ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 71 : แผนซ้อนแผนซ้อนแผน

     

    ตอนที่ 71 : แผนซ้อนแผนซ้อนแผน

     

    ————ณ งานเต้นรำ

              หลังจากที่ชินกับซูซานเข้าไปเต้นเปิดฟลอร์ พวกเขาก็สร้างบรรยากาศจนดึงเหล่านักเรียนเข้ามาร่วมเต้นรำได้เป็นจำนวนมาก ทำให้กลางห้องบอลรูมขณะนี้มีนักเรียนกำลังเต้นรำอยู่ถึง 20 คู่เลยทีเดียว

              แน่นอนว่าต้องขอบคุณคู่ของชินกับซูซานที่เป็นคนต้นเรื่อง งานเต้นรำถึงได้ครึกครื้นตามจุดประสงค์ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ยากสำหรับทั้งคู่ที่จะผละออกมาจากกลางวงด้วยเช่นกัน

              ทั้งเพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศก็ใช่ รวมถึงถ้าออกมาจากฟลอร์ จำนวนผู้คนก็จะลดลงตามอิทธิพลที่หายไป ทั้งสองเลยต้องอยู่บนฟลอร์ไปอีกสักพัก

              แม้สำหรับซูซาน... สำหรับชงหยวนแล้วจะมีอีกเหตุผลนึงที่ต้องอยู่ข้างชินก็ตาม

              และด้วยอีกเหตุผลนึง ชงหยวนเลยจำต้องจ้องสีหน้าของชินตาไม่กะพริบ แม้ว่าตัวเองจะอยู่ในอ้อมประคองของเขาอยู่แล้วก็ตาม

     

    “รู้สึกเกร็งบ้างรึเปล่าคะชิน?”

    “ไม่เลย”

              ชินตอบกลับแทบจะทันที รู้สึกสงสัยด้วยซ้ำไปว่าทำไมชงหยวนถึงคิดแบบนั้น

              ตอนนี้เขากำลังเต้นรำในท่าพื้นฐานกับชงหยวนไปเรื่อย ๆ แต่ชินรู้ตัวว่าท่าทางและการวางตัวของเขาไม่ได้ถดถอยเลยจากช่วงแรก

              อย่างเดียวที่ชินคิดออก คือการที่ทั้งเขาและชงหยวนเต้นอยู่ตรงนี้มาเกิน 20 นาทีแล้วนั่นแหละ แต่นั่นน่าจะใกล้เคียงคำว่าเหนื่อยมากกว่าเกร็ง

     

    “เหนื่อยแล้วเหรอ?” ชินเลยถามย้อนไปอย่างนั้น เดาว่าชงหยวนอาจอยากหาทางลงโดยที่ตัวเองไม่ต้องเปิดปากให้เสียศักดิ์ศรี

              แต่ที่ได้รับกลับมา ดันเป็นการส่ายหน้าปฏิเสธ

     

    “ไม่มีทางค่ะ ...โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ นะคะ”

              ชงหยวนพูดเป็นนัยให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แถมด้วยแววตาที่หรี่ลงแล้วแย้มยิ้มราวกับสาวน้อยออดอ้อน ชินไม่อาจประเมินเป็นอื่นได้เลยนอกจากคิดว่าเขากำลังโดนจีบ

     

    คิดอะไรอยู่กันเนี่ย... กำลังหยั่งเชิงฉันอยู่เหรอ?

    แต่ถ้าคิดถึงเรื่องที่เธอกำลังดำเนินการตาม ‘แผน’ การทำให้ตัวเราหวั่นไหวมากที่สุดเพื่อที่จะเผยไต๋มันก็คงเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ

              ชินพยายามคิดไปในทางนั้น ...แม้ว่าตลอดการเต้นรำนี้ เขาจะโดนหยอดมาแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ แถมยังด้วยท่าทางที่พอจะมองออกว่า ‘มีส่วนจริง’ อยู่อีก ชินเลยชักไม่แน่ใจ

              ...เพราะถ้ามันมีส่วนจริงดังที่คิด ชินก็รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบและแสดงออกให้ชัดเจน

     

    “คงคิดว่าฉันกำลังหยั่งเชิงอยู่สินะคะ”

              แต่ชงหยวนดันมองเข้ามาในตาชินและถามเขาอย่างนั้นเสียก่อน แววตาเธอเองก็ดูจะอารมณ์เสียขึ้นมาอีกด้วย

     

    นี่ฉันเผลอแสดงออกทางสีหน้าเหรอ?

              ชินแอบสงสัยอย่างนั้นทั้งที่มั่นใจว่าเขาเก็บสีหน้าเนียน เป็นอีกครั้งที่ต้องขนลุกกับสัญชาตญาณของผู้หญิง และต้องมาเตรียมใจว่าจะโดนโกรธแบบไหนอีก

     

    “!!!?”

              แต่ไม่ใช่... สิ่งที่ชงหยวนทำไม่ใช่การระเบิดอารมณ์ เธอกลับเลือกขยับเข้ามาหาชินแม้จะรู้ว่าผิดจังหวะเต้น

              ความใกล้ชิดมากถึงขนาดที่เห็นได้ว่าเป็นการกอด หากไม่นับเรื่องที่ต้องจับมือกันอยู่ (แต่แค่นี้ชินก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นมาจากทิศที่โอลิเวียยืนอยู่แล้ว)

     

              แต่ชงหยวนรู้ว่าชินหนีไปไหนไม่ได้เด็กสาวจึงยิ่งคิดซุกซน เธอพยายามแนบหน้าอกเข้าสัมผัสกายของชินราวกับอยากให้เขาได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวของเธอ มิได้สงบเย็นชาดังที่ชินคิด

              แม้อันที่จริง... ชินจะเห็นอยู่แล้วว่าแก้มของชงหยวนมันแดงระเรื่อขนาดไหน สีหน้าสงบนิ่งของเธอเองก็หายไปแล้วเหลือแต่เพียงความประหม่าจนออกนอกหน้า

     

    คิดอะไรอยู่เนี่ยชงหยวน? นี่ถึงกับจะใช้ร่างกายเข้าแลกเพื่อให้ฉันเสียศูนย์เลยเหรอ!?

     

    ไม่สิ... เป็นไปไม่ได้!

    ชงหยวนไม่ใช่คนที่จะทำแบบนี้... ต่อให้เธอชอบเราก็ตาม!

              มือของชินพยายามดึงชงหยวน ผละออกจากเขาให้กลับมาอยู่ในระยะและท่าเต้นตามปกติ 

     

    “พอก่อนเถอะ... นี่เธอกำลังฝืนเกินตัวอยู่นะ”

    “อะไรกัน นั่นคือข้ออ้างเพราะทนเขินไม่ไหวเหรอคะ? ชินนี่ยังน่ารักอยู่เสมอเลยนะเนี่ย ฮุฮุ” ชงหยวนหัวเราะในลำคออย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มขี้เล่นนี้เองก็ไม่ได้ดูฝืน

              ถึงแบบนั้น... ชินก็รู้สึกว่ามันแตกต่างจากชงหยวนที่เขารู้จักมากเกินไปอยู่ดี ความห่วงใยที่ยังมีต่อเธอเลยทำให้ชินไม่อาจปล่อยเรื่องนี้หลุดลอยไป

     

    “เลิกล้อเล่นได้แล้ว แบบนี้มันไม่ดีกับเธอเองนะ”

              ชินมองตาชงหยวนตรง ๆ ด้วยความเป็นห่วง

              เขารู้ว่าชงหยวนทั้งเคร่งมารยาทและรักศักดิ์ศรี ต่อให้เป็นครั้งที่ทะเลาะกับโอลิเวีย เธอก็ไม่เคยใช้ร่างกายเข้ามาก้อร่อก้อติกเลยสักครั้ง ชินจึงได้รู้ว่านี่มันผิดวิสัย

              แม้ยังไม่รู้ว่าชงหยวนมีความเป็นศัตรูมากขนาดไหน แต่ชินไม่อาจเอาเรื่องนั้นมาอยู่เหนือความปรารถนาดีต่อคนรู้จักได้ ชินรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบนั้นถึงยอมให้ชงหยวนเป็นทุกข์ต่อหน้าเขาไม่ได้

              แต่... เพราะใช้ข้อมูลในอดีตนั่นแหละ ชินถึงได้ประเมินผิดไป

     

    “คิดว่าฉันกำลังล้อเล่นอยู่เหรอคะ?”

              แววตาคมกริบของชงหยวนเลยมองกลับมาที่เขาด้วยความหงุดหงิด เป็นสิ่งที่ชินไม่คิดว่าจะได้รับจากเธอ

              นั่นเพราะเขา... ประเมินความรู้สึกของชงหยวนผิดไป

     

    “ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่าไม่อยากเสียใจทีหลัง” ชงหยวนมองเข้าไปในตาชินซ้ำอีกรอบ ทำชินรู้สึกเหมือนถูกซ้ำแผลที่เดิมสองหน

              และสำหรับชงหยวน... ความซื่อตรงที่แสดงออกมันก็เป็นการย้ำเตือนตัวเอง

              ว่าให้ทำในสิ่งที่อยากทำ เสมือนว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำอีก

     

    ใช่สิ... คุณไม่ได้รักฉันเท่าที่ฉันรักคุณนี่

    คุณถึงได้ไม่รู้ว่าฉันรู้สึกดีใจแค่ไหนที่ได้กลับมาในช่วงเวลานี้อีก

              ชงหยวนคิดแล้วก็เจ็บใจ ความใกล้ชิดนี้ที่เธอพยายามแนบใส่ชินนี้ไม่ได้ทำให้เขาตระหนักถึงความรู้สึกของเธอเลย

              แต่ในอีกทางนึง... เธอก็รู้ว่ามันเป็นเพราะก่อนหน้านี้เธอไม่จริงใจเอง

     

    ถึงจะบอกว่าช่วยไม่ได้ และต้องปิดบังใจจริงเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในฐานะผู้นำของทุกคน

    แต่ว่าเรา... เราก็โกหกตัวเองจริง ๆ นั่นแหละ

              ชงหยวนมองชินไม่วางตาเสมือนรู้ใจตน และในนั้นก็สะท้อนสีหน้าสาวน้อยของตัวเธอเองราวกับกระจก

     

    ฉันโกหกที่คิดว่าจะฆ่าคุณได้... ฉันโกหกที่คิดว่ามันโอเคที่จะเป็นศัตรูกับคุณ...

     

    แต่ว่า... จริง ๆ แล้ว...

    ฉันทำไม่ได้!

     

    “!!!?”

              ชงหยวนขยับเข้ามาใกล้ชินอีกขึ้น เอาใบหน้าซุกตรงแผ่นอกชินอย่างแนบเนียนราวกับตัวเองเต้นผิดพลาด

              แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรผิดพลาดทั้งนั้น... แม้แต่การวางใจแบบนี้เองก็ด้วย

     

    คิดว่าฉันอยู่ในโลกที่ไม่มีคุณมากี่ปีกัน?

    คิดว่าฉันเฝ้าฝันว่าจะได้พบกันมานานแค่ไหนกัน?

     

    จากที่ได้แต่จินตนาการว่าจะได้เจอคุณเพียงในฝันหรือโลกหลังความตาย

    การได้มาเจอคุณแบบนี้... มันจะไม่ทำให้ฉันดีใจได้ยังไงกัน!?

              ความทรมานที่กักเก็บมานานเริ่มมาถึงปากบ่อที่สามารถกักเก็บได้ ชงหยวนรู้สึกได้ว่าตนน้ำตารื้นถึงได้ไม่อยากให้ชินเห็น

              แต่กว่าจะเก็บกลืนมันกลับไปได้ เศษน้ำตาก็ซึมเข้าไปในชุดชินเสียแล้ว

     

              แม้น้ำตานี้จะไปไม่ถึงกายหรือใจชินก็ไม่เป็นไร... แม้ว่าใจจริงนี้ชินจะยังไม่เข้าใจก็ช่าง

              แต่หลังจากที่ยืนหยัดเพื่อความรู้สึกตัวเองและซื่อตรงกับมัน เธอก็ตัดสินใจแล้วที่จะใช้สิ่งนี้เป็นเข็มทิศไม่ใช่ความแค้นที่ฝังรากลึกมาสิบปี

              แม้ว่าผลลัพธ์... จะยังต้องเป็นศัตรูกับชายที่เธอหลงรักหมดหัวใจก็ตาม

     

    วูม!!!

    “!!!!?”

              แสงสีเพลิงสดเข้ามาทางหน้าต่างโรงแรม ทำเอาชงหยวนรู้สึกเหมือนตื่นจากฝัน แสงนั้นรุนแรงเอาการจนฉาบย้อมทั้งห้อง ราวกับภายในเมืองเกิดทะเลเพลิง

              แต่... ชงหยวนรู้ว่าไม่ใช่อย่างนั้น

     

    เสาแสงนั่น... ทุกคนชนะแล้วสินะ

              ชงหยวนรู้ด้วยการมองหางตา เป็นเหตุผลเดียวกับที่ไม่มีใครในห้องที่ตกใจกับแสงนี้ เพราะคนที่จะมองเห็นได้ก็มีแต่คนผู้ครองตราราชันย์หรืออัศวินเท่านั้น

              ชงหยวนถึงไม่ได้หันไปมองตรง ๆ และเลือกที่จะมองชินตลอดเวลา เผื่อว่าเขาจะมองตามแสงนั้นด้วยความประหลาดใจที่ตัวเองพ่ายแพ้

              แต่ไม่... ชินไม่ได้มองออกไปตามแสงนั้นเลยแม้แต่น้อย

     

    คุณมองไม่เห็นมันจริง ๆ เหรอ?

    หรือว่าแกล้งทำเป็นไม่มองกันแน่?

     

    แต่... เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก

    เพราะฉันได้วิธีพิสูจน์เรื่องนั้นมาแล้ว

              ชงหยวนเลิกใช้สัญชาตญาณ เธอวางแผนคว้าชัยก็เพื่อช่วงเวลานี้

              อันที่จริง... เธอรอที่จะรู้ความจริงนี้ไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ

     

    “ฉันต้องไปแล้วค่ะ ชิน”

              ชงหยวนมองตาชินอีกครั้ง ทว่าด้วยแววตาละห้อยน่าดูเหมือนไม่อยากจาก

              ทางชินยังสับสนกับท่าทีของชงหยวนจนนิ่งไปอยู่ แต่... ถ้าคู่ของเขาว่าแบบนั้น ชินก็ต้องทำตาม

     

    “อา...”

              ชินผละออกมาจากชงหยวน และโค้งให้กันตามธรรมเนียม

     

              แต่... ในตอนที่เดินออกมาจากวง ชงหยวนกลับยังเลือกที่จะเดินตามชินมาไม่ได้แยกจากในทันที

              แค่รักษาน้ำใจกัน หรือเพราะไม่อยากให้ชินถูกนินทาว่าโดนทิ้งกลางคันกันแน่?

              หรือเพราะว่า... เธอแค่อยากอยู่ด้วยกันให้นานที่สุดก่อนที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

              ชินได้แต่สงสัยเรื่องนั้นจนออกมาจากฟลอร์

     

    “ไว้เจอกันนะคะชิน ...ไม่ว่ายังไงก็ตาม”

              ชงหยวนยิ้มอ่อนให้ ทิ้งท้ายราวกับไม่อยากให้ชินเข้าใจเป็นอื่น

              ก่อนที่เธอจะเดินแยกตัว ออกจากห้องงานเลี้ยงไปทั้งอย่างนั้น

     

    ❖❖❖❖❖

     

              หลังจากนั้น ชงหยวนก็จ้ำอ้าวกลับไปที่ห้องและรีบล็อคกลอนประตูอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางเธอไม่ได้สนใจเลยว่าจะเสียบุคลิกกุลสตรี

              นั่นเพราะความจริงที่เธอเฝ้ารอ ...หรืออีกนัยนึงคือความจริงที่เธอเฝ้าหวังกำลังอยู่ตรงนี้

              ชงหยวนจึงรีบวิ่งไปหยิบโฮโลวอชตัวที่ใช้ติดต่อกับกลุ่มนักษัตรในกระเป๋าลับ เชื่อมต่อกับหูฟัง แล้วติดต่อไปหาหนิงอันในแนวหน้าทันที

     

    “โหว ได้ยินแล้วตอบด้วย”

    ‘ค่ะ! ได้ยินค่ะท่านฮ่องเต้!’

              หนิงอันตอบกลับมาอย่างกระตือรืนร้น ชงหยวนอ่านน้ำเสียงคนสนิทคนนี้ออกเลยว่าดีใจกับชัยชนะแค่ไหน

     

    “ทุกคนปลอดภัยไหม?”

    ‘หู่เจ็บหนักเพราะฝืนเกินตัวอยู่ค่ะ แต่ไม่ได้เป็นอันตราย เพราะงั้นต้องให้เครดิตเขาล่ะนะคะ’

    “งั้นเหรอ ดีแล้วล่ะ”

              ชงหยวนได้ยินก็เบาใจไปได้เปราะ ถ้าถ้าเสียใครไปเธอคงรู้สึกผิดแย่

              ...เพราะผลลัพธ์ของแผนการในตอนนี้ มันแทบจะเป็นเรื่องส่วนตัวของเธออยู่แล้ว

     

    “แล้วผลลัพธ์... เรื่องของชินเป็นยังไงบ้าง?”

              ชงหยวนจึงขอเข้าเรื่องแบบไม่เสียเวลา มาจนถึงตอนนี้ เธอไม่คิดเก็บอาการอีกต่อไปแล้ว

              โหวเองก็รู้ว่าเจ้านายตัวเองรีบร้อนที่จะรู้เช่นกัน

     

    ‘พวกเราใช้ตราของผู้ปกครองดินแดนตรวจสอบดูแล้วค่ะ... ผลลัพธ์คือชินยะ นัวรอยที่อยู่กับท่านไม่มีตราราชันย์หรืออัศวินเลยค่ะ’

    “!!!?”

              ดวงตาชงหยวนเบิกโพลงกับผลลัพธ์ ในอกเริ่มเกิดความรู้สึกแน่นเหมือนกับกำลังจะระเบิดออกจนต้องยกมือขึ้นกุมไว้

     

    ‘เราตรวจพบตราราชันย์ 3 คน ซึ่งเป็นของท่านฮ่องเต้ วลาด แล้วก็ราชาไม่ทราบฝ่ายอีกคน———’

    “ขอโทษนะโหว ฉันขอวางสายก่อนได้ไหม”

              ชงหยวนขอร้องเสียงสั่นจนโหวยังสังเกตได้ แล้วมีหรือที่เธอจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจของเจ้านายตัวเอง

     

    ‘รับทราบค่ะ ...ดีใจด้วยนะคะ’

              โหวตัดสายทิ้งเอง ด้วยรู้ว่าชงหยวนรอเวลานี้มานานแค่ไหน

              กำแพงเขื่อนอันกักเก็บความรู้สึกของชงหยวน เลยพังทลายลงในชั่วพริบตานั้น

     

    “ฮึก.... ฮืออออออออออออ!!!!!!”

              น้ำตาที่เธอกักเก็บไว้ไหลรินเป็นสายราวกับถูกเทน้ำราด สะท้อนความทรมานที่เธอเก็บไว้มาหลายสิบปี

     

    ชิน... ชิน... ชิน!!!

    เราไม่ได้เป็นศัตรูกัน! สามารถเคียงข้างกันได้!

    เราไม่ต้องฆ่าฟันกันแล้ว!!!

              ความหวังเข้าไปแทนที่โศกนาฏกรรมที่เธอเคยแบกไว้ในใจ

              ภาพลวงตาที่เธอสร้างขึ้นเพื่อให้ยอมรับความจริงได้... ความเจ็บปวดที่ต้องบอกตัวเองให้โอเคกับการเป็นศัตรูกับดวงใจของเธอ... ความเศร้าโศกที่ต้องเตรียมใจจะเสียเขาไปอีกครั้ง...

              บัดนี้... เธอไม่จำเป็นต้องแบกมันอีกแล้ว

     

    “ชิน... ชิน... ชิน... ชิน... ชิน... ชิน...”

              ชงหยวนรำพึงชื่อ ประหนึ่งตั้งใจจะสลักความรู้สึกตอนนี้ไม่ให้ลืมอีกเป็นหนที่สอง

              ความรู้สึกที่ไม่อยากเป็นศัตรู ความซื่อตรงที่อยากจะได้อยู่ด้วยกัน

              มือเธอเลื่อนขึ้นสัมผัสจี้หยกในมือ เปิดมันขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน

     

    “ชิน...”

              ชงหยวนมองภาพของชินครั้งสมัยก่อนในจี้นั้น สะท้อนสิ่งที่เธอนำมาแทนหัวใจที่แตกสลายตลอดมา

              แต่นั่นมันเป็นอดีตไปแล้ว... ชงหยวนจุมพิตภาพนั้นดั่งคำอธิษฐานต่ออนาคต และตั้งปณิธานใหม่ 

              เพื่อไม่ให้สูญเสีย ‘เขา’ ไปอีก

     

    ❖❖❖❖❖

     

              หลังจากนั้นไม่นาน งานเลี้ยงเต้นรำก็จบลง

              ต้องขอบคุณคณะกรรมการทุกคนที่ร่วมด้วยช่วยกัน กิจกรรมการทัศนศึกษาทั้งหมดถึงได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ลงด้วยความเรียบร้อย

              ทุกคนดีใจจนถึงกับจะชวนเลี้ยงฉลองปิดงานกันตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะชินแนะนำว่าหากทำแบบนั้น เราอาจจะผ่อนปรนให้ตัวเองจนประมาทในจังหวะสุดท้ายก็ได้ ทุกคนเลยยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เลือกที่จะฉลองตอนที่กลับไปถึงบ้านเกิดดีกว่า

              ด้วยเหตุนั้น ทุกคนจึงได้แยกย้ายไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

              บ้างก็กลับห้องสลบเหมือด บ้างก็นั่งเล่นในโถง บ้างก็แอบโดดไปเที่ยวเล่นข้างนอก

     

              ...และชินก็เป็นประเภทหลัง

              ตอนนี้เขากำลังสวมชุดลำลองสีดำล้อไปกับความมืดยามค่ำคืน ว่าไปแล้วก็ดูแนบเนียนกับเงาตึกหลังโรงแรมดี สมกับจุดประสงค์ที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไรหรือไปไหน

              แต่หากคิดเช่นนั้นจริง เขาก็ไม่ควรอยู่ใกล้กับจุดที่คนรู้จักอาจมาเห็นได้

              นอกเสียจากว่าชินมีเหตุผลที่อยู่ตรงนี้

     

              แล้วไม่นานนักเหตุผลนั้นก็มาถึง

              คนที่เดินเข้ามาร่วมในเงาตึก คือเอลฟ์สาวผมเงินยาวสลวย ผู้งามต้องแสงจันทร์สลัดเดรสสีดำที่สวมราวกับไม่อาจปิดบังความงามของเธอได้

              ชินที่ยืนพิงผนังตึกข้างโรงแรม พอมองเห็นโอลิเวียก็กลับมายืนตรงทันที

              แล้วสิ่งที่โอลิเวียทำเป็นอย่างแรกเมื่อเห็นหน้าชิน ก็คือการอมยิ้ม

     

    “ยินดีด้วยที่แผนการประสบความสำเร็จนะคะ มาสเตอร์”

    “อืม”

              ชินตอบรับกลับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างเดียวกัน คงโกหกหากบอกว่าไม่ดีใจเลยที่ผลลัพธ์ออกมาตรงตามแผนที่วางไว้ขนาดนี้

     

              ...จากที่อัลเฟรดพ่ายแพ้แบบคาดไม่ถึงในศึกชิงดินแดน จนเกวนต้องมาน้ำตาตกในขอโทษขอโพยพวกชิน

              แต่ทุกคนกลับไม่ได้รู้เลย ว่าชินนั้นได้ ‘โยกย้าย’ ตราราชันย์ไปที่อื่นอยู่ก่อนแล้ว พวกชงหยวนเลยได้ข้อสรุปผิด ๆ ไปว่าชินไม่ใช่ราชา

              และการที่ชงหยวนหมดความเคลือบแคลงใจนั้นแหละคือสิ่งที่ชินต้องการให้เกิด มากกว่าที่อยากให้อัลเฟรดชนะเสียอีก

              เพราะงั้น... นี่จึงถือว่าเป็นชัยชนะของชินโดยสมบูรณ์

     

              และทั้งหมดมันจะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่มีโอลิเวียอยู่เคียงข้าง

              ชินเลยรู้สึกสบายใจจนอดมองโอลิเวียไม่ได้

     

    “ขอบใจเธอด้วยนะ โอลิเวีย”

    “ไม่เลยค่ะ ดิฉันดีใจที่ได้ช่วยเหลือนะคะ”

              โอลิเวียยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อคิดว่าตัวเองทำประโยชน์ได้ เธอเดินเข้ามาใกล้กับชินราวกับเป็นการยืนยันสถานะของตัวเอง

              ถึงตอนนั้นชินก็เริ่มเดิน เพราะเป็นอันรู้กันว่ามีธุระหลักรออยู่ต่อจากนี้ โอลิเวียจึงเดินเคียงชินไปตามหลังตึกแบบติด ๆ

     

              ถึงแบบนั้น... รสชาติของชัยชนะก็ยังหอมหวานเกินกว่าจะลืมไปเฉย ๆ 

              และคงเพราะโอลิเวียยังติดใจรสชาตินั้นอยู่ แถมระหว่างเดินก็ไม่มีอะไรทำด้วย เธอจึงได้นึกถึงหมากแรกที่ชินเริ่มเดินจนผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้

     

    “จะว่าไป ชินคิดมาแต่แรกเลยเหรอคะว่าอัลเฟรดจะแพ้น่ะ?”

    “ก็ไม่หรอก... ที่จริงอัลเฟรดก็พูดถูกอย่างนึง ว่าดูจากกำลังรบแล้วยังไงเขาก็ควรเป็นฝ่ายชนะ”

              ชินคิดย้อนไปถึงตอนแรกที่อัลเฟรดเสนอแผนว่าจะมาช่วยยึดครองดินแดนให้ ตอนนั้นเอาจริง ๆ ชินก็รู้สึกว่าอัลเฟรดควรชนะ

              แต่คำว่า ‘ควรชนะ’ มันไม่ได้แปลว่า ‘แพ้ไม่ได้’

     

    “แต่ก็อย่างที่บอก... แผนของอัลเฟรดไม่สมบูรณ์ เพราะถ้าแพ้เราก็จะเสียทุกอย่าง”

              ชินว่าอย่างนั้นโอลิเวียก็พยักหน้าตามงก ๆ เพราะเดิมทีเธอก็ไม่ได้เชื่ออัลเฟรดอยู่แล้ว

     

    “เพราะงั้นก็เลยคิดซ้อนแผนตั้งแต่ตอนนั้นสินะคะ”

    “ใช่แล้ว”

     

    การที่แผนไม่สำเร็จแล้วตาย นั่นถือเป็นแผนที่ไร้ประสิทธิภาพ

    เพราะงั้น... ฉันก็เลยซ้อนแผนอัลเฟรดอีกต่อเพื่อกลบช่องโหว่ที่เขามองว่าไม่จำเป็น

     

    ด้วยการยืมมือคุณแม่———ยืมมืออาจารย์เข้ามารับบท ‘ราชาคนที่แปด’ แทนเรา

    ที่ทำอย่างนั้นได้ ก็ต้องขอบคุณที่เธอมีไนท์แสนสะดวกสบายอย่าง ‘โอนย้าย’ ที่สามารถย้ายพลังบางอย่างจากคนนึงไปสู่อีกคนได้นี่แหละ

     

    ด้วยพลังนั้น.... การเคลื่อนย้ายตราราชันย์ของเราไปอยู่ที่อาจารย์ แล้วให้ทำทีเป็นเคลื่อนไหวเพื่อดูศึกชิงบัลลังก์จากในความมืด ก็จะช่วยดึงความคิดจากพวกชงหยวนไปจากเราเอง

     

    ถึงงั้นมันก็เป็นแผนสำรองที่ไม่ได้คิดว่าต้องใช้... แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ เสียได้

    เพราะแรงปรารถนาของมนุษย์นี่แหละที่ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ จนฝ่ายอัลเฟรดพ่ายแพ้ไปอย่างฉิวเฉียด หมอนั่นแพ้เพราะลืมคิดถึงเรื่องนี้

     

    แต่สุดท้าย... คนที่ได้ทุกอย่างก็เป็นเราอยู่ดี

              ชินคิดพอใจอยู่ในหัว แต่โอลิเวียมองหน้าชินคงรู้ว่าเขารู้สึกดีกับชัยชนะเหมือนกัน เธอถึงได้อมยิ้มตาม

     

    “โชคดีไปนะคะที่แผนของอัลเฟรดล้มเหลว ไม่งั้นท่านชงหยวนคงตามรังควาญไม่เลิกแน่”

    “ก็นั่นสินะ”

              ชินพยักหน้าให้โอลิเวียที่เปิดขึ้นมาอีกหนึ่งประเด็น แถมเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ชินต้องคิดแผนสำรองที่ดีกว่าแผนหลักเสียด้วย

     

    เราน่ะรู้จักชงหยวนดี... เพราะงั้นถึงได้รู้ ว่าถึงโดนขัดขวางไป เธอก็จะหาวิธีใหม่เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของตัวเองอยู่ดี

    เราถึงรู้ดีที่สุด ว่าต่อให้อัลเฟรดจะเอาชนะศึกคืนนี้ได้ ชงหยวนก็รังแต่จะสงสัยเท่ากับหรือมากกว่าเดิม แล้วเธออาจจะเข้าหาเราด้วยวิธีการที่สุดโต่งมากกว่าเดิมด้วย

     

    แบบนั้นน่ะ มีแต่จะเพิ่มปัญหาในระยะยาวเท่านั้น

     

    เพราะงั้นวิธีการที่ดีที่สุด เลยเป็นการให้เธอได้พิสูจน์สมใจ

    แล้วเราก็ชี้นำผลลัพธ์นั้นให้เข้าทางตัวเองก็พอ

     

    ตั้งแต่เรื่องที่รู้ว่าชงหยวนอยากเข้าใกล้เรา เพื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นตัวจริงในตอนที่ยึดดินแดนสำเร็จ

    เราก็เลยวางแผนกับโอลิเวียให้แกล้งแพ้ในการแข่งเลือกชุดเดรส เธอจะได้อยู่ในจุดที่สังเกตเราได้สมใจอยาก

     

    แล้วโชคชะตาก็เข้าข้างเรา ด้วยการที่พวกชงหยวนเอาชนะในศึกชิงดินแดนได้ จนนำไปสู่การทำลายข้อสงสัยว่าเรามีตราราชันย์และเป็นศัตรูกับเธอ

     

    หลุดพ้นข้อสงสัย ไม่โดนหมายหัวต่อ นอกจากนี้ก็ยังไม่เสียสถานภาพพันธมิตรทั้งกับอัลเฟรดแล้วก็ชงหยวนด้วย

    ไม่สิ... สำหรับอัลเฟรด เขาติดหนี้เราหนึ่งครั้งด้วยเพราะถือว่าทำงานนี้พลาด ยิ่งเป็นประโยชน์กับทางเราเข้าไปอีก

              ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว นั่นคงเป็นคำพังเพยที่เหมาะสมที่สุดแล้วกับสิ่งที่ชินได้รับจากการวางแผนซ้อนแผนของอัลเฟรดอีกต่อ

              เขาทำแบบนี้ได้เพราะมีข้อมูลเชิงลึกของฝั่งชงหยวน และรู้จักเธอดีกว่าอัลเฟรด แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่มันได้ผลดีขนาดนี้เพราะชินนำทุกอย่างมาใช้ให้เป็นประโยชน์

              ทั้งแยบยลและละเอียดลออ ช่างสมกับเป็นแผนที่คิดโดยบุรุษผู้ละเอียดอ่อน

     

    เหมือนเมื่อก่อนเลยนะคะเนี่ย

    ตัวคุณตอนที่เอาจริงน่ะ จะทั้งบู๊หรือบุ๋นก็ไม่มีใครเอาชนะได้เลย

              ภาพในอดีตวันวานถูกย้อนคืนมาในหัวโอลิเวีย เธอยังจำได้ดีถึงภาพของเจ้าชายผู้สมบูรณ์แบบราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย

              หากแต่ที่มาของพลังและปัญญาเหล่านี้ มันไม่ได้มาจากไหนเลยนอกจากความอุตสาหะและการฝึกปรือ เธอรู้เรื่องนั้นดีเพราะอยู่เคียงข้างเขามาตลอด

              หากจะให้ชี้ชัด... สิ่งที่เธอหลงใหลในตัวชินมันก็คือความอุตสาหะตรงนั้น มากกว่าความสมบูรณ์แบบที่เขาได้มาเสียอีก

              แล้วก็เพราะชอบ เธอถึงได้รู้สึกเอ็นดูและอดแกล้งไม่ได้

     

    “ชินเหมือนตัวร้ายที่ทำให้ทุกคนเต้นอยู่บนฝ่ามือเลยนะคะเนี่ย”

    “เอ๊ะ? ขนาดนั้นเลยเหรอ...”

              ชินเลิกคิ้ว หลุดเหวอไปเมื่อคิดว่าตนทำเรื่องเลวร้ายขนาดนั้น

              แต่พอเห็นว่าโอลิเวียยิ้มหยอกเขาก็รู้เลยว่าเธอกำลังล้อเล่น สีหน้าโอลิเวียตอนนี้ดูจะมันเขี้ยวเอาเรื่องเลยด้วยซ้ำ

              ...เห็นแบบนั้นชินก็ชักอยากเล่นด้วย

     

    “หรือฉันจะผันตัวเป็นจอมมารดีไหมนะ อาจจะรุ่งก็ได้”

    “ถ้าชินเป็นจอมมาร ดิฉันก็จะเป็นนางมารค่ะ”

    “...งั้นอย่าดีกว่า”

              โดนตอบกลับมาแบบไม่ลังเลทำเอาชินเสียศูนย์จนต้องหลบหน้า เขารู้เลยว่าแก้มตัวเองแดงก่ำ มากจนโอลิเวียที่เดินอยู่ข้าง ๆ พอใจยิ้มกรุ้มกริ่มกว่าที่เคย

              รอยยิ้มของเธอทำให้ในใจเขาสว่างไสว พลอยคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาว่าโอลิเวียยอมทำเพื่อเขาขนาดไหน

     

    จะว่าไป... นี่โอลิเวียยังโกรธอยู่ไหมนะ

     

    เราให้เธอทำตามแผนเพื่อให้ชงหยวนใกล้ชิดเราตามที่ชงหยวนเธอต้องการ

    แต่กับโอลิเวียที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากัน คงไม่มีทางโอเคอยู่แล้วล่ะสินะ

              คิดแบบนั้น ชินเลยเหลือบมองโอลิเวียด้วยสีหน้ากังวล

              แต่อนิจจาเธอดันมองทัน (เพราะมองชินอยู่ตลอด) เธอเลยเริ่มเอียงคอใส่เพราะจับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเขาได้

              ชินที่รู้สึกเหมือนถูกจับได้เลยไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพูดตรง ๆ

     

    “โอลิเวีย... ฉันขอบคุณเธอแล้ว แต่ยังไม่ได้ขอโทษเลย”

    “...เรื่องพวกนั้นมันจำเป็นนี่คะ”

              โอลิเวียหลับตาตอบ การที่เธอรู้ทันทีว่าชินหมายถึงเรื่องอะไรยิ่งทำให้ชินเหงื่อตก เพราะนั่นหมายความว่าโอลิเวียยังไม่พอใจอยู่จริง ๆ

     

              ทว่า... วิธีการแก้สถานการณ์มันไม่ได้ยากเลยสักนิด เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเธอต้องการอะไร

              รวมถึงเรื่องที่ว่า ตัวเขาเองต้องการอะไร

     

    ‘ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่าไม่อยากเสียใจทีหลัง’

              คำที่ชงหยวนพูดยังคงติดค้างอยู่ในใจของชิน กลายเป็นดั่งกระจกสะท้อนถึงสิ่งที่ตนเองต้องการ

     

    จะว่าไป บางที... ท่าทางที่รุกมากผิดปกติของชงหยวนคงมาจากความรู้สึกที่อยากซื่อตรงนี้ล่ะมั้งนะ

     

    ถึงอีกฝ่ายอาจจะเป็นศัตรู... ถึงความใกล้ชิดอาจจะทำให้ตัดใจยากทีหลัง

    แต่เพราะไม่อยากจะเสียช่วงเวลานี้ไป ก็เลยต้องดับเครื่องชนเพื่อรักษามันไว้ อย่างน้อยก็ในความทรงจำ

     

    ถ้างั้น... แล้วเราล่ะ

     

    “!?”

              เท้าชินที่หยุดลงกะทันหันทำให้โอลิเวียเดินเลยนำไปหนึ่งก้าว เธอเลยต้องหันกลับมามองชินด้วยความสงสัย และเป็นห่วง

              ...แต่ฝ่ายที่เปิดปากขึ้นมาก่อนกลับเป็นชิน

     

    “นี่ไม่ใช่การขอให้ยกโทษหรอกนะ แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันอยากทำเอง”

              ชินมองตาโอลิเวียจริงจังด้วยระยะห่างเพียงหนึ่งก้าว การเปลี่ยนผันอารมณ์ของเขาทำให้โอลิเวียถึงกับไหล่กระตุก

              แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างอีกครั้ง เมื่อชินยื่นมือมาทางเธอ

     

    “เจ้าหญิงโอลิเวีย... ได้โปรดเต้นรำกับผมด้วยเถอะ”

              ชินส่งแววตาสั่นระรัวเข้าใส่ กระแทกหัวใจของโอลิเวียจนอาจล้มทั้งยืน

              เธออยากจะหันหน้าหนีใจจะขาด กลัวว่าแก้มแดง ๆ และควันออกหูจะดูน่าเกลียดสำหรับเขา แม้ว่าชินจะจ้องเธอไม่วางตาเลยก็ตาม

     

    “จะดีเหรอคะ... เรามี... เรื่องสำคัญที่ต้องทำต่อนะคะ” โอลิเวียพยายามดึงชินกลับสู่ความเป็นจริง แม้ปากจะพะงาบเพราะอยู่ในฝันไปแล้ว

              แน่นอนว่าชินไม่ลืมเรื่องงาน ...แต่ที่เขาร้องขอ มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าลำดับความสำคัญในหัวชินเปลี่ยนไป

     

    “นั่นแหละยิ่งเป็นเหตุผลที่ฉันอยากทำ ...ฉันไม่อยาก เสียใจทีหลังน่ะ”

              ชินพูดไปก็พยายามรักษาจังหวะการหายใจ แต่ก็ดูเว้นช่วงผิดปกติเห็นได้ชัด เพราะพยายามสู้กับความประหม่าอันไม่คุ้นชิน

              เขาซื่อตรงขนาดนั้นเพราะอยากใช้เวลาอันมีค่ากับเธอ... รู้แบบนั้นโอลิเวียจะยอมน้อยหน้าได้อย่างไร

     

    “ยินดี... เป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ”

              โอลิเวียโผเข้าไปในอ้อมอกชินก่อนที่จะจับมือเขาไว้ จังหวะที่เสียศูนย์ทำทั้งคู่อมยิ้มหัวเราะร่า

              แต่อย่างไรก็ไม่ปล่อยให้เสียจุดประสงค์... โอลิเวียเลยจับมือชิน ในขณะที่ชินเองก็โอบเอวเธอเข้ามาอย่างใกล้ชิด

              ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มขยับเท้าตามจังหวะการเต้น

     

    “ถ้ารู้อย่างนี้ ดิฉันคงใส่ชุดที่สวยกว่านี้มาแล้วค่ะ” โอลิเวียหลบตาเอียงอาย รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชิน

              แต่แน่นอนว่าชินไม่คิดอย่างนั้น

     

    “เธอใส่ชุดไหนก็สวยอยู่แล้ว”

    “...ปากหวานจังเลยนะคะ”

              โดนดาเมจเข้าในระยะประชิดทำเอาโอลิเวียใจเต้นไม่เป็นสั่น

              ยิ่งเห็นว่าแววตาของชินที่จ้องมองเธอเป็นประกายอยู่ตลอด มันก็ยิ่งเสริมกับคำที่เขาพูด

              แต่ในทางกลับกัน... ชินเองก็มีจุดที่รู้สึกไม่ดีอยู่

     

    “ฉันเองก็ขอโทษด้วยนะ... ที่ไม่ใช่ที่ที่มีไฟสวย ๆ หรือมีผ้าประดับงาม ๆ”

              ท้องฟ้ามืดมิด ไร้ไฟประดับหรือผ้าม่านลวดลายวิจิตรเหมือนในโรงแรม มีแต่กลิ่นน้ำแอร์และไฟสลัว ๆ จากยอดตึกที่ส่องลงมาถึงมุมมืดอย่างนี้

              นึกดูแล้ว ชินเองก็รู้สึกเสียเชิงบุรุษที่มอบได้แต่สภาพแวดล้อมแย่ ๆ ให้กับโอลิเวีย เพราะเธอควรจะได้มากกว่านี้

     

    “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” แต่แน่นอนว่าโอลิเวียไม่คิดอย่างนั้น

    “จะเป็นที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ... ขอแค่อีกฝ่ายเป็นชินล่ะก็”

              โอลิเวียส่งแรงกระแทกเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ทำเอาชินใจเต้นรัวเหมือนกับจะหลุดออกมาจากอก

              ยิ่งแววตาเธอเป็นประกาย สะท้อนเพียงภาพของชินในดวงตาราวกับมีแค่เขาในหัว มันก็ยิ่งเสริมกับคำที่เธอพูด

              ความรู้สึกจากใจของเธอช่างซื่อตรงบริสุทธิ์ รอยยิ้มแย้มสดใสนี้ก็ชวนลุ่มหลง ทำเอารู้สึกเหมือนประตูของใจถูกบังคับให้เปิดออก

     

    “ฉันเองก็ด้วย... ขอแค่เป็นโอลิเวีย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนฉันก็พอใจแล้ว”

    “ชิน...”

              โอลิเวียแทบไม่เชื่อหู คำพูดราวกับปอกลอกตัวเองนั้นผิดคาดเธอไปไกล

     

              แต่น่าแปลกที่สติเธอไม่ได้เตลิดด้วยความเขินอายอย่างทุกที โอลิเวียจมดิ่งกับความหอมหวนนี้ไปกับชินโดยไม่ยี่หระกับความเป็นจริงที่พวกเขาอยู่

              ซอกตึกอันคับแคบนี้ไม่เพียงพอที่จะกักขังความรู้สึกของทั้งสอง ชินและโอลิเวียต่างหมุนวนไปรอบอย่างสนุกสนานและอิ่มเอิบ

              แม้ไร้ซึ่งเสียงดนตรีบรรเลง แต่เท้าของทั้งคู่ก็ขยับเข้าจังหวะตรงกันดังการเต้นของหัวใจ

              สัมผัสความอบอุ่นที่ได้จากกันก็ชัดเจนปานเนื้อแนบ ราวกับความมืดมิดในตรอกเป็นของเทียม

              ตรงข้ามสิ้นเชิงกับเวทีอันงดงามตระการตาที่ถูกช่วงชิงไปด้วยเล่ห์กลและแผนการ ไม่ว่าจะเป็นผ้าแต่งโถงชั้นเลิศ เสียงดนตรีอันเลอหู ไฟประดับงามงด และผู้ชมอันดูสูงศักดิ์ ...เทียบกันแล้วที่แห่งนี้ช่างมืดมิด สกปรกและเงียบงัน

     

              แต่ทั้งอย่างนั้น ชินและโอลิเวียกลับยิ้มแย้มกับช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มองตาหวานให้กันยิ่งกว่าคู่ใดในงานนั้น ราวกับบุคคลตรงหน้านี่แลคือแสงสีเสียงประดับลานเต้นรำที่ดีที่สุดที่จะมีได้

              ปานต้องการประกาศกร้าว... ว่าแม้นโลกนี้จะช่วงชิงโอกาสไปจากทั้งคู่มากแค่ไหน นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะพรากพวกเขาออกจากกัน


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน