“ มันตายแล้วจริงๆใช่ไหม“
เสียงของเซนที่ยังไม่ค่อยจะเชื่อสายตาตัวเองนัก เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างของปีศาจอย่างสงสัย แม้จะเห็นว่ามันแน่นิ่งไร้ซึ่งสัญญาณชีพ หัวของมันแหลกเหลวจนเป็นจุล แต่เซนก็อยากจะแน่ใจว่าปีศาจตัวนี้มันตายแล้วจริงๆ เขาอยากจะยืนยันให้แน่ใจว่าประตูนรกมันได้ปิดลงแล้ว
“ หนังหนาเป็นบ้า“
เขาใช้ดาบยาวฟาดฟันไปที่ร่างอันไร้วิญญาณของปีศาจ แต่หนังแข็งๆของปีศาจกลับให้ความรู้สึกราวกับเขาเอามีดทำครัวไปฟันลงบนก้อนหิน ดาบที่ไร้พลังเวทกลับสร้างได้แค่รอยข่วนเล็กๆบนร่างของปีศาจเท่านั้น เซนเริ่มปลดปล่อยพลังเวทออกมาจนตัวดาบเริ่มส่องประกายสีฟ้าครามจางๆ
ฉับบบ !!
เสียงของดาบที่ฟันเข้าไปในเนื้อของปีศาจ แต่มันก็สร้างได้เพียงบาดแผลที่ไม่ลึกมากเท่านั้น นี่ขนาดว่าเขาอัดพลังเวทเข้าไปในดาบยังแทบจะฟันผ่านหนังหนาๆของมันไม่เข้าเลย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือที่เขาทำขนาดนี้ปีศาจยังไม่แม้แต่จะขยับตัว ในที่สุดข้อสงสัยของเซนก็ได้คลายลง
“ ปีศาจตายแล้ว มันตายแล้วจริงๆ ฮ่าๆๆ “
เสียงตะโกนด้วยความดีใจของเซนดังก้องไปทั่วสนามรบ แอเรียสได้แต่กระพริบตามองดูการกระทำของเซนอย่างงุนงง ‘ก็ตายแล้วนะสิ นี่เจ้าพึ่งจะรู้สึกตัวรึยังไงว่ามันตายแล้ว นี่อัศวินเมืองเบอเนียร์มีแต่คนพิลึกรึยังไงกัน มีทั้งพวกบ้าพลัง พวกที่คลั่งไคล้ความรู้ หรือแม้แต่พวกความรู้สึกช้า’ แอเรียสได้เพียงแต่ส่ายหัวอยู่ในใจโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา
เหล่าทหารบนกำแพงเมืองมองดูภาพเหตุการณ์ด้านล่างกำแพงเมืองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา การต่อสู้เมื่อครู่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการลงมือของปีศาจหรือเหล่านักเวททั้งเก้า พวกเขาคิดว่านี่จะเป็นศึกยืดเยื้อที่ต้องต่อสู้กันนานนับวันแต่เหตุการณ์ทั้งหมดกลับเกิดขึ้นเพียงไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น
เสียงตะโกนของเซนที่ตะโกนก้องอยู่ทั่วสนามรบนั่นทำให้พวกทหารรับรู้ว่านี่คือเรื่องจริง ปีศาจตัวนั้นมันตายไปแล้ว ปีศาจที่เป็นดั่งฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนพวกเขาทุกคืนวันในที่สุดก็ตายลง แต่นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยเหรอ และที่สำคัญคนที่ลงมือสังหารปีศาจดูเหมือนจะเป็นแอเรียสที่เป็นเพียงผู้เยาว์คนหนึ่ง
“ พวกเราชนะแล้ว !! เมืองเบอเนียร์จงเจริญ !!
“ เบอเนียร์จงเจริญ !! “
“ เบอเนียร์จงเจริญ !! “
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มตะโกนโห่ร้องออกมาเป็นคนแรก แต่เมื่อมีคนแรกเริ่มต้นการตะโกน คนที่สองที่สามและอีกนับร้อยก็เริ่มตะโกนตาม เสียงตะโกนของเหล่าทหารดังก้อนออกไปทั่วเขตของเมืองเบอเนียร์ เสียงตะโกนเหล่านั้นดังไม่แพ้เสียงแตรสงครามในวันแรกเลย
คันธนูในมือต่างถูกวางลงไปที่พื้น บางคนก็ดีใจจนลืมตัวโยนคันธนูทิ้งไปเสียอย่างนั้น หลายคนกระโดดมากอดคอสหายร่วมรบที่อยู่ข้างๆก่อนจะพากันตะโกนคำสรรเสริญเมืองเบอเนียร์ออกมาจนเสียงดังก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึก สายตาของพวกเขามองไปยังนักเวททั้งเก้าต่อสู้กับปีศาจราวกับวีรบุรุษ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มผู้นั้นที่เป็นผู้สังหารปีศาจในตอนสุดท้าย ชื่อของเขาจะกลายเป็นที่จดจำของทหารเมืองเบอเนียร์ไปอีกนานแสนนาน และเรื่องราวของแอเรียสผู้สังหารปีศาจจะกลายเป็นตำนานเรื่องเล่าที่ผู้คนเล่าขานอย่างไม่มีเบื่อหน่าย
ใช่ว่าคนอื่นจะไม่มีส่วนสำคัญในการสังหารปีศาจ แต่แอเรียสที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบหกนั้นทำให้เขาดูโดดเด่นเหนือผู้อื่น เขาที่เป็นเพียงระดับผู้ใช้มนตรากลับได้รับหน้าที่ในการลงมือสังหารปีศาจตัวนั้นได้ ปีศาจที่ฆ่าฟันนักเวทนับร้อยราวกับเหยียบย่ำวัชพืช แต่แล้ววันนี้มันกลับต้องมาจบชีวิตภายใต้น้ำมือของนักเวทรุ่นเยาว์คนหนึ่ง นี่มันช่างดูน่าเหลือเชื่อจนเกินไปจริงๆ
เสียงของทหารที่ตะโกนโห่ร้องออกมาด้วยความยินดีมันทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มค่อยๆแง้มประตูบ้านออกมาดูท่าทีของสถานการณ์ เมื่อฟังจากเสียงตะโกนด้วยความดีใจเหล่านั้นพวกเขาก็เริ่มมั่นใจว่าปีศาจได้ถูกกำจัดไปแล้วผู้คนเริ่มทยอยออกมาจากบ้านของตัวเองเมื่อเห็นว่าปลอดภัย ถนนที่เคยรกร้างกลับเต็มไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดราวกับฝูงมด และโดยส่วนมากดูเหมือนจะมีเป้าหมายเดียวกันคือบริเวณกำแพงเมือง เมื่อภัยร้ายได้เคลื่อนผ่านไปแล้วความอยากรู้อยากเห็นก็เริ่มทำงานในทันที
เพียงไม่นานก็เริ่มมีชาวบ้านที่ตะโกนโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจบ้าง เสียงตะโกนเริ่มดังต่อไปเป็นทอดๆ จนสุดท้ายเสียงตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดีก็ได้ยินจากทั่วทุกหนแห่งในเมืองเบอเนียร์
ที่ลานกว้างชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มออกมาร้องรำทำเพลงด้วยความดีใจ เสียงเพลงเหล่านั้นช่วยผ่อนคลายจิตใจของผู้คนที่จมอยู่กับความเครียดมาเนิ่นนาน ตั้งแต่วันที่สงครามเกิดขึ้น วันนี้คงเป็นวันที่พวกเขามีความสุขมากที่สุดก็ว่าได้ ภาพบรรยากาศในตอนนี้ราวกลับงานฉลองชัยเล็กๆได้ถูกจัดขึ้นที่ลานกว้างแห่งนี้
แต่เพียงไม่นานความสนใจก็ถูกดึงไปที่ประตูเมืองที่กำลังถูกเปิดออกอย่างช้าๆ พวกทหารเริ่มเดินมากันชาวบ้านออกจากทางถนนเพื่อไม่ให้มาเกะกะขวาง เมื่อประตูถูกเปิดออกก็มีนักเวทเก้าคนที่เดินเข้ามาทางประตูด้วยท่าทีอันองอาจ แม้ร่างกายของบางคนจะเต็มไปด้วยบาดแผลแต่มันก็เป็นบาดแผลที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าของพวกเขาเชิดขึ้นเล็กน้อยราวกับจะประกาศถึงผลงานของตน
แอเรียสเองก็รวมอยู่ในหมู่ของเหล่านักเวททั้งเก้าคนด้วย เขาเดินอยู่เคียงข้างกับดยุคโคเว่นที่เดินชื่นชมเขามาตลอดทาง แม้จะถูกยกย่องว่าเป็นผู้ที่สังหารปีศาจแต่แอเรียสก็บอกปัดไปว่า ไม่ใช่เขาหรอกที่สังหารปีศาจแต่เป็นฝีมือของทุกคนที่ร่วมมือกันมากกว่า ถ้าไม่ได้คนอื่นๆช่วยดึงความสนใจรวมถึงช่วยหยุดการเคลื่อนไหวของปีศาจเอาไว้เขาก็คงไม่สามารถเข้าถึงตัวมันและสังหารมันได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ คำพูดของแอเรียสทำให้คนอื่นๆรู้สึกว่าเขาช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ช่างถ่อมตัวคนหนึ่ง หากเป็นนักเวทบางคนคงเชิดหน้าคุยโวว่าตัวเองเป็นผู้ที่สังหารปีศาจโดยลืมนึกถึงคนอื่นไปแล้ว
“ พี่ชายคนนั้นเป็นใครกันท่านแม่ ทำไมเขาจึงเด็กกว่าคนอื่นล่ะ “
เสียงของเด็กน้อยที่สูงเลยเอวของผู้ใหญ่มาเพียงเล็กน้อยกระตุกชายเสื้อของมารดาตัวเองพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ พี่ชายคนนั้นเขาชื่อว่าแอเรียสน่ะ เขาเป็นนักเวทที่แข็งแกร่งมากเลยล่ะรู้ไหม แม่ได้ยินมาว่าเขาเป็นคนฆ่าปีศาจด้วยนะ “
เสียงของหญิงสาวที่หันมาพูดคุยกับลูกชายด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดูในความอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อย
“ พี่แอเรียสเก่งจัง หากข้าปลุกพลังเวทได้ข้าจะแข็งแกร่งแบบนั้นไหมท่านแม่ “
“ แน่นอนอยู่แล้วล่ะ แต่เจ้าต้องรอไปอีกห้าปีเลยนะ “
หญิงสาวหันไปขยี้ผมลูกชายที่กำลังทำตาใสซื่อด้วยความเอ็นดู
แอเรียสกลายเป็นจุดเด่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มของนักเวทที่ต่างมีอายุเลยเลขสี่ไปแล้วทั้งนั้น และอีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะบทบาทอันโดดเด่นในการสังหารปีศาจเบเฮโมทครั้งนี้
ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสมชายชาตรี ใบหน้าที่คมคายรับกับดวงตาอันคมกริบของเขา ผนวกท่าทางของแอเรียสที่ดูสง่างามสมกับตำแหน่งทายาทของตระกูลสการ์เชีย และไหนจะความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมา มันทำให้มีสาวเล็กสาวใหญ่จำนวนมากที่หลงเสน่ห์ของแอเรียสเข้าให้แล้ว ไม่เพียงแต่เหล่าสตรีเท่านั้นที่แอบมองแอเรียสอยู่ห่างๆด้วยใบหน้าอันแดงซ่าน แม้แต่เหล่าผู้นำตระกูลหลายตระกูลก็มีความคิดที่จะทาบทามแอเรียสให้กับบุตรสาวของตัวเองเช่นกัน
ทันใดนั้นเสียงสั่นสะเทือนของพื้นดินก็เรียกความสนใจของผู้คน เมื่อหันไปดูก็เห็นทหารเกือบร้อยคนกำลังช่วยกันลากร่างของปีศาจขนาดยักษ์เข้ามาในเมือง เสียงของมันราวกับท่อนซุงขนาดใหญ่ที่ถูกลากถูไปกับพื้นดินอย่างไม่มีผิด ด้วยน้ำหนักตัวของปีศาจตัวนั้นมันทำให้พื้นดินเป็นรอยลึกลงไปเล็กน้อยยามที่ร่างมันถูไปกับพื้น
“ อู้วหูววว เคยมองดูมันไกลๆก็คิดว่าตัวมันใหญ่โตแล้ว แต่พอได้มองใกล้ๆมันกลับใหญ่กว่าที่ข้าคิดเสียอีก สาบานได้เลยว่าตั้งแต่ข้าเกิดมาก็เคยเห็นเจ้าตัวนี้แหละที่ขนาดใหญ่ที่สุด “
“ ถ้าปีศาจพวกนี้มันโผล่มาสักฝูงหนึ่ง ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าเมืองเบอเนียร์จะเป็นเช่นไร “
“ นั่นปากเจ้าหรอนั่น !! “
เสียงวิจารณ์ดังขึ้นอย่างอื้ออึงยามที่เห็นศพของเบเฮโมท ผู้คนต่างพูดคุยกันไปต่างๆนาๆยามเมื่อพบเจอร่างของมัน บางคนก็มองดูมันด้วยความตื่นเต้น แต่หลายคนก็มองดูมันด้วยความหวาดกลัว มีเด็กบางคนถึงกับร้องไห้ออกมายามที่พบเจอศพของปีศาจตัวนี้
ในที่สุดร่างของปีศาจก็ถูกลากมาวางไว้ที่ลานกว้างกลางเมือง ดยุคโคเว่นต้องการจะใช้มันเป็นเครื่องประกาศศักดิ์ดาให้ผู้คนได้เห็นถึงความเกรียงไกรของนักเวทเมืองเบอเนียร์ และนี่จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าในที่สุดฝันร้ายของเมืองเบอเนียร์ก็ได้ถูกทำลายลงแล้ว ต่อไปนี้ชาวเมืองคงได้หายใจอย่างปลอดโปร่งเสียที
“ เสียดายที่แก่นเวทของมันถูกพลังของจิตอสูรกัมปนาททำลายไปจนหมด“
ดยุคโคเว่นพูดออกมาอย่างเสียดาย เขาอยากจะเห็นสักครั้งว่าแก่นเวทของปีศาจรูปร่างหน้าตาของมันเป็นเช่นไร แต่โชคร้ายที่มันถูกพลังของจิตอสูรกัมปนาททำลายจนแหลกละเอียดไปพร้อมกับหัวของเบเฮโมท
“ ช่างมันเถอะท่านดยุค ถึงท่านได้มันมาท่านก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรอยู่ดี เหมือนกับร่างของปีศาจตัวนี้ที่สุดท้ายท่านก็คงต้องเผามันทิ้ง“
แอเรียสกล่าวคำปลอบใจออกมา
“ มันก็จริงของเจ้า“
ดยุคโคเว่นพูดออกมาอย่างตัดใจ ก็จริงอย่างที่แอเรียสพูด ถึงได้มันมาเขาก็ไม่รู้จะใช้ประโยชน์อะไรจากมัน เหมือนกับร่างของปีศาจตัวนี้ที่เขายังไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี ปกติก็เคยแต่นำร่างของสัตว์อสูรไปทำชุดเกราะหรืออาวุธ แต่ร่างของปีศาจนี่เขาไม่แน่ใจว่าควรนำไปใช้ประโยชน์ดีหรือไม่ เห็นทีเขาคงต้องถามความเห็นของแอเรียสอีกสักครั้ง เผื่อเขาจะมีความคิดอะไรดีๆบ้าง
‘ใช่แล้วท่านได้มันไปก็ไม่รู้จะใช้อะไร สู้ดีเก็บมันไว้กับข้าดีกว่า ‘ แอเรียสยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์อยู่ในใจ ไม่มีใครรู้เลยว่าตอนที่ปีศาจถูกจิตอสูรกัมปนาทสังหาร ภายใต้กลุ่มหมอกควันและฝุ่นดินเหล่านั้น ด้วยเวลาไม่กี่วินาทีเจ้าปีศาจน้อยนามว่าแอเรียสได้เก็บเกี่ยวเอาผลประโยชน์ของเขาเรียบร้อยแล้ว จะให้เขาสูญเสียแก่นอสูรระดับขุนพลไปอย่างเปล่าประโยชน์อย่างนั้นน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ