ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

ตอนที่ 210 ครึ่งความสำเร็จ

        “นั่นตรงนั้นผู้อาวุโสสำนักศักดิ์สิทธิ์รออยู่ที่นั่น”เฟิงเหลยใช้พลังจิตตรวจสอบ เขาชี้ไปยังทุ่งกว้างที่มีผู้คนนับร้อยยืนอยู่

         

        “ไปกันเถอะ”หนิงเฟยหลงโฉบผ่านราวอินทรี ความเร็วของเขายากตามจับเสียจริงเฟิงเหลยพยายามเท่าไหร่ก็ไม่คุ้นชิน ไม่เพียงแค่เขาดูเหมือนหญิงสาวชุดแดงด้านข้างเขาก็เช่นกัน

         

        ขณะที่พุ่งไปจุดรวมพลหนิงเฟยหลงก็สำรวจผู้คนไปด้วย ดวงตากะพริบประกายแสงวาบ เขาสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของผู้ผ่านการทดสอบเหล่านี้“พลังยุทธ์ของพวกเขาเพิ่มขึ้น”

         

        การรอคอยติดต่อไปอีกสามวันทุกคนที่นี่พากันรอคอยอย่างใจจดใจจ่อการทดสอบที่ผ่านมายากพอสมควรถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนผ่านการทดสอบหลายร้อยคนอยู่ที่นี่

         

        การรอคอยสิ้นสุดผู้ผ่านทดสอบก็มีมากถึงแปดร้อยคนแล้วแต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าน้อยอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนดั้งเดิมที่จริงแล้วคนส่วนใหญ่ที่ผ่านล้วนมาจากฟากตะวันออกทั้งนั้นเนื่องจากฝั่งตะวันสูญเสียค่ายไปถึงสี่ค่าย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนผ่านผ่านมาได้ร้อยคนก็มากเกินพอแล้ว และคนที่ไม่น่าผ่านที่สุดก็ดันผ่านมาเสียด้วย

         

        “ลู่เหวินไอ้เจ้านั่นไม่ใช่ว่ามันหนีตั้งแต่ที่ค่ายแตกหรอกเรอะ?” เฟิงเหลยเอ่ยอย่างไม่พอใจ

         

        “ไม่คิดว่าจอมทัพตะวันตกจะลำเอียงเช่นนี้”โต่วเยี่ยนฉวี่เอ่ยเสริม นางเหม็นขี้หน้าชายผู้นี้จริง ๆ

         

        ขณะที่พวกเขากำลังชำเลืองมองลู่เหวินอยู่นั้นก็มีเสียงหัวเราะหนึ่งดังขึ้นเมื่อพวกเขามองไปก็เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามารูปร่างท่าท่างอย่างบัณฑิตใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มในมือถือพัดอักษรโบกพัดไปมาอย่างสบายอารมณ์ “ไม่ใช่ท่านจอมทัพหรอกสหาย คนผู้นี้ผ่านเพราะสิทธิพิเศษ”

         

        “สิทธิพิเศษ?”หนิงเฟยหลงพึมพำเบา ๆ เขาเริ่มสนใจในตัวหนุ่มบัณฑิตนี้

         

        หนุ่มบัณฑิตเมื่อเห็นว่าทั้งสามคนมีความสงสัยจึงกระตุกยิ้มที่มุมปาก“อืม มันคือสิทธิพิเศษที่สมาพันธ์การค้าร้องขอต่อเจ็ดสำนักใหญ่สิทธิ์นี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเข้าสำนักได้โดยตรงส่วนหนึ่งคือเข้าร่วมการทดสอบ ผ่านทุกการทดสอบจนเหลือสองรอบสุดท้าย”

         

        “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ข้ามีนามว่าเหวินเหลียง สหายไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร?”หนิงเฟยหลงยิ้มประสานมือเข้าหาเพื่อผูกมิตร เขาไม่รังเกียจที่จะสร้างมิตรภาพ

         

        ชายบัณฑิตประสานมือกลับอย่างสุภาพแววตาแวววาวเล็กน้อย “ข้ามีนามว่า หวังหลิ่งจากอาณาจักรฉี”

         

        โต่วเยี่ยนฉซี่และเฟิงเหลยก็มีท่าทีเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินนั่นไปกระตุกต่อมอยากรู้อยากเห็นของหนิงเฟยหลงขึ้นมาทันที

         

        “เขายิ่งใหญ่นักรึ?”เขาถึงกับลอบกระซิบถามเฟิงเหลย

         

        เฟิงเหลยยิ้มขื่นสหายเขาช่างไม่รู้อะไรเลย สมแล้วที่มาจากเผ่าทวีปหยิน“แน่นอนตระกูลหวังมีชื่อเสียงมากแม้แต่เชื้อพระวงศ์อาณาจักรฉียังไม่กล้ามีเรื่องด้วยเลยทั้งที่อาณาจักรฉีเป็นหนึ่งในสองอาณาจักรที่ทรงอำนาจที่สุดในตงโจวด้วยซ้ำแต่ที่ข้ากังวลไม่ใช่เพราะตระกูลของเขาแต่เป็นเพราะตัวของหวังหลิ่งนั้นเป็นถึงยอดอัจฉริยะร้อยปีของตระกูลหวังได้ข่าวว่าเมื่อปีก่อนก็เข้าสู่ขุมพลังเข้าสู่พิภพได้แล้ว”

         

        หนิงเฟยหลงหรี่ตาลงดูเหมือนว่าคนผู้นี้จะไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าเขามาด้วยประสงค์ดีหรือไม่?

         

        หวังหลิ่งไม่ได้สนใจท่าทีพวกหนิงเฟยหลงนักเขาพูดต่อว่า “สหายการทดสอบต่อไปนับว่ายังอยู่ในบททดสอบเดิม เรียกได้ว่าที่ผ่านมาคือการก้าวผ่านครึ่งหนึ่งของความสำเร็จทว่าต่อจากนี้สิที่จะเป็นของจริง หวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีกครั้ง”

         

        หนิงเฟยหลงหางตากระตุกเขาไม่คิดว่าการทดสอบของยอดสำนักจะใช้เวลานานเพียงนี้ ทั้งบททดสอบก็ยังมากมายสำนักยุทธ์หลวงเทียบไม่ติดแม้แต่ฝุ่นผงเลยทีเดียวจากคำพูดของหวังหลิ่งดูเหมือนว่าการทดสอบจากนี้จะเป็นของจริง

         

        “ขอบคุณสหายหวังที่ช่วยชี้แนะแน่นอนเราจะได้พบกันอีกแน่” หนิงเฟยหลงเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวังจงหันมาจ้องห้าเขาสายตาทั้งสองปะทะกันรอบหนึ่ง พลังหยวนไร้สภาพก็เข้าปะทะกัน

         

        ปัง!

         

        ระลอกคลื่นทั้งสองเข้าชนกันก็แตกสลายหวังหลิ่งก็มีร่องรอยความประหลาดใจบนใบหน้า

         

        การปะทะเกิดเพียงครู่เดียวผู้คนจึงไม่ได้สนใจนักอย่างไรที่นี่ก็มีอัจฉริยะมากมายจะทะเลาะต่อสู้ก็เป็นเรื่องธรรมดา

         

        “เยี่ยม! แล้วข้าจะรอ...” หวังหลิ่งตบพื้นทีหนึ่งร่างก็พลิ้วลอยไปกับสายลม

         

        ดวงตาหนิงเฟยหลงกะพริบวาบ“ปราณสายลมนี้ไม่ด้อยไปกว่าข้าเลย” เขาพึมพำขึ้นจากนั้นก็หันหน้าไปมองทิศทางอื่นไม่สนใจหวังหลิ่งและลู่เหวินอีกดูเหมือนว่าหวังหลิ่งเพียงตรงมาทักทายเขาเท่านั้น

         

        ทว่าเขาไม่ทันสังเกตเลยว่าใบหน้าสหายทั้งข้างกายดูตื่นตระหนกเพียงใดกับการปะทะเมื่อครู่

         

        “เหวินเหลียงเจ้าไม่เป็นไร?”โต่วเยี่ยนฉวี่รีบเอ่ยถามทันทีที่หวังหลิ่งจากไป

         

        “อืมข้าไม่เป็นไรเมื่อครู่เพียงทักทายกันเท่านั้น” หนิงเฟยหลงตอบด้วยรอยยิ้มใบหน้าเขาดูอ่อนโยนเล็กน้อย

         

        พวกเขารออีกครึ่งชั่วยามลำแสงหลากสีก็วาดผ่านท้องฟ้ามาอย่างสวยงามตรงมาที่นี่ทุกพื้นที่ที่ผ่านเต็มไปด้วยระลอกคลื่นไร้สภาพกดดันที่น่าหวาดกลัวพวกเขาคือผู้อาวุโสของเจ็ดสำนัก หนึ่งสมาพันธ์ที่ทรงพลัง

         

        คราวนี้ไม่มีการต้อนรับอะไรมากอย่างที่แท่นสูงทุกคนรู้ว่าควรจะทำอย่างไรแปดร้อยอัจฉริยะทำการคารวะทันทีที่พวกเขามาถึง...

         

        “น้อมต้อนรับทูตสำนักศักดิ์สิทธิ์ทูตสมาพันธ์”

         

        ผู้อาวุโสจากมังกรฟ้ายกมือขึ้นฟ้าคลื่นหยวนขนาดใหญ่ก็กวาดผ่านอัจฉริยะทุกคนตราสัญลักษณ์ที่อยู่ในมือของพวกเขาก็สั่น“พวกเจ้าทุกคนผ่านกันทั้งหมดแปดร้อยห้าสิบสองคนทว่านั่นเป็นการผ่านแค่ครึ่งการทดสอบเท่านั้น ต่อจากนี้พวกเจ้าทุกคนต้องมุ่งตรงไปยังใจกลางดินแดนเหนือพวกข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ที่หุบเขาประกายหิมะ”

         

        กล่าวจบผู้อาวุโสมังกรฟ้าก็มีทีท่าจะจากไปแต่ก่อนที่จะไปเส้นสายตาเขาตรงมาหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งรอยยิ้มที่มุมปากก็หุบลง “ยังอยู่อีกรึ?” รอยยิ้มก็พลันกระตุกกลับ ร่างสีครามก็ทะยานสู่ฟ้าผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็ตามไป

         

        หนิงเฟยหลงรับรู้ถึงเส้นสายตานั้นได้แต่ก็ยังคงทำเมิน นอกจากสายตานั้นแล้วเขายังพบว่ามีอีกสองคนที่จ้องมองมาทางนี้เช่นกัน “ดูท่าข้าคงไปสะดุดตาใครเข้าแล้ว”เขาโคลงศีรษะช้า ๆ หลายปีที่ผ่าน แม้ว่าเขาไม่อยากมีปัญหา แต่มันก็ชอบตามหาเขาเสมอ

         

        ตราสัญลักษณ์ในมือยังสั่นอยู่เขามองลงไปก็พบภารกิจที่ได้รับมอบหมาย“สังหารสัตว์อสูรระดับห้าสองตัว ระดับสี่ห้าตัว” เขาขมวดคิ้วภารกิจนี้มันจะยากเกินการทดสอบไปหน่อยไหม? ดูเหมือนว่ามีคนอยากกลั่นแกล้งเขาจริง ๆ

         

        ทุกคนล้วนได้ภารกิจแต่คนส่วนใหญ่ก็ได้ภารกิจเดียวกันนั่นคือล่าสัตว์อสูรระดับห้าหนึ่งตัวเท่านั้น สหายทั้งสองของเขาก็ได้รับภารกิจล่าสัตว์อสูรระดับห้าเหมือนกัน

         

        ทว่าสัตว์อสูรระดับห้าไหนเลยจะมีมากมายเป็นเส้นขนแน่นอนว่าเมื่อภารกิจเริ่มขึ้นการต่อสู้ท่ามกลางหมู่อัจฉริยะย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งภารกิจที่หนิงเฟยหลงได้รับชัดเลยว่าคนมอบกลัวเขาจะไม่ตายจึงส่งไปรุมสะกำถึงสามรอบ

         

        แต่ถ้าเขาตายง่ายก็คงไม่ใช่หนิงเฟยหลง

         

        ไม่นานผู้คนก็เริ่มจับกลุ่มกันอีกครั้งคราวนี้พวกเขาต้องล่าสัตว์อสูรระดับห้า ไม่ใช่ว่าคนผู้เดียวจะกำราบมันได้แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ในที่นี้ยังมีคนจำพวกสัตว์ประหลาดอยู่แต่พวกเขาต้องถูกเพ่งเล็งอย่างแน่นอน

         

        และในทางเดียวกันละแวกเดียวกับที่หนิงเฟยหลงอยู่ก็เริ่มมีคนชักชวนฝูงชนแล้ว

         

        “สหายทั้งหลายข้าซ่างกวนไห่แห่งอาณาจักรหลู่ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกลุ่มกันพวกเราจะต้องพิชิตสัตว์อสูรระดับห้าได้แน่ข้าขอรับประกันทุกคนจะได้แกนสัตว์อสูรระดับห้าครบตามภารกิจ”

         

        ชายผู้นี้มีความกล้ามากเขากล้ากล่าวต่อคนมากมายว่าคนที่ร่วมกลุ่มกับเขาจะได้แกนสัตว์อสูรครบกันทุกคนทว่าสำหรับหนิงเฟยหลงนี่เป็นเพียงคำคนขี้โม้เท่านั้น แปดร้อยคนต้องการแกนอสูรสัตว์อสูรระดับห้าจะมีมากพอหรือไง ทั้งยังต้องห้ำหั่นกับคนอื่น ๆดูท่าว่าที่รวมกลุ่มกันเพื่อความปลอดภัยตนเองเสียมากกว่า

         

        “ไปกันเถอะ”หนิงเฟยหลงไม่สนใจคำพูดของซ่างกวนไห่แม้แต่น้อย เขามองว่ากลุ่มคนมากยิ่งสร้างปัญหาสามคนที่มีก็เพียงพอแล้ว

         

        “ดีแล้วรึที่เจ้าจะไปทั้งอย่างนี้?นั่นอาจนำปัญหามาสู่เจ้าได้” โต่วเยี่ยนฉวี่รีบเอ่ยเตือนซ่างกวนไห่ไม่ใช่คนดีแน่นอนคงไม่ใจดีขนาดปล่อยให้พวกเขาทั้งสามหลุดรอดไปได้อย่างง่าย ๆ

         

        “ข้าไม่ชอบปัญหาแต่ก็ใช่ว่ากลัวปัญหา ไปเถอะ..” หนิงเฟยหลงเข้าใจดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้แต่ต่อให้เขาเข้าร่วมปัญหาก็ยังมาอยู่ดี ทั้งดูท่าจะซับซ้อนกว่าเดิม

         

        ทว่าก่อนที่เขาจะได้ก้าวออกไปก็มีเสียงหนึ่งมาหยุดเขาไว้

         

        “สหายเจ้าไม่สนใจร่วมกลุ่มกับข้ารึ?”ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ซ่างกวนไห่ก็มาอยู่ด้านข้างเขาแล้ว

         

        หนิงเฟยหลงกลอกตามองบนเขากะรีบไปแล้วเชียว แต่ซ่างกงซ่างกวนอะไรนี่ดันสายตาดีซะงั้น “พวกข้าฝีมืออ่อนด้อยไม่อยากรบกวนท่านให้ลำบากขอตัวก่อน” เขาประสานมือคารวะแล้วก็หันหลังกลับ

         

        ซ่างกวนไห่หัวเราะเสียงดังดวงตาคู่นั้นก็คมกริบขึ้น “สหายเจ้าบอกว่าฝีมือพวกเจ้าอ่อนเกินไปเช่นนั้นก็ดีข้าจะปกป้องพวกเจ้าเองมากับข้าเถอะ” คลื่นหยวนที่แข็งแกร่งก็พุ่งเข้าไปหยุดทั้งสาม

         

        หนิงเฟยหลงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยทว่าดวงตากลับมีประกาย เขากระทืบเท้าคราหนึ่งระลอกคลื่นหยวนที่เข้ามาโอบล้อมก็ถูกหยุดเอาไว้สีหน้าซ่างกวนไห่ก็พลันเคร่งขรึมคนผู้นี้จัดการไม่ง่ายแล้วเดิมทีเขาคงคิดจะเชือดไก่ให้ลิงดูทว่าชายผู้นี้มันกลับปลอมเป็นไก่ทั้งที่ตนเป็นพญานก

         

        “พี่ซ่างกวนพวกข้าขอตัวก่อน”

         

        ซ่างกวนไห่หนังตากระตุกถี่เจ้าสารเลวนี่กล้าไม่เชื่อฟังเขา!

         

        “ช้าก่อน! เจ้าแน่ใจนะว่าจะไป จะไม่ไว้หน้าข้าหน่อยหรือ?” น้ำเสียงดิ่งลงซ่างกวนไห่ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มทว่ารอยยิ้มนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นเยียบ ไม่บอกก็รู้ว่าเขาเริ่มโกรธหลายคนไม่โง่เขารอดูฉากสนุก ๆ อยู่

         

        หนิงเฟยหลงไม่ได้หันกลับไปเขาตบเท้าคราหนึ่งร่างก็ทะยานออกไปไกลโดยไม่สนใจซ่างกวนไห่อีก นั่นทำให้ซ่างกวนไห่สีหน้าเปลี่ยนเป็นริ้วแดงขึ้นด้วยความโกรธ“ในเมื่อแกกล้าหักหน้าข้า ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!”

         

        เขาไม่คิดจะเผชิญหน้าหนิงเฟยหลงในเวลานี้แต่เขาจดจำชายหนุ่มผู้นี้ไว้แล้วอีกไม่นานคงได้พบกันอีกนั่นจะเป็นเวลาที่เขาจะจัดการคนที่มันกล้าหักหน้าเขาตอนนี้ยังคงต้องระวังกลุ่มอื่น ๆ อยู่ยังเหลืออีกหลายกลุ่มที่ยังอยู่ที่นี่รอดูเรื่องสนุกแต่มันกลับไม่เกิดขึ้นเสียอย่างนั้น

         

        ห่างออกไปทางเหนือห้าลี้หนิงเฟยหลงและพรรคพวกเร่งเดินทางออกมาพวกเขาต้องออกห่างจากกลุ่มต่าง ๆ ให้ไวที่สุด เพื่อความปลอดภัยและยังต้องเร่งหาสัตว์อสูรระดับห้าอีกด้วย

         

        “เหวินเหลียงเราจะมุ่งไปที่ใดก่อน?”สายตาของโต่วเยี่ยนฉวี่จับจ้องมาที่ชายหนุ่มเวลานี้นางไม่มีความสงสัยในความสามารถของชายหนุ่มแล้ว ทั้งยังเกิดความเลื่อมใสและความขัดแย้งในใจด้วย

         

        การพบปะครั้งแรกและเหตุการณ์ต่อมาทำให้นางเกิดความซับซ้อนในใจ

         

        “ข้าไม่แน่ใจแต่คงต้องขึ้นเหนืออย่างไรเสียที่หมายสุดท้ายก็คือใจกลางดินแดนเหนืออยู่ดี”เขาตอบหญิงสาวแล้วก็หันไปกล่าวกับเฟิงเหลย “ช่วยข้าทีพลังจิตเจ้าน่าจะจับคลื่นพลังสัตว์อสูรได้”

         

        “แน่นอนแต่เจ้าไม่สมควรลืมว่า เราทั้งสามมีความแค้นกับพวกคนเถื่อนอย่างใหญ่หลวงและการที่เราต้องขึ้นเหนือนั้นนอกจากต้องจัดการกับสัตว์อสูรแล้วยังต้องพบเจอภัยจากกลุ่มอื่น ๆ และคนเถื่อนอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าไม่สมควรลืมพวกคนเถื่อน”เฟิงเหลยย้ำเตือนในเรื่องนี้เขาค่อนข้างกังวลใจ

         

        สีหน้าทั้งสามเคร่งขรึมทันทีเมื่อนึกถึงสถานการณ์ในตอนนี้ของพวกเขา

         

        ...


คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน