หลังจากที่เดินขึ้นมาบนชั้นนี้แล้วในเวลาไม่นาน อ้ายเหม่ยก็เริ่มปรับสภาพร่างกายและเดินเข้ามานั่งที่ด้านในเหมือนชั้นหก ประมาณร่วมหนึ่งก้านธูปผ่านไป อ้ายเหม่ยกลับมีความรู้สึกร้อนในอก หายใจไม่ถนัด อึดอัด ร่างกายเหมือนจะระเบิด แทบจะทนไม่ไหว คิดจะเดินกลับออกไป แต่ก็ไม่มีแรงจะฝ่ากลับไป
ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ ข้าจะทำอย่างไร หรือข้าจะต้องตายที่นี่ อ้ายเหมายกังวลมากขึ้นทุกขณะ ในตอนนี้ขยับไปไหนก็ไม่ไหวแล้ว มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใคร เห็นแต่สายปราณพลังที่เป็นสีมากมายวิ่งรายล้อมไปทั่ว
ในเวลาเดียวกัน ร่างของอ้ายเหม่ยในตอนนี้ มีร่องรอยปรากฏบนตามตัวเต็มไปหม รอยที่ปรากฏเป็นรอยสีแดงคล้ำคล้ายโลหิตคั่งตามร่างกาย
"ข้าเป็นอะไรไปนี่" อ้ายเหม่ยพยายามรวบรวมสติ แต่ก็อดร้องไห้ไม่ได้ เตรียมใจที่จะต้องตายอยู่ในนี้
"ข้ายังไม่ได้บอกลาอาจารย์ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะตามท่านไปแล้ว"
"อืม ... ข้ายังไม่ได้แต่งงานเลย..." เสียงสะอื้นไห้
ยังไม่ทันจะพูดจบดี ก็มีมือของใครบางคนเอื้อมมาจับแขนให้ยืนขึ้น ทันทีที่ถูกจับ อาการหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ค่อย ๆ หายไปราวกับปาฏิหารย์ อ้ายเหม่ยหันไปมองด้วยความตกใจ คิดว่าไม่มีใครแล้ว ทว่ากลับมีใครหยิบยื่นความช่วยเหลืออีกครั้ง
"ลู่ซือ ... เป็นเจ้าหรือนี่"
"ข้ามองไม่เห็นใครเลย แม้แต่เจ้า" อ้ายเหม่ยพูดพลางโผเข้าไปกอดลู่ซือ เหมือนเป็นที่พึ่งพา พลางร้องไห้ออกมา ด้วยอัดอั้นคิดว่าจะไม่มีโอกาสรอดแล้ว
เปรียบเหมือนยืนอยู่กลางทะเลทราย แล้วมีสายฝนตกลงมา ให้มีความชุ่มชื้น มีความสดชื่นให้รอดตายอีกครั้ง
"ฮือ ... ฮือ ..." อ้ายเหม่ยร้องไห้ไม่หยุด โดยไม่รู้สึกอาย
ลู่ซือยืนนึ่ง สักพักจึงกล่าว "เอาละ ... เจ้าจะร้องไห้ไปถึงเมื่อไหร่ เจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว"
"ข้าเห็นเจ้าตั้งแต่เจ้าขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ข้าไม่เข้าไปหาเจ้า เพราะต้องการให้เจ้าฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน หาไม่แล้ว เจ้าจะไม่รู้ได้เลยว่า ภยันตรายที่รองเจ้าสำนักกล่าวมันเป็นอย่างไร"
"แต่ตอนนี้เจ้าปลอดภัยแล้ว" ลู่ซือกล่าวพร้อมตบบ่านางเบา ๆ ให้สติแก่อ้ายเหม่ย
เหมือนจะรู้สึกตัวได้ อ้ายเหม่ยจึงรีบถอยออกจากลู่ซือและเขินอาย "ข้า ... ข้าไม่ได้ตั้งใจ "
"ไม่ตั้งใจอะไร" ลู่ซือย้อนถาม
"ช่างมันเถิด"อ้ายเหม่ยตอบสั้น ๆ แต่หันหน้าไปทางอื่นหลบหน้าลู่ซือ
ลู่ซือหรี่ตาเพ่งมองร่างของนาง จากนั้นเดินเข้ามาจับมืออ้ายเหม่ยพลันสอบถาม "เจ้ามีโลหิตหงส์อินในตัว เจ้ารู้หรือไม่"
อ้ายเหม่ย มองหน้าลู่ซือพลันตอบ "อืม ... อาจารย์ข้าที่สำนักหงส์เพลิงเคยบอกข้า"
"ท่านบอกข้าว่า มันติดตัวข้ามาตั้งแต่อาจารย์พบข้าแล้ว" อ้ายเหม่ยตอบตามที่อาจารย์เคยบอกไว้
"แล้วเจ้ารู้ไหมว่า มันสำคัญอย่างไร" ลู่ซือถาม
"อืม ..." อ้ายเหม่ยก้มหน้าแต่ตอบเพียงสั้น ๆ
"ยังไง ตอบข้า เจ้ารู้หรือไม่" ลู่ซือถามอีกครั้ง
อ้ายเหม่ยแปลกใจเล็กน้อยที่ลู่ซือถามอีกครั้ง "ข้ารู้ อาจารย์บอกว่า บอกว่า ..."
"ตัวข้าเป็นร่างโลหิตหงส์อิน เป็นร่างบรรพกาล เหมาะแก่การฝึกพลังเจตศัสตรา"
"อีกทั้ง ... " อ้ายเหม่ยหยุดนิ่ง
อีกเรื่องหนึ่งจะให้ข้าพูดออกไปก็ใช่ที่ นางคิดอยู่ในใจ ำไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม ทว่า
"อีกทั้ง ร่างของเจ้าคือร่างหยินบริสุทธิ์ ตัวเจ้าและผู้ใดที่มีความสัมพันธ์กับเจ้า จะเกิดการผสานพลังอินหยานบรรพกาล
"นั่นจะทำให้ทั้งเจ้าและอีกตน มีพลังที่กล้าแข็งและยกระดับชั้นวิถีแห่งพลังอีกด้วย"
"ใช่หรือไม่" ลู่ซือกล่าวอธิบาย
"ทำไม ... ทำไมเจ้ารู้" อ้ายเหม่ยถามออกไป ด้วยไม่คาดคิดว่าลู่ซือจะรู้ดีเช่นนี้
ทำไมข้าจะไม่รู้เล่า ในวัฏะเดิม เฟยหมิง หยานเอ๋อและมู่หยงฟ่าน หญิงทั้งสามผู้เป็นคู่ครองของลี้เฟยในวัฏะก่อน ต่างเป็นศิษย์ของจักรพรรดินีหงส์แดง และทั้งสามคนสามารถผนึกพลังเจตจำนงสำเร็จ และสร้างจิตรจักระแห่งหงส์ที่ทรงพลัง
แม้ทั้งสามจะไม่ได้เป็นร่างโลหิตหงส์อินมาโดยกำเนิดเฉกเช่นอ้ายเหม่ย หากแต่ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน แม้จะต่างกันด้วยความเข้มของวิถีพลังก็ตาม
ลู่ซือไม่ได้กล่าวอธิบายออกไป หากแต่ส่งพลังเอกภพเข้าไปในร่างอ้ายเหม่ย สักครู่ใหญ่ จ้ำแดงโลหิตที่ดูเหมือนช้ำ ๆ ตามแขน กลับกลายเป็นรูปหงส์เพลิงสีแดงโลหิต ในเวลาเดียวกัน พลังปราณในห้องชั้นเจ็ดต่างวิ่งเข้ามาที่จ้ำโลหิตบนร่างของอ้ายเหม่ย
ราวหนึ่งก้านธูป ลู่ซือจึงค่อย ๆ หยุดส่งพลัง จากนั้นใช้นิ้ววาดไปบนอากาศรอบตัวอ้ายเหม่ย พลันดีดนิ้ว
"เปาะ" เสียงดังเล็ก ๆ จากการดีดนิ้ว ทว่าจ้ำโลหิตบนร่างอ้ายเหม่ยค่อย ๆ หมุนวนหายเข้าไปในร่างเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
"เกิดเหตุอันใดบนตัวข้า ..." อ้ายเหม่ยมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พร้อมตั้งคำถามลู่ซือและตัวเอง