แล้วพบกันใหม่เมื่อถึงเวลา [到时候见] ภาคย้อน

    ตอนที่ 22 100%


    "พี่รอง พี่สี่ ข้าคิดถึงพวกท่านมากๆ เลย ข้าไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นพวกท่านที่มา"


    "พวกเราก็คิดถึงเจ้าเช่นกันน้องเล็ก ที่ข้ามาก็เพราะไป๋อัน พอนางได้ข่าวว่าเจ้าจะไปดินแดนอื่น นางก็รีบไปขอร้องอาจารย์ของเจ้า ให้อาจารย์ของเจ้าส่งนางไปเป็นตัวแทนกลุ่มมด ข้าเองก็เป็นห่วงความปลอดภัยของนางยิ่ง ก็เลยตัดสินใจมากับนางด้วย" สือปากล่าวกับหลี่ซูเม่ย


    "อย่าบอกนะว่าพวกท่านสองคนหมั้นกันแล้ว! "


    "จะพูดเช่นนั้นก็ได้ ฮองเฮากับอาจารย์ของเจ้าทำให้พวกเรารู้ใจตัวเอง ตัวข้านั้นคิดจะหมั้นหมายตั้งแต่ก่อนที่จะมายังที่นี่ แต่ไป๋อันบอกว่าชีวิตของนางได้เจ้าช่วยเอาไว้ นางจึงอยากให้เจ้ารับรู้เรื่องก่อนแล้วค่อยทำการหมั้นอย่างเป็นทางการนะ"


    "ยินดีกับพี่รองและพี่สี่ด้วย เช่นนั้นเมื่อพวกเราไปถึงดินแดนเสียงสวรรค์ ข้าจะจัดงานหมั้นให้พวกท่านทันที"


    "ดี ดีเลย พี่รองของเจ้าจะนับวันรอเลยละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า"


    "นี่ท่านหัวเราะอะไรของท่านนะ อายคนอื่นบ้างเถอะ" มู่ไป๋อันรีบกล่าวเตือนสือปา แต่เหมือนจะไม่ทันเพราะทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่คนทั้งคู่ เมื่อทราบว่าทั้งสองคนกำลังจะหมั้นหมายกัน ทุกคนจึงร่วมกันแสดงความยินดีกับทั้งคู่


    ก่อนทีทุกคนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนก็ได้มีชายหนุ่มผมขาวเดินเข้ามาในห้องโถง ทำให้ในห้องโถงที่กำลังครึกครื้นกลายเป็นเงียบสงัด ชิงหลงเยว่เลอเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาว่า "อะแฮ่ม เอาละตอนนี้ทุกคนก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ข้าขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับอันอู๋เหิน เขาเป็นประมุขพรรคมาร เขาจะร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วย ข้าเห็นในนิมิตว่าเขาจะมีส่วนช่วยอย่างมากกับพวกเรา อีกทั้งเขายังเป็นฝ่ายมาขอร่วมเดินทางไปกับพวกเราพอดี ข้าจึงให้เขาไปด้วย ขออภัยที่ข้าตัดสินใจโดยที่ไม่ได้ถามความเห็นของพวกเจ้าก่อน"


    "ไม่เป็นไรหรอกศิษย์น้องสี่ พวกเราทุกคนต่างเชื่อในสิ่งที่เจ้าเห็น หากเจ้าบอกว่าเค้ามีดีพวกเราก็จะเชื่อเจ้า"


    "ใช่แล้ว ศิษย์พี่รองพูดถูกแล้ว"


    "ขอบใจพวกเจ้ามาก"


    "อู๋เหิน ไม่เจอกันนาน คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอเจ้าที่นี่" หยวนจางเอ่ยทักอันอู๋เหิน


    "เช่นกันๆ องค์รัชทายาท"


    "นี่ๆ หยวนจาง พวกท่านรู้จักกันมาก่อนเหรอ" หลี่ซูเม่ยถามออกไปด้วยความสงสัย


    "ใช่ พวกเรารู้จักกันตอนประลองยุทธ ในกลุ่มตอนนั้นมีกันอยู่สี่คน มีข้า จีเหลียนเฉิง อันอู๋เหิน แล้วก็ไป๋สวินเฟิง"


    "นี่ท่านพี่ ท่านรู้จักกับเขาด้วยเหรอ" จางจิวซือเอ่ยถามสามีของตน


    "ใช่แล้วน้องหญิง เสียดายที่ไป๋สวินเฟิงไม่ได้มาด้วย มิเช่นนั้นพวกเราก็ได้รวมตัวกันครบกลุ่มพอดี"


    "ข้าคิดว่าอีกไม่นานท่านพี่คงได้เจอไป๋สวินเฟิงแน่ๆ " จางจิวซือกระซิบบอกจีเหลียนเฉิง จีเหลียงเฉินกำลังจะถามว่าเพราะเหตุใดนางจึงคิดเช่นนั้น จางจิวซือก็ได้กระซิบบอกต่อว่า "เพราะภรรยาสุดที่รักของเขาอยู่บนเรือลำนี้กับท่านอย่างไรละ"


    จีเหลียงเฉินรู้ว่าไป๋สวินเฟิงแต่งภรรยาแล้ว แต่ไม่เคยเห็นหน้า รู้เพียงชื่อ เพราะช่วงนั้นเขาอยู่ที่แคว้นชิงหลงจึงไปร่วมงานแต่งของเพื่อนคนนี้ไม่ทัน พอลองนึกย้อนดูตอนที่ทุกคนคุยกันเมื่อครู่ หญิงคนที่ภรรยาของเขาเรียกว่าศิษย์พี่สองได้บอกว่าตนเองถนัดด้านการฝึกกองกำลัง การวางแผน อีกทั้งเขาเคยได้ข่าวว่าศิษย์คนที่สองของสำนักแห่งภาคกลางได้แต่งงานไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงเข้าใจในทันทีว่าทำไมภรรยาของตนจึงพูดเช่นนั้น ด้วยนิสัยของไป๋สวินเฟิง เขาต้องตามมาอย่างแน่นอน




    ครึ่งเดือนผ่านไป ทุกคนต่างก็เจอทั้งลมพายุและฝูงสัตว์อสูรทะเล ยิ่งออกเดินทางห่างจากดินแดนต้าชิง ยิ่งเจออันตรายมากขึ้นเท่านั้น แต่ทุกคนบนเรือล้วนแต่เป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของดินแดนต้าชิง อีกทั้งเรือลำนี้ยังเป็นของวิเศษชิ้นหนึ่ง มีความคงทนกว่าเรือปกติ ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้จึงค่อนข้างปลอดภัย


    ทั้งเก้าคนได้พลัดกันเฝ้าเวรยามโดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 5 คนกับกลุ่มละ 4 คน ศิษย์ทั้ง 5 จากสำนักของท่านนักพรตรวมกันเป็นหนึ่งกลุ่ม และที่เหลืออีก 4 คนรวมเป็นอีกกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มเปลี่ยนเวรกันทุกๆสองชั่วยาม


    ระหว่างการเดินทาง อยู่ๆ ลู่อันเฉินก็มีอาการคล้ายคนเมาเรือ นางอาเจียนวันละหลายรอบ จางจิวซือ ชิงหลงเยว่เลอและหลี่ซูเม่ยต่างก็พากันไปถามไถ่อาการเพื่อช่วยจัดยาแก้เมาไปให้นางกิน แต่นางไม่ยอมกิน พวกนางทั้งสามจึงคิดว่าศิษย์พี่รองอาจเป็นโรคร้ายแรงบางอย่างที่บอกใครไม่ได้ ทั้งสามจึงวางแผนเพื่อจับชีพจรของศิษย์พี่รอง


    "อุ๊ปส์ แหวะ"


    ชิงหลงเยว่เลอเดินเข้าไปช่วยลูบหลังของลู่อันเฉิน ก่อนจะรับชามยาจากจางจิวซือมาถือไว้ในมือ "ศิษย์พี่รองท่านกินยาก่อน พวกเราช่วยต้มมาให้ท่านแล้ว"


    "ข้าไม่ได้เป็นไรมากมาย ไม่ต้องกินยาหรอก พักผ่อนเดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว"


    "พวกเราก็อยากจะปล่อยให้ท่านไปพักผ่อน แต่นี่ก็วันที่สามแล้วที่ท่านเป็นเช่นนี้ ท่านลองให้พวกเราสามคนตรวจชีพจรของท่านดูเถิด"


    "ใช่แล้ว พวกเราเป็นห่วงท่านมาก"


    "ไม่ต้องหรอก ข้ารู้อาการตัวเองดี ขอบใจพวกเจ้ามาก" ลู่อันเฉินตอบปฏิเสธข้อเสนอของศิษย์น้องทั้งสองคน


    "โธ่... ศิษย์พี่รอง"


    หยวนจางผู้เป็นคนกลางเห็นดังนั้นจึงทำการช่วยไกล่เกลี่ย เขาบอกให้ทั้งสามไปรออยู่นอกห้อง ภายในห้องจึงเหลือเพียงตัวเขากับลู่อันเฉิน หลังจากที่ทำการกางม่านพลังป้องกันการแอบฟังเป็นที่เรียบร้อย หยวนจางจึงเอ่ยขึ้นมาว่า


    "ศิษย์น้องรอง ข้ารู้ว่าเจ้ามีวิชาแพทย์ติดตัวเช่นเดียวกันกับพวกเรา อีกทั้งเจ้ายังไม่อยากให้พวกเราตรวจชีพจรของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็บอกพวกนางซักนิดเถอะว่าเพราะเหตุใดเจ้าจึงมีอาการเช่นนี้ อย่างน้อยก็ทำให้พวกนางสบายใจและหายข้องใจ พวกนางจะได้ไม่ไปรบกวนเจ้าอีก"


    "ศิษย์พี่ ข้าก็อยากจะบอกอยู่หรอก แต่ข้าคิดว่ารอให้ถึงดินแดนเสียงสวรรค์ก่อนแล้วค่อยบอกพวกนางดีกว่า และอีกอย่างข้าเห็นพวกนางเป็นเช่นนี้แล้ว ข้ารู้สึกอารมณ์ดียิ่ง หายากยิ่งนักที่พวกนางจะสามัคคีกันเช่นนี้"


    "เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถิด แต่เจ้าไม่คิดจะบอกศิษย์พี่คนนี้ก่อนหรอกหรือ"


    "ข้าบอกท่านก็ได้ นี่เพราะข้าเชื่อใจท่านว่าท่านจะไม่บอกกันคนอื่นหรอกนะ ข้าเป็นเช่นนี้เพราะว่าข้า..."


    เมื่อหยวนจางเดินออกมาจากห้อง ทั้งสามคนจึงรีบวิ่งไปล้อมหยวนจางเอาไว้


    "ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รองเป็นเช่นไรบ้าง ท่านได้ตรวจชีพจรนางหรือไม่..."


    "ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รองบอกอะไรท่านบ้าง นางไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไรใช่หรือไม่..."


    "หยวนจาง ศิษย์พี่รองยอมบอกอะไรบ้างไหม นางเป็นเช่นไรบ้าง..."


    หยวนจางไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของใครก่อนดี เขาเพิ่งก้าวออกจากห้อง ก็โดนศิษย์น้องทั้งสามก็รีบมาล้อมเอาไว้ อีกทั้งยังพูดออกมาพร้อมกันอีก


    "เอาละๆ พวกเจ้าใจเย็นๆ กันก่อน ข้าไม่หนีไปไหนหรอก"


    เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนหยุดพูดแล้ว เขาจึงกล่าวว่า "ศิษย์พี่รองของพวกเจ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรร้ายแรง ข้าได้ลองจับชีพจรของนาง ระยะนี้นางก็จะมีอาการเช่นนี้แหละ หลังจากลงจากเรือก็คงหายพอดี ช่วงนี้พวกเจ้าก็ไปรบกวนนางให้น้อยหน่อย ให้นางได้พักผ่อนเยอะๆ เอาละ ตอนนี้ก็แยกย้ายกันเถอะ อีกประเดี๋ยวพวกเจ้าก็ต้องไปเฝ้ายามแทนพวกที่เหลือแล้ว"


    "เจ้าค่ะศิษย์พี่ใหญ่" ทั้งสามตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มเสียง เนื่องจากไม่ได้รับคำตอบที่พึงใจ อีกทั้งหลังจากนนี้คงจะไปยุ่งกับศิษย์พี่รองดังเช่นก่อนหน้าไม่ได้แล้ว เพราะศิษย์พี่ใหญ่ได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจน


    "พวกเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ อีกประเดี๋ยวเจอกันที่ดาดฟ้าเรือ" จางจิวซือเอ่ยกับศิษย์น้องทั้งสอง


    "ได้ แล้วเจอกัน"


    "เจ้าค่ะศิษย์พี่สาม"


    หนึ่งเดือนผ่านไป อันตรายในท้องทะเลลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงไอพลังที่มีส่วนช่วยในการฝึกปรือพลังยุทธ ผ่านไปอีกครึ่งเดือน ในที่สุดการเดินทางบนท้องทะเลก็ได้สิ้นสุดลง ทั้งสิบคนได้มาถึงดินแดนเสียงสวรรค์อย่างปลอดภัย


    -------------------------------------------------


    * ฝากรีดให้กำลังใจและติดตามตอนต่อไปของไรท์ด้วยน้าาา ขอบคุณค่ะ♥️



    คล้ายกับเรื่องแล้วพบกันใหม่เมื่อถึงเวลา [到时候见] ภาคย้อน ที่คุณอ่าน