไม่เชื่อหรอกว่ากลุ่มโจรสลัดโกลเด้น เอจจะไม่เตรียมสมบัติเคลื่อนย้ายที่พาพวกเขากลับน่านน้ำได้ทันที” อินจันทร์ยิ้มน้อย ๆ

             

            นิทานได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจต้นสายปลายเหตุ

             

            ยั่วโมโหแล้วยังไง? ก็ในเมื่อหากเข้าสู่น่านน้ำพวกเขาย่อมได้เปรียบ และบนบกในที่นี้ก็ไม่อนุญาตให้ทำการต่อสู้ พอจบงานพวกเขาก็สามารถเตลิดกลับทะเลได้ทันที

             

            สมเป็นโจรสลัดจริง ๆ แฮะ… นิทานคิดขำในใจ

             

            “แต่อย่าดูถูกว่าพวกเขาอ่อนแอเชียวนะครับ โจรสลัดน่ะไม่ต้องยื่นใบสมัครหรือขอคำอนุญาตจากใคร เพียงออกเรือหลบออกนอกกฎหมายก็คือโจรสลัดแล้ว ดังนั้นอาชญากรมากมายที่หลบหนีการตามล่าสำเร็จจึงมักกลายเป็นโจรสลัดมุ่งหน้าสู่ทะเลเหนือ ขอการปกป้องโดยการอาศัยในเขตแดนของราชาโจรสลัดแห่งทะเลเหนือยังไงล่ะครับ”

             

            ระหว่างที่อาจารย์อินจันทร์กำลังสั่งสอนความเป็นไปของมหาทวีป การประมูลอันดุเดือดยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่อง ผู้ที่สู้ราคาในปัจจุบันคือ สตรีหน้าตาสวยสดผู้หนึ่งผู้มีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ กล้ามเนื้อของเธอเปล่งประกายดั่งเหล็กไหล ใบหน้างดงามของเธอยิ่งส่งเสริมให้กล้ามเนื้อเหล่านั้น เปล่งประกายอย่างแข็งแกร่ง

             

            เธอสวมเสื้อยืดธรรมดาสามัญกับกางเกงขายาวพร้อมหมวกปีกกว้างสำหรับเดินป่า ข้างเอวห้อยไว้ด้วยแส้ยาวที่ขดเป็นวง เธอยืนอย่างองอาจอยู่ท่ามกลางคนมากมายในชั้นล่างสุด รัศมีพลังของเธอดันให้คนรอบข้างถอยออกไปโดยไม่รู้ตัว เป็นดั่งเทพีแห่งความกล้าหาญและพลัง

             

            “โฮ่ งั้นแปลว่าถ้าฉันได้ไอ้นี่มา ฉันก็สามารถลองทะลวงเข้าไปในเขตหวงห้ามของหุบเขาแห่งผู้บิดเบี้ยวได้โดยไม่ต้องคิดเยอะสินะ 3พัน8ร้อยล้านไกอา!”

             

            นิทานได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไป ราคาของสมบัติชิ้นนี้นั้นบ้าบอขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามความบ้าคลั่งของเหล่าผู้เข้าร่วมประมูล

             

            “นักผจญภัยระดับโกเมน ลิเลียน ผมเคยได้ยินเรื่องความแข็งแกร่งของเธอ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยครับว่าเธอจะมีทรัพย์สินมากขนาดนี้” อินจันทร์พูดขึ้น

             

            “นักผจญภัยระดับโกเมนเหรอครับ?” นิทานถามขึ้น

             

            “พี่นิทานเคยพบนักผจญภัยระดับมรกตแล้วใช่มั้ยล่ะครับ พวกคุณไพรน่ะครับ ระดับโกเมนน่ะ อยู่สูงกว่าระดับมรกต 2ขั้น ระดับนี้ล้วนแต่เป็นอริยะทั้งนั้นครับ และเธอก็ระดับสูงมากในหมู่นักผจญภัยระดับโกเมนด้วยกัน ว่ากันว่าเธอเป็นชาวจักรวรรดิมาลาไคที่ออกมาผจญภัยน่ะครับ” อินจันทร์อธิบาย

             

            ชื่อระดับแบบเดียวกับชื่อขององค์ราชินีเลยเหรอ นิทานคิดขึ้นในใจ

             

            “ไม่มีปัญหาหรอกครับ องค์ราชินีเคยกล่าวไว้ตอนมีสาขาของสมาคมนักผจญภัยในนครรัตนะว่า

             

            ‘ต่อให้มีผู้ใช้นามโกเมนอีกนับพันนับหมื่น จะอย่างไรข้าก็ยังคงเป็นโกเมนที่สูงส่งสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว โกเมนที่สลักไว้เหนือฟากฟ้าแห่งไฟกัลป์’

             

            และอีกอย่าง หัวหน้าสมาคมนักผจญภัยน่ะตั้งชื่อระดับของนักผจญภัยตามอัญมณีที่เขาชอบตามสมญา ผู้เจิดจรัส ของเขาน่ะครับ มีระดับจันทรกานต์ด้วยนะครับ ว่ากันว่าทั้งสองเป็นสหายกันด้วยส่วนหนึ่งเลยไม่มีปัญหาเรื่องการตั้งนามของราชวงศ์ที่ทับซ้อนกับระดับนักผจญภัย”

             

            “อีกอย่างดูเหมือนว่าองค์ชายทั้ง 2 จะพออกพอใจเสียด้วยนะครับ เพราะชื่อของทั้งสองนั้นเมื่อเอาไปเทียบระดับแล้วก็แข็งแกร่งจนมีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้อยู่ในระดับนั้นเลยล่ะครับ”

             

            “ถึงยังไงสมาคมนักผจญภัยก็เป็นขุมอำนาจที่เป็นกลางที่สุดในมหาทวีปแต่ความแข็งแกร่งก็ไม่ได้ด้อยกว่าใครหน้าไหน”

             

            และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่อินจันทร์สามารถอธิบายคำถามในหัวของเขาได้โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องพูดออกมาแม้แต่น้อย เขานั้นสงสัยหลายครั้งแล้วว่าอินจันทร์จริง ๆ แล้วค้นพบคำแห่งพลังประเภทอ่านใจหรือไม่

             

            “เปล่านะครับ ผมยังเป็นแรกเกิดอยู่เลย” อินจันทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง

             

            ไอ้เด็กนี่.. นิทานบ่นอุบ

             

            “สมบัติป้องกันอันยอดเยี่ยมชิ้นนี้ย่อมเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปกปักประชาชนมากมายในนครรัตนะของเรา 4พันล้านไกอาครับ” เสียงอันนุ่มนวลของชายหนุ่มหน้าตาดีผู้หนึ่งดังขึ้น ชายหนุ่มผมแดงนัยน์ตาสีชมพูอ่อนผู้นี้ดันราคาขึ้นไปอีกด้วยรอยยิ้มและท่าทางเฉยชา

             

            นิทานอดกลั้นหายใจไม่ได้ ราคาของรูปสลักปลายวิถีชิ้นนี้ยามนี้ถึงกับสูงกว่าตะเกียงกัมปนาท สมบัติระดับผู้แสวงวิถีเช่นเดียวกันที่อินจันทร์เคยเล่าให้ฟังถึงสองเท่า!

             

            ความสำคัญของสมบัติชิ้นนี้นั้นมากถึงเพียงนั้น และในเมื่อมันสามารถทดแทนชีวิตได้ คุณค่าของมันยิ่งไม่ต้องพูดถึง!