กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 132 ฉากสุดท้ายของสงคราม

         “ มันตายแล้วจริงๆใช่ไหม“

     

        เสียงของเซนที่ยังไม่ค่อยจะเชื่อสายตาตัวเองนัก  เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างของปีศาจอย่างสงสัย  แม้จะเห็นว่ามันแน่นิ่งไร้ซึ่งสัญญาณชีพ  หัวของมันแหลกเหลวจนเป็นจุล แต่เซนก็อยากจะแน่ใจว่าปีศาจตัวนี้มันตายแล้วจริงๆ  เขาอยากจะยืนยันให้แน่ใจว่าประตูนรกมันได้ปิดลงแล้ว

     

         “ หนังหนาเป็นบ้า“

     

        เขาใช้ดาบยาวฟาดฟันไปที่ร่างอันไร้วิญญาณของปีศาจ แต่หนังแข็งๆของปีศาจกลับให้ความรู้สึกราวกับเขาเอามีดทำครัวไปฟันลงบนก้อนหิน ดาบที่ไร้พลังเวทกลับสร้างได้แค่รอยข่วนเล็กๆบนร่างของปีศาจเท่านั้น  เซนเริ่มปลดปล่อยพลังเวทออกมาจนตัวดาบเริ่มส่องประกายสีฟ้าครามจางๆ

     

        ฉับบบ !!

     

        เสียงของดาบที่ฟันเข้าไปในเนื้อของปีศาจ  แต่มันก็สร้างได้เพียงบาดแผลที่ไม่ลึกมากเท่านั้น  นี่ขนาดว่าเขาอัดพลังเวทเข้าไปในดาบยังแทบจะฟันผ่านหนังหนาๆของมันไม่เข้าเลย  แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  ประเด็นสำคัญคือที่เขาทำขนาดนี้ปีศาจยังไม่แม้แต่จะขยับตัว  ในที่สุดข้อสงสัยของเซนก็ได้คลายลง

     

         “ ปีศาจตายแล้ว  มันตายแล้วจริงๆ ฮ่าๆๆ “

     

        เสียงตะโกนด้วยความดีใจของเซนดังก้องไปทั่วสนามรบ แอเรียสได้แต่กระพริบตามองดูการกระทำของเซนอย่างงุนงง  ‘ก็ตายแล้วนะสิ  นี่เจ้าพึ่งจะรู้สึกตัวรึยังไงว่ามันตายแล้ว นี่อัศวินเมืองเบอเนียร์มีแต่คนพิลึกรึยังไงกัน  มีทั้งพวกบ้าพลัง  พวกที่คลั่งไคล้ความรู้  หรือแม้แต่พวกความรู้สึกช้า’ แอเรียสได้เพียงแต่ส่ายหัวอยู่ในใจโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา

            

        เหล่าทหารบนกำแพงเมืองมองดูภาพเหตุการณ์ด้านล่างกำแพงเมืองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา  การต่อสู้เมื่อครู่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็นการลงมือของปีศาจหรือเหล่านักเวททั้งเก้า  พวกเขาคิดว่านี่จะเป็นศึกยืดเยื้อที่ต้องต่อสู้กันนานนับวันแต่เหตุการณ์ทั้งหมดกลับเกิดขึ้นเพียงไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น 

     

        เสียงตะโกนของเซนที่ตะโกนก้องอยู่ทั่วสนามรบนั่นทำให้พวกทหารรับรู้ว่านี่คือเรื่องจริง  ปีศาจตัวนั้นมันตายไปแล้ว  ปีศาจที่เป็นดั่งฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนพวกเขาทุกคืนวันในที่สุดก็ตายลง  แต่นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยเหรอ  และที่สำคัญคนที่ลงมือสังหารปีศาจดูเหมือนจะเป็นแอเรียสที่เป็นเพียงผู้เยาว์คนหนึ่ง 

     

         “ พวกเราชนะแล้ว !! เมืองเบอเนียร์จงเจริญ !!

     

         “ เบอเนียร์จงเจริญ !! “

     

         “ เบอเนียร์จงเจริญ !! “

     

         ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มตะโกนโห่ร้องออกมาเป็นคนแรก  แต่เมื่อมีคนแรกเริ่มต้นการตะโกน คนที่สองที่สามและอีกนับร้อยก็เริ่มตะโกนตาม เสียงตะโกนของเหล่าทหารดังก้อนออกไปทั่วเขตของเมืองเบอเนียร์  เสียงตะโกนเหล่านั้นดังไม่แพ้เสียงแตรสงครามในวันแรกเลย 

     

         คันธนูในมือต่างถูกวางลงไปที่พื้น  บางคนก็ดีใจจนลืมตัวโยนคันธนูทิ้งไปเสียอย่างนั้น หลายคนกระโดดมากอดคอสหายร่วมรบที่อยู่ข้างๆก่อนจะพากันตะโกนคำสรรเสริญเมืองเบอเนียร์ออกมาจนเสียงดังก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึก  สายตาของพวกเขามองไปยังนักเวททั้งเก้าต่อสู้กับปีศาจราวกับวีรบุรุษ   โดยเฉพาะเด็กหนุ่มผู้นั้นที่เป็นผู้สังหารปีศาจในตอนสุดท้าย ชื่อของเขาจะกลายเป็นที่จดจำของทหารเมืองเบอเนียร์ไปอีกนานแสนนาน และเรื่องราวของแอเรียสผู้สังหารปีศาจจะกลายเป็นตำนานเรื่องเล่าที่ผู้คนเล่าขานอย่างไม่มีเบื่อหน่าย 

     

        ใช่ว่าคนอื่นจะไม่มีส่วนสำคัญในการสังหารปีศาจ  แต่แอเรียสที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบหกนั้นทำให้เขาดูโดดเด่นเหนือผู้อื่น เขาที่เป็นเพียงระดับผู้ใช้มนตรากลับได้รับหน้าที่ในการลงมือสังหารปีศาจตัวนั้นได้ ปีศาจที่ฆ่าฟันนักเวทนับร้อยราวกับเหยียบย่ำวัชพืช  แต่แล้ววันนี้มันกลับต้องมาจบชีวิตภายใต้น้ำมือของนักเวทรุ่นเยาว์คนหนึ่ง  นี่มันช่างดูน่าเหลือเชื่อจนเกินไปจริงๆ 

     

        เสียงของทหารที่ตะโกนโห่ร้องออกมาด้วยความยินดีมันทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มค่อยๆแง้มประตูบ้านออกมาดูท่าทีของสถานการณ์  เมื่อฟังจากเสียงตะโกนด้วยความดีใจเหล่านั้นพวกเขาก็เริ่มมั่นใจว่าปีศาจได้ถูกกำจัดไปแล้วผู้คนเริ่มทยอยออกมาจากบ้านของตัวเองเมื่อเห็นว่าปลอดภัย ถนนที่เคยรกร้างกลับเต็มไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดราวกับฝูงมด และโดยส่วนมากดูเหมือนจะมีเป้าหมายเดียวกันคือบริเวณกำแพงเมือง  เมื่อภัยร้ายได้เคลื่อนผ่านไปแล้วความอยากรู้อยากเห็นก็เริ่มทำงานในทันที

     

        เพียงไม่นานก็เริ่มมีชาวบ้านที่ตะโกนโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจบ้าง  เสียงตะโกนเริ่มดังต่อไปเป็นทอดๆ  จนสุดท้ายเสียงตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดีก็ได้ยินจากทั่วทุกหนแห่งในเมืองเบอเนียร์ 

     

         ที่ลานกว้างชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มออกมาร้องรำทำเพลงด้วยความดีใจ เสียงเพลงเหล่านั้นช่วยผ่อนคลายจิตใจของผู้คนที่จมอยู่กับความเครียดมาเนิ่นนาน  ตั้งแต่วันที่สงครามเกิดขึ้น  วันนี้คงเป็นวันที่พวกเขามีความสุขมากที่สุดก็ว่าได้  ภาพบรรยากาศในตอนนี้ราวกลับงานฉลองชัยเล็กๆได้ถูกจัดขึ้นที่ลานกว้างแห่งนี้

     

         แต่เพียงไม่นานความสนใจก็ถูกดึงไปที่ประตูเมืองที่กำลังถูกเปิดออกอย่างช้าๆ  พวกทหารเริ่มเดินมากันชาวบ้านออกจากทางถนนเพื่อไม่ให้มาเกะกะขวาง  เมื่อประตูถูกเปิดออกก็มีนักเวทเก้าคนที่เดินเข้ามาทางประตูด้วยท่าทีอันองอาจ  แม้ร่างกายของบางคนจะเต็มไปด้วยบาดแผลแต่มันก็เป็นบาดแผลที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ  ใบหน้าของพวกเขาเชิดขึ้นเล็กน้อยราวกับจะประกาศถึงผลงานของตน

     

        แอเรียสเองก็รวมอยู่ในหมู่ของเหล่านักเวททั้งเก้าคนด้วย เขาเดินอยู่เคียงข้างกับดยุคโคเว่นที่เดินชื่นชมเขามาตลอดทาง แม้จะถูกยกย่องว่าเป็นผู้ที่สังหารปีศาจแต่แอเรียสก็บอกปัดไปว่า ไม่ใช่เขาหรอกที่สังหารปีศาจแต่เป็นฝีมือของทุกคนที่ร่วมมือกันมากกว่า  ถ้าไม่ได้คนอื่นๆช่วยดึงความสนใจรวมถึงช่วยหยุดการเคลื่อนไหวของปีศาจเอาไว้เขาก็คงไม่สามารถเข้าถึงตัวมันและสังหารมันได้อย่างง่ายดายเช่นนี้  คำพูดของแอเรียสทำให้คนอื่นๆรู้สึกว่าเขาช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ช่างถ่อมตัวคนหนึ่ง หากเป็นนักเวทบางคนคงเชิดหน้าคุยโวว่าตัวเองเป็นผู้ที่สังหารปีศาจโดยลืมนึกถึงคนอื่นไปแล้ว       

     

         “ พี่ชายคนนั้นเป็นใครกันท่านแม่  ทำไมเขาจึงเด็กกว่าคนอื่นล่ะ “

     

         เสียงของเด็กน้อยที่สูงเลยเอวของผู้ใหญ่มาเพียงเล็กน้อยกระตุกชายเสื้อของมารดาตัวเองพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

     

         “ พี่ชายคนนั้นเขาชื่อว่าแอเรียสน่ะ  เขาเป็นนักเวทที่แข็งแกร่งมากเลยล่ะรู้ไหม  แม่ได้ยินมาว่าเขาเป็นคนฆ่าปีศาจด้วยนะ “

     

         เสียงของหญิงสาวที่หันมาพูดคุยกับลูกชายด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดูในความอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อย

     

         “ พี่แอเรียสเก่งจัง หากข้าปลุกพลังเวทได้ข้าจะแข็งแกร่งแบบนั้นไหมท่านแม่ “

     

         “ แน่นอนอยู่แล้วล่ะ  แต่เจ้าต้องรอไปอีกห้าปีเลยนะ “

     

         หญิงสาวหันไปขยี้ผมลูกชายที่กำลังทำตาใสซื่อด้วยความเอ็นดู 

     

         แอเรียสกลายเป็นจุดเด่นโดยไม่ได้ตั้งใจ  ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่มของนักเวทที่ต่างมีอายุเลยเลขสี่ไปแล้วทั้งนั้น  และอีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะบทบาทอันโดดเด่นในการสังหารปีศาจเบเฮโมทครั้งนี้

     

         ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสมชายชาตรี  ใบหน้าที่คมคายรับกับดวงตาอันคมกริบของเขา ผนวกท่าทางของแอเรียสที่ดูสง่างามสมกับตำแหน่งทายาทของตระกูลสการ์เชีย  และไหนจะความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมา มันทำให้มีสาวเล็กสาวใหญ่จำนวนมากที่หลงเสน่ห์ของแอเรียสเข้าให้แล้ว  ไม่เพียงแต่เหล่าสตรีเท่านั้นที่แอบมองแอเรียสอยู่ห่างๆด้วยใบหน้าอันแดงซ่าน แม้แต่เหล่าผู้นำตระกูลหลายตระกูลก็มีความคิดที่จะทาบทามแอเรียสให้กับบุตรสาวของตัวเองเช่นกัน      

     

         ทันใดนั้นเสียงสั่นสะเทือนของพื้นดินก็เรียกความสนใจของผู้คน เมื่อหันไปดูก็เห็นทหารเกือบร้อยคนกำลังช่วยกันลากร่างของปีศาจขนาดยักษ์เข้ามาในเมือง เสียงของมันราวกับท่อนซุงขนาดใหญ่ที่ถูกลากถูไปกับพื้นดินอย่างไม่มีผิด  ด้วยน้ำหนักตัวของปีศาจตัวนั้นมันทำให้พื้นดินเป็นรอยลึกลงไปเล็กน้อยยามที่ร่างมันถูไปกับพื้น   

     

         “ อู้วหูววว เคยมองดูมันไกลๆก็คิดว่าตัวมันใหญ่โตแล้ว แต่พอได้มองใกล้ๆมันกลับใหญ่กว่าที่ข้าคิดเสียอีก สาบานได้เลยว่าตั้งแต่ข้าเกิดมาก็เคยเห็นเจ้าตัวนี้แหละที่ขนาดใหญ่ที่สุด “

      

         “ ถ้าปีศาจพวกนี้มันโผล่มาสักฝูงหนึ่ง ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าเมืองเบอเนียร์จะเป็นเช่นไร “

     

          “ นั่นปากเจ้าหรอนั่น  !! “

     

          เสียงวิจารณ์ดังขึ้นอย่างอื้ออึงยามที่เห็นศพของเบเฮโมท ผู้คนต่างพูดคุยกันไปต่างๆนาๆยามเมื่อพบเจอร่างของมัน  บางคนก็มองดูมันด้วยความตื่นเต้น  แต่หลายคนก็มองดูมันด้วยความหวาดกลัว  มีเด็กบางคนถึงกับร้องไห้ออกมายามที่พบเจอศพของปีศาจตัวนี้

     

        ในที่สุดร่างของปีศาจก็ถูกลากมาวางไว้ที่ลานกว้างกลางเมือง ดยุคโคเว่นต้องการจะใช้มันเป็นเครื่องประกาศศักดิ์ดาให้ผู้คนได้เห็นถึงความเกรียงไกรของนักเวทเมืองเบอเนียร์ และนี่จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าในที่สุดฝันร้ายของเมืองเบอเนียร์ก็ได้ถูกทำลายลงแล้ว ต่อไปนี้ชาวเมืองคงได้หายใจอย่างปลอดโปร่งเสียที

     

         “ เสียดายที่แก่นเวทของมันถูกพลังของจิตอสูรกัมปนาททำลายไปจนหมด“

     

         ดยุคโคเว่นพูดออกมาอย่างเสียดาย  เขาอยากจะเห็นสักครั้งว่าแก่นเวทของปีศาจรูปร่างหน้าตาของมันเป็นเช่นไร แต่โชคร้ายที่มันถูกพลังของจิตอสูรกัมปนาททำลายจนแหลกละเอียดไปพร้อมกับหัวของเบเฮโมท

     

         “ ช่างมันเถอะท่านดยุค ถึงท่านได้มันมาท่านก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรอยู่ดี  เหมือนกับร่างของปีศาจตัวนี้ที่สุดท้ายท่านก็คงต้องเผามันทิ้ง“

     

         แอเรียสกล่าวคำปลอบใจออกมา

     

         “ มันก็จริงของเจ้า“

     

         ดยุคโคเว่นพูดออกมาอย่างตัดใจ  ก็จริงอย่างที่แอเรียสพูด ถึงได้มันมาเขาก็ไม่รู้จะใช้ประโยชน์อะไรจากมัน  เหมือนกับร่างของปีศาจตัวนี้ที่เขายังไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี ปกติก็เคยแต่นำร่างของสัตว์อสูรไปทำชุดเกราะหรืออาวุธ แต่ร่างของปีศาจนี่เขาไม่แน่ใจว่าควรนำไปใช้ประโยชน์ดีหรือไม่  เห็นทีเขาคงต้องถามความเห็นของแอเรียสอีกสักครั้ง  เผื่อเขาจะมีความคิดอะไรดีๆบ้าง

     

         ‘ใช่แล้วท่านได้มันไปก็ไม่รู้จะใช้อะไร สู้ดีเก็บมันไว้กับข้าดีกว่า ‘  แอเรียสยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์อยู่ในใจ ไม่มีใครรู้เลยว่าตอนที่ปีศาจถูกจิตอสูรกัมปนาทสังหาร  ภายใต้กลุ่มหมอกควันและฝุ่นดินเหล่านั้น  ด้วยเวลาไม่กี่วินาทีเจ้าปีศาจน้อยนามว่าแอเรียสได้เก็บเกี่ยวเอาผลประโยชน์ของเขาเรียบร้อยแล้ว  จะให้เขาสูญเสียแก่นอสูรระดับขุนพลไปอย่างเปล่าประโยชน์อย่างนั้นน่ะเหรอ  ฝันไปเถอะ