ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 5 บทที่ 149 พลิกล็อกอีกครั้ง คว้าอันดับหนึ่งมาครอง

            “หึๆ เทียบติดหรือไม่ติด เดี๋ยวเธอก็รู้เอง”

            เมื่อเห็นท่าทีของลั่วเซวียนเซวียนลู่เซิ่งก็ไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ เท่านั้น

            ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนถึงเหตุการณ์สำคัญในระหว่างการสอบรอบนี้

            ทันใดนั้นกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงสายหนึ่งก็ลอยโชยมาอย่างกะทันหัน

            “เอ๊ะ? กลิ่นอะไรน่ะ ทำไมถึงเหม็นขนาดนี้?”

            เมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่านี้ทุกคนต่างพากันขมวดคิ้วมุ่น และมองหาต้นตอของกลิ่นตามสัญชาตญาณทันที

            ใช่แล้ว...มองตามกลิ่นไป...

            วินาทีต่อมาพวกเขาก็ได้เห็นภาพที่ชวนให้จดจำไปชั่วชีวิต

            ภาพที่ปรากฏคือหวังเทียนอี หนึ่งในสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด เจ้าของอาชีพ‘จอมเวทมิติ’ กำลังยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนสภาพของเขาดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ใบหน้าขาวซีดเผือดที่สำคัญคือบนกางเกงยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีเหลืองเหนียวเหนอะหนะที่ไม่สามารถระบุได้

            และกลิ่นเหม็นรุนแรงนั้นก็แผ่ออกมาจากตัวเขานั่นเอง

            “ดูเร็ว นั่นมัน ‘จอมเวทมิติ’ หวังเทียนอีนี่”

            “เวร... คราบสีเหลืองบนกางเกงเขานั่น... คงไม่ใช่ขี้หรอกนะ?”

            “อุ๊บ เหม็นชะมัด ขี้จริงๆ ด้วย”

            “เวรเอ๊ย นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? หวังเทียนอีผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งในสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดถึงกับขี้ราดกางเกงเลยเหรอ?”

            ฮือออ...

            ฝูงชนต่างพากันแสดงสีหน้าตื่นตระหนกและขยะแขยงพลางวิ่งหนีแตกกระเจิงราวกับเจอโรคระบาด

            รอบตัวของหวังเทียนอีพลันกลายเป็นพื้นที่ว่างในพริบตาในรัศมีสิบเมตรแทบไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปใกล้

            “ลู่เซิ่ง ไอ้คนเฮงซวย ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่”

            เมื่อเห็นภาพนี้หวังเทียนอีก็โกรธจนตัวสั่นเทิ้มเขาจ้องมองไปยังลู่เซิ่งที่อยู่ไม่ไกลด้วยสายตาอาฆาตแค้นพลางแผดเสียงคำรามออกมา

            “หึๆ ฉันเองก็ไม่คิดจะปล่อยแกไปเหมือนกันแหละ”

            แต่น่าเสียดายที่ลู่เซิ่งไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้ามเขากลับอยากให้อีกฝ่ายรีบมาหาเรื่องตนเองเร็วๆ เสียด้วยซ้ำ

            เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะได้มีเหตุผลอันสมควรในการกำจัดไอ้หน้าหมานี่ทิ้งไปอย่างเปิดเผย

            ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งเกิดการปะทะกับหวังเทียนอีเหล่าผู้เข้าสอบโดยรอบต่างก็พากันมองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

            “เอ๊ะ? นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย?”

            “หวังเทียนอี ‘จอมเวทมิติ’ คนนั้นกำลังแผ่จิตสังหารใส่ ‘พาลาดิน’ ลู่เซิ่งงั้นเหรอ?”

            “แถมลู่เซิ่งคนนั้นดูจะไม่เกรงกลัวเลยสักนิด”

            “เขาก็แค่พาลาดินคนหนึ่งเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด?”

            “นี่มันหาที่ตายชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?”

            ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตกตะลึงจนเหนือคำบรรยาย

            แต่นี่มันเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

            เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นถัดมานั้นอย่าว่าแต่จะเหนือความคาดหมายเลย...

            มันถึงขั้นพลิกความเชื่อและโลกทัศน์ของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง

            “นี่อะไร? เป็นไปไม่ได้”

            หลี่ชิวซานซึ่งเป็นประธานผู้ตัดสินมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อราวกับได้รับแจ้งข่าวที่สะเทือนขวัญอย่างรุนแรงผู้เปลี่ยนอาชีพครั้งที่เจ็ดอย่างเขาถึงกับเสียอาการจนเกือบจะสะดุดล้มลงตรงนั้น

            ...

            ในขณะเดียวกันณ ความสูงหลายหมื่นจั้งบนท้องฟ้า

            “นายพูดว่าอะไรนะ?”

            หลินรั่วเยวียนเบิกตากว้างจ้องเขม็งไปที่อู่เหมิงเอินที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมกับถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ“ลู่เซิ่งนั่น... ได้คะแนนไปถึง 8,400 คะแนนงั้นเหรอ?สูงกว่าอันดับสองอย่างอวิ๋นเทียนหลันตั้ง 3,400 คะแนนเลยเนี่ยนะ???”

            “ท่านคณบดีใจเย็นก่อนครับ ผมเองก็ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง”

            อู่เหมิงเอินเองก็มีสีหน้าไม่อยากเชื่อเช่นเดียวกันเขากล่าวเสริมว่า “แต่ดินแดนลับรกร้างแห่งนี้เหล่าผู้อาวุโสแห่งวิหารเทพสงครามเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยตนเองข้อมูลหลังบ้านย่อมไม่มีทางผิดพลาด และแม้แต่พวกเราเองก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้”

            “แต่นี่... มันไม่มีเหตุผลเลย”

            หลินรั่วเยวียนตะโกนลั่นด้วยความไม่เข้าใจ“ในดินแดนลับรกร้าง มีมอนสเตอร์ระดับบอสแค่ 4 ตัวเท่านั้นและทั้งหมดก็ถูกสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดกำจัดไปแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้ลู่เซิ่งจะไปเอาคะแนนมากมายขนาดนั้นมาจากไหน?”

            “ดูเหมือนว่าเขาจะใช้วิธีฆ่ามอนสเตอร์ระดับต่ำจำนวนมหาศาลเพื่อทำคะแนนแซงขึ้นมาครับ”อู่เหมิงเอินกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ

            “มอนสเตอร์ระดับต่ำ?”

            หลินรั่วเยวียนตาเป็นประกายเย็นเยียบทว่ายังไม่ทันจะได้ประมวลผลว่าเกิดอะไรขึ้น อู่เหมิงเอินก็กล่าวต่อทันที“ไอ้เด็กนี่ไม่ธรรมดาเขาคงรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมอนสเตอร์ระดับบอส ดังนั้นตั้งแต่เริ่มการสอบเขาจึงไม่คิดจะไปแย่งชิงบอสตัวไหนเลย แต่กลับเลือกไปยังเขตมอนสเตอร์อื่นๆที่มีความยากต่ำกว่าแทน”

            เมื่อพูดถึงจุดนี้เขาก็เสริมอีกว่า “และในดินแดนลับรกร้างแห่งนี้นอกจากมอนสเตอร์ระดับบอสแล้ว มอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ไม่มีการจำกัดจำนวนเพียงแค่ตายไปตัวหนึ่ง ตัวใหม่ก็จะเกิดใหม่ตามทันที”

            หลังจากคำพูดนั้นสิ้นสุดลงอู่เหมิงเอินก็วิเคราะห์สาเหตุทั้งหมดออกมา

            “ใต้เงื่อนไขนี้ หากความเร็วในการฆ่ามอนสเตอร์ของเขาเร็วพอเขาก็มีโอกาสทำคะแนนพลิกแซงขึ้นมาได้จริงๆ ครับ”

            “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”

            เมื่อได้ยินดังนั้นหลินรั่วเยวียนถึงได้เข้าใจในที่สุด

            แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่อยากยอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้จึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “แต่คะแนนตั้ง 8,400 คะแนน เขาต้องฆ่ามอนสเตอร์ระดับต่ำไปตั้งเท่าไหร่กัน? อีกอย่าง การสอบรอบที่สองมีเวลาให้แค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นในเวลาที่สั้นขนาดนี้ เขาฆ่ามอนสเตอร์มากมายขนาดนั้นได้ยังไง?”

            “ดูเหมือนว่าพวกเราจะประเมินความสามารถของมอนสเตอร์กลายพันธุ์ที่เขาขี่อยู่ตัวนั้นต่ำไปจริงๆครับ” อู่เหมิงเอินกล่าวพลางยิ้มอย่างขมขื่น

            “มอนสเตอร์กลายพันธุ์?”

            หลินรั่วเยวียนตกใจจนใจหายวาบพลางถามย้ำ“นายหมายความว่า คะแนนที่ลู่เซิ่งได้มามากมายขนาดนี้เป็นเพราะสัตว์พาหนะตัวนั้นงั้นเหรอ?”

            “ถูกต้องครับ”

            อู่เหมิงเอินพยักหน้าพลางอธิบาย“ท่านคณบดีก็ทราบดีว่าอาชีพพาลาดินไม่สันทัดเรื่องการโจมตีนักทั้งยังไม่มีสกิลโจมตีหมู่ที่ดูดีเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นลำพังแค่ตัวลู่เซิ่งเองย่อมไม่มีทางสังหารมอนสเตอร์ได้มากมายขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ แน่นอน”

            พูดมาถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนประเด็นทันที

            “เว้นเสียแต่ว่า... สัตว์พาหนะไม่ทราบที่มาตัวนั้นจะมีสกิลโจมตีหมู่ทรงพลังที่พวกเรายังไม่รู้จัก”

            “บ้าเอ๊ย มันชักจะเกินไปแล้วนะ”

            ในที่สุดหลินรั่วเยวียนก็ไม่อาจเก็บงำความโกรธในใจได้อีกต่อไปเขาตะโกนคำพูดด่าทอ “ไอ้พาลาดินขยะนี่นอกจากจะพึ่งพาพลังของสัตว์พาหนะแล้ว มันยังมีปัญญาทำอะไรได้อีก?”

            “นั่นสิครับ ไอ้เด็กนี่มันหน้าด้านจริงๆ ถ้าไม่มีสัตว์พาหนะช่วยถ้าต้องเผชิญหน้ากับสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด เขาก็คงเป็นได้แค่เศษขยะ”

            อู่เหมิงเอินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรงพลางถอนหายใจ“แต่ตอนนี้ จากคะแนนที่สูงถึง 8,400 คะแนนที่เห็นในรอบที่สองนี้ย่อมไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้และพวกเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปแก้ไขผลคะแนนทำได้เพียงต้องยอมรับฐานะอันดับหนึ่งของเขาเท่านั้น”

            “เหอะ ต่อให้มันจะได้ที่หนึ่งฉันก็ไม่มีวันมอบรางวัลให้ไอ้ขยะแบบนี้เด็ดขาด”

            หลินรั่วเยวียนแทบจะตะคอกออกมา“เหล่าอู่ นายส่งข่าวไปที่สถาบันเดี๋ยวนี้สั่งให้คนไปค้นคลังสมบัติแล้วรีบหาอุปกรณ์ระดับทองคำมืดไร้ค่าคัดทิ้งมาให้ฉันสักสองชิ้น”

            “ท่านคณบดีหมายความว่า... พวกเราจะใช้อุบายเดิมเหมือนรอบที่แล้วเหรอครับ?”อู่เหมิงเอินตาเป็นประกายเมื่อได้ยินดังนั้น

            “ถูกต้อง” หลินรั่วเยวียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น

            “แต่ถ้าพวกเรายังทำแบบเดิมอีก ผมเกรงว่าจะทำให้ผู้เข้าสอบคนอื่นๆเสียความรู้สึกเอานะครับ” อู่เหมิงเอินกล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อย

            “กลัวอะไรกัน”

            หลินรั่วเยวียนโบกมืออย่างไม่แยแสพลางกล่าวอย่างมั่นใจว่า“ยังไงสถาบันจิงหลงของพวกเราก็เน้นรับเฉพาะระดับหัวกะทิอยู่แล้วไอ้พวกผู้ใช้อาชีพชั้นต่ำพวกนี้มันก็แค่เศษขยะสถาบันจิงหลงของพวกเราไม่ชายตามองหรอกขอแค่ดูแลสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดให้ดีก็พอแล้ว”

            เมื่อพูดจบเขาก็ไม่สนใจท่าทีของอู่เหมิงเอินอีก พลางโบกมือเร่งเร้า“ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ มีปัญหาอะไรฉันจะออกหน้ารับผิดชอบเอง”

            “ได้ครับ”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นอู่เหมิงเอินจึงจำใจพยักหน้าตกลงในที่สุด

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน