มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 40 ปะทะกับฝูงอสุรกาย

    ตอนที่40 ปะทะกับฝูงอสุรกาย

     

    หลังจากที่การปะทะได้เริ่มขึ้นกลุ่มของพ่อเดชก็ได้ฆ่าอสุรกายไปจำนวนมากซึ่งเหล่าอสุรกายไม่อาจต้านทานหรือกดดันชายทั้งหมดนี้ได้เลยถึงแม้จะมีจำนวนที่มากกว่า......

     

    ซึ่งตั้งแต่เริ่มปะทะกันมาพระฤๅษีคงไม่ได้ขยับหรือลงมือทำอะไรเลยนอกจากยืนดูเพราะพระฤๅษีคงอยากที่จะเห็นฝีไม้ลายมือของพ่อเดชและคนของเขาและเมื่อได้เห็นแล้วเขาก็อดที่จะชื่นชอบอยู่ในใจไม่ได้ก่อนที่พระฤๅษีคงจะขยับมือขึ้นมาพระนมและท่องคาถาเบาๆ ........

     

    “โอม นะฤากัมตัง มหาภัยตะยัญตุ”

     

    หวืดดดดดดดดดด!!

     

    ตู้ม!ตู้ม! ตู้ม!

     

    กรร!กรร! กรร!!

     

    พระฤๅษีคงได้ใช้คาถาลูกไฟโลกันตร์อีกครั้งแค่ครั้งนี้เขาลดปริมาณและความรุนแรงลง เพราะว่าพ่อเดชและพวกกำลังสู้อยู่ดังนั้นเพื่อไม่ให้ถูกพวกเดียวกันพระฤๅษีคงจึงต้องลดความสามารถของคาถาให้ต่ำลงไปอีกและถึงแม้ว่าคาถานี้จะมีอานุภาพต่ำลงแต่มันก็สามารถฆ่าอสุรกายไปได้จำนวนมากเหมือนเดิมซึ่งทำให้ภาระของพวกพ่อเดชนั้นเบาลงด้วย......

     

    “ขอบคุณจ๊ะท่านพระฤๅษีคง!” พ่อเดชรีบหันกลับมากล่าวขอบคุณพระฤๅษีคงทันทีเมื่อเห็นว่าพระฤๅษีคงได้ช่วยพวกตนสังหารอสุรกายเพิ่ม ซึ่งหากไม่ได้พระฤๅษีคงด้วยพวกเขาคงไม่ไหวที่จะต้านพวกมันเอาไว้ ต่อให้พวกเขามีฝีมือมากแค่ไหนพวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์ที่ต้องมีเหนื่อยบ้าง......

     

    “พวกเอ็งมิต้องขอบคุณข้าดอก มีสมาธิกับการต่อสู้เถอะตัวข้าจะช่วยพวกเอ็งอีกแรง เพราะยิ่งพวกเราฆ่าไอ้พวกอสุรกายนี้มากเท่าใดมันยิ่งเป็นผลดีต่อพวกเรามากเท่านั้น!” พระฤๅษีคงโบกมือเบาๆเพื่อให้พ่อเดชหันไปสนใจการต่อสู้ที่เบื้องหน้าของตน เพราะจำนวนของอสุรกายที่เหลือในตอนนี้ยังไม่อาจวางใจได้......

     

    พรึบ!พรึบ! พรึบ!

     

    ฉึก!กว๊าก! ฉึก! กว๊าก!

     

    หือ?

     

    ซึ่งในขณะนั้นเองจู่ๆก็มีลูกธนูหลายสิบดอกถูกยิงออกมาจากพุ่มไม้ที่ด้านของพวกพระฤๅษีคงเพื่อสังหารเหล่าอสุรกายซึ่งลูกธนูทุกลูกนั้นสามารถยิงได้อย่างแม่นยำมา......

     

    “ลูกธนูมนต์? ไม่คิดเลยว่าที่ค่ายของพวกเอ็งจะมีหน่วยธนูมนต์อยู่ด้วย!”พระฤๅษีคงรู้ได้ในทันทีเลยว่าลูกธนูที่ยิงออกมานั้นเป็นลูกธนูมนต์ซึ่งถูกยิงออกมาโดยนักธนูผู้มีคาถาเพราะลูกธนูเหล่านั้นจะหายไปเมื่อสังหารเป้าหมายได้แล้วนั่นถือเป็นของดีของพวกเขา......

     

    “พวกเขาเป็นชาวหุบเขาที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนที่พวกเราจะมาซึ่งพวกเขามีทักษะด้านการยิงธนูที่เป็นเลิศมากขอรับ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ลูกธนูมนต์แต่พวกเขาก็สามารถสังหารพวกอสุรกายได้ซึ่งท่านหัวหน้าได้คุยและเชิญพวกเขาเข้าร่วมกับค่ายต่อต้านพวกยักษ์ของเราแต่พวกเขาก็ปฏิเสธกลับมาและบอกว่าจะรอติดตามคนที่เหมาะสมซึ่งพวกเราไม่อาจที่จะทำได้นอกจากขอพวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อรวบรวมเหล่าผู้คนที่มีความคิดเดียวกัน”

     

    พ่อเดชรีบอธิบายให้พระฤๅษีคงฟังในทันทีว่านักธนูมนต์เหล่านั้นไม่ใช่คนของพวกเขาซึ่งพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าชาวหุบเขาเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสู้.......

     

    “เป็นอย่างนั้นรึ? ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คนในค่ายของเอ็งแต่ถ้าพวกเขาช่วยเราก็ถือว่าดีแล้วเพียงเท่านี้พวกเราก็จะได้สังหารพวกมันได้ง่ายขึ้น!” พระฤๅษีคงพยักหน้าเบาๆก่อนจะหันไปสนใจพวกอสุรกายต่อไป เพราะยังไงนักธนูเหล่านี้ก็มาเพื่อช่วยอยู่แล้ว......

     

    ตุบ!

     

    “พระฤๅษีคงเจ้าค่ะ!นายท่านบอกให้ข้ามาช่วยเหลือท่านและฟังคำสั่งจากท่านเจ้าค่ะ!” ทว่าในจังหวะนั้นเองจู่ๆ ก็มีร่างของหญิงสาวในชุดคลุมที่ทำจากใบไม้คนหนึ่งมาปรากฏตัวข้างๆกับพระฤๅษีคง ก่อนที่จะคุกเข่าลงและกล่าวอย่างสุภาพ......

     

    นายท่าน?

     

    “ใครกันเป็นนายท่านของพวกเอ็งแม่หนู?” พระฤๅษีคงถึงกับรู้สึกมึนงงอย่างบอกไม่ถูกเลยเพราะก่อนหน้านี้เขาจำที่พ่อเดชบอกได้ว่าคนเหล่านี้อยู่อย่างสันโดษและไม่มีนายแต่ที่เขาได้ยินเมื่อครู่นี้คือพวกเธอมีเจ้านายแล้วแถมเจ้านายคนนั้นยังให้มาช่วยเหลือพวกเขาอีก ดังนั้นพระฤๅษีคงจึงได้ถามออกไปเพื่อให้คลายความสงสัยที่มี.......

     

    “นายท่านกล้วยเจ้าค่ะ!” หญิงสาวคนนี้ตอบกลับในทันทีหลังจากที่พระฤๅษีคงซึ่งเธอดูจะหนักแน่นในคำตอบของเธอเป็นอย่างมาก......

     

    นายท่านกล้วย?!

     

    ก่อนหน้านี้ว่ารู้สึกมึนงงแล้วในตอนนี้พระฤๅษีคงยิ่งมึนและงงมากกว่าเดิมอีกเพราะนอกจากเจ้าหนูกล้วยลูกศิษย์ของเขาแล้ว ใครกันที่จะชื่อนี้แต่ทว่าพระฤๅษีคงก็ได้สงบใจและเปิดถามขึ้นมาอีกครั้งเพื่อที่จะได้รู้ว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกหรือผิด......

     

    “นายท่านกล้วยที่ว่านั้นใช้เด็กน้อยที่อายุราวๆ สิบสองสิบสามใช่หรือไม่?”

     

    “เจ้าค่ะท่านพระฤๅษีคง!”

     

    อ๊ะ!

     

    เมื่อพระฤๅษีคงได้ยินคำตอบแบบนั้นแล้วใบหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปมันมีหลากหลายอารมณ์มากที่เกิดขึ้นในตอนนี้เขาไม่คิดเลยว่าลูกศิษย์ของเขาจะสามารถเป็นเจ้านายของเหล่านักธนูมนต์ที่มากไปด้วยความสามารถแบบนี้ได้.......

     

    “งั้นก็ฝากพวกเอ็งด้วยแล้วกันแม่หนู!”พระฤๅษีคงคิดว่าตอนนี้ควรที่จะจัดการกับพวกอสุรกายก่อนแล้วค่อยกลับไปพูดถามเรื่องนี้กับกล้วยทีหลัง.....

     

    เจ้าค่ะ!

     

    “ฆ่าไอ้พวกสัตว์เดรัจฉานนี้ให้หมด!” เมื่อหญิงสาวผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆพระฤๅษีคงได้ตอบรับคำของพระฤๅษีคงแล้วเธอก็ตะโกนออกมาอย่างดังพร้อมกับสั่งให้นักธนูมนต์คนอื่นๆ เริ่มโจมตีต่อได้.....

     

    ฟิ้ว!ฉึก! กว๊ากกกกกกก!

     

    ฟิ้ว!ฉึก! กว๊ากกกกกกก!

     

    ฟิ้ว!ฉึก! กว๊ากกกกกกก!

     

    เมื่อสิ้นสุดเสียงของหญิงสาวได้ไม่นานลูกธนูมนต์กว่าสิบห้าดอกก็ถูกยิงออกมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ลูกธนูมนต์เหล่านี้ไม่ได้ฆ่าหนึ่งตัวต่อหนึ่งดอกเหมือนก่อนหน้านี้แต่สามารถฆ่าได้หนึ่งดอกต่อสามตัวเลยก่อนที่ลูกธนูมนต์จะหายไปและเมื่อมันหายไปมันก็ถูกยิงออกมาอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง......

     

    ว้าว!

     

    “พวกเอ็งเห็นหรือไม่วะ! เพียงแค่พวกนั้นเข้ามา สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเลย!”ชายหนุ่มคนหนึ่งได้พูดขึ้นด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูตื่นตาตื่นใจเพราะเพียงแค่นักธนูมนต์เข้ามาช่วยอสุรกายก็ตายไปมากกว่าสี่ถึงห้าสิบตัวแล้ว......

     

    “ใช่! ถ้ายังเป็นเยี่ยงนี้ต่อไปไม่นานพวกเราคงฆ่าไอ้พวกสัตว์เดรัจฉานฝูงนี้ได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน!”

     

    “เฮ้อ! ข้าชักอยากที่จะเปลี่ยนไปฝึกธนูแล้วสิไม่เพียงมิต้องออกมาเสี่ยงตายแนวหน้า แถมยังสามารถฆ่าได้จำนวนมากอย่างมันมือด้วย!”

     

    “หึ! ถึงแม้ว่าพวกมันจักเก่งกาจในการสังหารก็จริงแต่ชายชาติทหารเยี่ยงพวกเรามันต้องอยู่แนวหน้าเท่านั้นถึงจะเรียกได้ว่ามีเกียรติและเป็นที่น่านับถือการได้ประดาบและหันพวกมันด้วยมือนั่นเป็นอะไรที่น่าประทับใจและสะใจที่สุดแล้วโว้ย!”

     

    เออเออ เออ!

     

    ครึ่งชั่วโมงผ่านไป......

     

    ฉัวะ!กว๊ากกกกกก! ตุบ!

     

    “ตัวสุดท้ายแล้วขอรับท่านพระฤๅษีคง งานนี้สำเร็จไปด้วยดียิ่งนักขอรับถ้าเป็นแบบนี้บางทีพวกเราอาจจะสามารถถล่มค่ายของไอ้พวกยักษ์ได้สบายๆ เลย!”พ่อเดชดูพอใจและคึกคักเป็นอย่างมากเมื่อเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเขาคิดว่าถ้าพวกเขาบุกไปที่ค่ายของพวกยักษ์พวกเขาจะต้องได้รับชัยชนะแน่ถ้าร่วมกันสู้แบบนี้......

     

    “ข้าเข้าใจความรู้สึกของเอ็งนะ แต่พวกเรายังมีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นรออยู่ซึ่งงานของพวกเราก็ได้จบลงแล้ว ดังนั้นพวกเราจะถอนตัวกันก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที!”พระฤๅษีคงเข้าใจสิ่งที่พ่อเดชต้องการจะสื่อดีแต่ในตอนนี้ชีวิตของพวกชาวบ้านสำคัญกว่าดังนั้นพวกเขาจึงต้องถอยกลับไปปรึกษาและวางแผนกันให้ดีกว่านี้......

     

    อ๊ะ!

     

    ขอรับพระฤๅษีคง!

     

    เมื่อพ่อเดชได้รับคำเตือนจากพระฤๅษีคงแล้วเขาก็ได้สติกลับมาและเข้าใจว่าตัวเองคิดง่ายเกินไปเพราะการชนะในครั้งนี้โดยการที่ใช้คนน้อยกว่าเอาชนะฝูงอสุรกายนับพันโดยไม่มีใครตายซึ่งปกติแล้วมันเป็นไปได้ยากมากที่จะไม่มีใครเป็นอะไรเลย.......

     

    “พวกเอ็ง! เก็บอาวุธซะ พวกเราจะกลับกันแล้ว!หลังจากกลับไปแล้วข้าจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้าพวกเอ็งเอง”ดังนั้นเมื่อเขารู้ว่าควรที่จะทำอะไรต่อ เขาจึงได้สั่งให้ทุกคนเก็บอาวุธและเดินทางกลับไปรวมกับคนอื่นๆที่หลังหุบเขา..............

     

    ดีเลยพี่เดช!

     

    ขอบน้ำใจจ๊ะพี่เดช!

     

    เหล่าผู้ชายที่มากับพ่อเดชต่างก็รู้สึกดีและมีความสุขไม่เพียงพวกเขาจะสามารถฆ่าอสุรกายได้จำนวนมากแล้ว พวกเขายังได้ดื่มเหล้าฟรีอีกด้วยแต่ที่พวกเขาดีใจจริงๆ ไม่ใช่สองเรื่องนี้แต่มันเป็นเรื่องพลังจิตและพลังญาณสมาธิภายในของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นโดยการดูดซับพลังจากศพของพวกอสุรกายที่พวกเขาฆ่าไปเพราะภายในร่างของพวกอสุรกายมีพลังจิตและพลังญาณสมาธิภายในไหลเวียนอยู่เล็กน้อยดังนั้นเมื่อพวกเขาฆ่าพวกมันไป พวกเขาจึงได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ไปด้วยถึงแม้ว่าพวกมันจะให้ได้ไม่เท่ากับสัตว์ดุร้ายหรือสัตว์ร้ายที่ศึกษาพลังก็ตาม......

     

    กลับมาที่ค่ายขอยักษ์เกราะเขียวอังเดร......

     

    ปัง!

     

    “ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง! ไอ้พวกเดรัจฉานชั้นต่ำเอ้ย!”ยักษ์อังเดรรู้สึกโกรธจนลมออกหูเลยเมื่อได้รับรายงานว่านอสุรกายทั้งหนึ่งพันตัวที่มันส่งไปถูกฆ่าหมดแล้วซึ่งมันไม่คิดว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้ได้ เพราะต้องรู้ก่อนเลยว่าอสุรกายเหล่านี้มีความแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปอีกแต่พวกมันกลับถูกฆ่าทั้งหมดไม่เหลือในเวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้น......

     

    “ที่อสุรกายของเราตายหมดเป็นเพราะฝ่ายนั้นมีทั้งนักรบนักอาคมและนักธนูมนต์ขอรับท่านนายพัน แถมนักอาคมของพวกมันยังแข็งแกร่งมากด้วยมันฆ่าทหารยักษ์ของเราไปถึงห้าตนด้วยคาถาระดับสองหากข้าน้อยหนีออกมาไม่ทันคงได้ตายกายเป็นร่างไร้วิญญาณไปแล้วขอรับ!”ทหารยักษ์ของอังเดรได้รีบอธิบายถึงสิ่งที่มันได้เห็นในสนามรบทันทีซึ่งหน่วยของมันเองก็ถูกฆ่าไปถึงห้าตนด้วยฝีมือของนักอาคมลึกลับที่ปิดบังใบหน้า........

     

    หึ!

     

    “ถ้าเป็นเยี่ยงนั้นพวกมันจงเร่งส่งข่าวเรื่องนี้กลับไปให้กับรองแม่ทัพให้ส่งนักอาคมมาด้วยกูไม่เชื่อดอกว่าพวกมันจะเก่งกาจขนาดนั้นเว้นเสียแต่ว่าพระฤๅษีคนนั้นจะเข้าร่วมด้วย!”อังเดรรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายมีนักอาคมระดับสูงอยู่ด้วยเพราะการที่จะใช้คาถาระดับสองได้นั้นแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายต้องเป็นนักอาคมที่มีพลังจิตหรือพลังญาณสมาธิภายในอยู่ระดับนายพันถึงจะใช้ได้และการพูดถึงนักอาคมมันได้ทำให้ยักษ์อังเดรนึกถึงพระฤๅษีคงขึ้นมา........

     

    ขอรับท่านนายพัน!

     

    กลับมาที่ขบวนอพยพของหมื่นเรืองที่อยู่ด้านหลังหุบเขา.......

     

    ตึกตึก ตึก!

     

    ท่านพระฤๅษีคง!

     

    พ่อเดช!

     

    ทันทีที่หมื่นเรืองเห็นพระฤๅษีคงและพ่อเดชกับคนอื่นๆกลับมาครบทุกคน สีหน้าของเขาก็แสดงรอยยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปพร้อมกับเรียกหาพวกเขา......

     

    “ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่ไอ้หมื่นเรือง? พวกข้าได้ยื้อพวกมันเอาไว้แล้วอย่างน้อยก็มีเวลาหลายชั่วโมงให้เราหนีห่างไปจากพวกมันได้!”พระฤๅษีคงรู้ว่าหมื่นเรืองมีเรื่องอยากที่จะพูดคุยแต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนักเพราะพวกเขาต้องหนีไปจากที่นี่ก่อนเพื่อไม่ให้พวกยักษ์มาเพิ่มมากขึ้นกว่านี้หากยังชักช้าพวกเขาอาจจะหนีไปได้ไม่ไกลนัก......

     

    “ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วขอรับท่านพระฤๅษีคง!ข้าได้จัดเตรียมและแต่งขบวนพร้อมแล้ว พวกเราสามารถออกเดินทางได้บัดเดี๋ยวนี้เลยแต่ว่าพวกเราไม่รู้ว่าจักหนีไปที่ใดดี เพราะหุบเขานั้นเป็นสถานที่ที่ดีอย่างมาก!”หมื่นเรืองรีบตอบกลับพระฤๅษีคงทันที แต่เขาอดที่จะแสดงสีหน้าเศร้าๆ ออกมาไม่ได้เพราะเขาไม่รู้ว่าจะพาทุกคนหนีไปที่ไหนดี......

     

    “ท่านตาขอรับ! ทำไมไม่ให้ทุกคนไปที่หมู่บ้านท่าเสด็จละขอรับที่หมู่บ้านมีพื้นที่เหลืออีกตั้งมากมาย แถมภูมิศาสตร์รอบๆ เองก็ดีด้วยมีทั้งป่าทึบ ภูเขาน้อยใหญ่และแม่น้ำหลายสายที่ไหลผ่านหากว่าพวกของท่านหมื่นไปอยู่ที่นั่นจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่อยู่ที่กินไงจ๊ะ!”กล้วยที่อยู่ข้างๆ กับหมื่นเรืองได้เสนอความคิดเห็นออกมาซึ่งเขาคิดว่าถ้าให้คนเหล่านี้ไปรวมกับคนในหมู่บ้านท่าเสด็จแล้วละก็ความแข็งแกร่งของหมู่บ้านจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอนแถมที่นี่ยังเป็นหมู่บ้านลับแลที่หาทางเข้าได้ยากมากด้วยถ้าเกิดไม่ใช่คนท้องถิ่นคงยากที่จะเข้าไปได้......

     

    อ้า!

     

    หลานตา!

     

    เจ้าหนูกล้วย!

    คล้ายกับเรื่องมหาศาสตรากู้แผ่นดิน ที่คุณอ่าน