แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    “ตอนที่ 41 อัจฉริยะ…กับปีศาจ”

    แสงอาทิตย์ยามเช้าของนครเทียนหลิง…ยังไม่ทันขึ้นเต็มฟ้า


    แต่ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”


    กลับถูกพูดถึงไปทั่วทั้งเมืองแล้ว


    บางคนพูดด้วยความตื่นเต้น


    บางคนพูดด้วยความหวาดระแวง


    บางคนพูดด้วยสายตาอิจฉา


    และบางคน—


    เริ่มพูดถึงเขาราวกับกำลังพูดถึง “ปีศาจ”


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ลานประลองกลางเมืองเพิ่งจบศึกวันแรก


    แต่ร้านสุราทั่วเมืองกลับแน่นขนัดยิ่งกว่ายามเทศกาล


    เสียงผู้คนดังอื้ออึง


    “ได้ยินหรือยัง?”


    “เด็กสำนักกระบี่ฟ้าครามคนนั้น…”


    “ชนะกู่เหยียนในสามกระบี่!”


    “ไร้สาระน่า!”


    “สร้างแกนพลังขั้นต้น จะฆ่าคนระดับกลางได้ง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร?”


    “แต่ข้าเห็นกับตา!”


    “กระบี่แรกปัดวิชา”


    “กระบี่ที่สองตัดลมปราณ”


    “กระบี่ที่สาม…”


    ชายพูดมาถึงตรงนี้กลับเงียบลง


    เหมือนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอธิบายไม่ออก


    “กระบี่ที่สามเป็นยังไง?”


    “ข้า…ไม่รู้”


    “รู้แค่ว่าพอกู่เหยียนคิดจะสวนกลับ”


    “กระบี่ของหลินเสี่ยวชวน…ก็อยู่ตรงคอเขาแล้ว”


    ทั้งโต๊ะเงียบลงชั่วครู่


    จากนั้นเสียงหัวเราะเย็นก็ดังขึ้น


    “หึ…วิชากระบี่แบบนั้น”


    “หรือมันจะเป็นวิชามาร?”


    คำพูดนั้นเบา


    แต่กลับลอยผ่านโต๊ะสุราทีละโต๊ะ


    ราวกับงูพิษที่เริ่มเลื้อยไปทั่วเมือง


    และงูพิษ—


    มักแพร่กระจายเร็วกว่าความจริงเสมอ


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ในหอสุราเมฆาคราม


    บนชั้นสามซึ่งเป็นห้องส่วนตัว


    จ้าวหรงกำลังนั่งจิบชาเงียบ ๆ


    ด้านหน้าคือชายชุดดำสามคน


    ทั้งสามล้วนเป็นพวกปล่อยข่าวของตระกูลจ้าว


    คนพวกนี้อาจสู้ไม่เก่ง


    แต่ถ้าพูดเรื่องทำลายคน—


    พวกเขาชำนาญกว่านักฆ่าเสียอีก


    จ้าวหรงวางถ้วยชาลงช้า ๆ


    “ข่าวไปถึงไหนแล้ว”



    ชายชุดดำคนหนึ่งยิ้มบาง


    “ตอนนี้ทั้งเมืองเริ่มพูดกันแล้วขอรับ”


    “เรื่องวิชามาร?”


    “ใช่”


    “โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับสุสานลับ”


    จ้าวหรงหรี่ตา


    “ยังไม่พอ”


    “เพิ่มเรื่อง ‘วิญญาณสิงร่าง’ ลงไปด้วย”



    ชายทั้งสามชะงักเล็กน้อย


    “ท่านหมายความว่า…”


    จ้าวหรงยิ้ม


    รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน


    แต่อันตราย


    “คนธรรมดา…กลัวคนเก่ง”


    “แต่สิ่งที่คนกลัวยิ่งกว่า”


    “คือสิ่งที่ ‘มองไม่ออก’ ”



    เขาหยิบเม็ดหมากสีดำขึ้นมาเล่น


    “หลินเสี่ยวชวนแข็งแกร่งเกินไป”


    “ถ้าฆ่าไม่ได้…”


    “ก็ต้องทำให้ทุกคนกลัวเขาแทน”


    ชายชุดดำพยักหน้าเข้าใจทันที



    ในโลกผู้ฝึกตน—


    ชื่อเสียงคือดาบสองคม


    หากคนยกย่องเจ้า


    เจ้าจะขึ้นสูง


    แต่หากคนหวาดกลัวเจ้า…


    ต่อให้มีพรสวรรค์แค่ไหน


    สุดท้ายก็อาจถูกทั้งโลกกำจัด


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    คืนนั้นเอง


    ข่าวลือเริ่มระเบิดทั่วเมือง


    “ได้ยินไหม?”


    “ว่ากันว่าหลินเสี่ยวชวนใช้วิชากลืนวิญญาณ”


    “ข้าได้ยินว่าเขาฆ่าคนในสุสานเป็นสิบ!”


    “ไม่ใช่สิบ…”


    “ข้าได้ยินว่าทั้งกองกำลังหายไปหมด!”


    “แล้วทำไมสำนักกระบี่ฟ้าครามยังเก็บเขาไว้?”


    “หรือเพราะซ่งเทียนอวิ๋นเองก็…”


    เสียงพูดหยุดทันที


    เพราะไม่มีใครกล้าพูดต่อ


    แม้แต่ชื่อของซ่งเทียนอวิ๋น—


    ก็ยังหนักเกินไปสำหรับพวกเขา


    แต่เมล็ดแห่งความหวาดกลัว…


    ได้ถูกหว่านลงไปแล้ว


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ในห้องพักของสำนักจิตวิญญาณ


    กลิ่นกำยานอ่อน ๆ ลอยคลุ้ง


    แสงเทียนสีน้ำเงินส่องสะท้อนเงาคนบนผนัง



    มู่ชิงนั่งหลับตาอยู่กลางห้อง


    รอบตัวเต็มไปด้วยอักขระวิญญาณลอยช้า ๆ


    นางกำลังนึกถึงศึกเมื่อเช้า


    สามกระบี่


    ไม่มีพลังระเบิด


    ไม่มีลมปราณรุนแรง


    แต่ทุกจังหวะ…



    แม่นยำเกินไป


    เหมือนคนที่ผ่านการฆ่ามานับครั้งไม่ถ้วน


    “แปลก…”


    นางพึมพำเบา ๆ


    คนระดับสร้างแกนพลังขั้นต้น—


    ไม่มีทางอ่านการเคลื่อนไหวของกู่เหยียนได้ละเอียดขนาดนั้น



    ต่อให้พรสวรรค์สูงเพียงใด


    ก็เป็นไปไม่ได้


    เว้นเสียแต่—



    เขาจะมี “บางอย่าง” ช่วยอยู่


    ทันใดนั้น—


    อักขระวิญญาณรอบตัวนางสั่นเล็กน้อย


    ภาพบางอย่างผุดขึ้นในหัว


    ดวงตาคู่หนึ่ง


    มืดสนิท


    เย็นเยียบ



    และเก่าแก่ราวกับผ่านกาลเวลามานับพันปี



    มู่ชิงลืมตาทันที



    เหงื่อเย็นไหลผ่านขมับ


    “…ไม่ใช่”


    “นั่นไม่ใช่สายตาของเด็กอายุเท่านั้น”


    นางเงียบไปครู่หนึ่ง


    ก่อนหรี่ตาแคบลง


    “ในตัวเขา…”


    “มีอีกคนอยู่จริงหรือ?”


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━



    อีกด้านหนึ่ง



    ในตำหนักใหญ่ของตระกูลจ้าว


    จ้าวเทียนหลงกำลังยืนมองปลาคราฟในสระเงียบ ๆ


    ด้านหลังคือจ้าวลู่เอ๋อร์



    หญิงสาวยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม


    “ท่านพ่อ”


    “ข่าวเริ่มแรงเกินไปแล้ว”


    จ้าวเทียนหลงหัวเราะเบา ๆ


    “ข่าวลือก็เหมือนไฟ”


    “เมื่อจุดแล้ว…”


    “มันหยุดยาก”


    จ้าวลู่เอ๋อร์มองเงาสะท้อนบนผิวน้ำ


    “แต่ถ้าไฟเผาไม่ตาย”


    “อีกฝ่ายจะยิ่งน่ากลัว”


    จ้าวเทียนหลงหันมองบุตรสาว


    “เจ้าคิดว่าเด็กนั่นจะรอด?”


    “ข้าไม่รู้”


    นางตอบตรง ๆ


    “แต่ข้ารู้ว่า…”


    “เขาไม่เหมือนคนที่จะถูกฆ่าง่าย ๆ”


    ลมกลางคืนพัดผ่านช้า ๆ


    จ้าวเทียนหลงเงียบไปพักใหญ่


    ก่อนกล่าวเบา ๆ


    “นั่นแหละ…”


    “จึงยิ่งต้องระวัง”


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ขณะเดียวกัน—


    ในบ้านหลังเล็กทางตะวันตกของเมือง


    เสี่ยวชวนกำลังนั่งเช็ดกระบี่คราสฟ้าเงียบ ๆ


    แสงตะเกียงน้ำมันสะท้อนคมดาบบางเบา


    ดาบเล่มนี้…


    เงียบเหมือนเจ้าของมัน


    แต่ยิ่งเงียบ—


    กลับยิ่งอันตราย


    หลินเยว่นั่งอยู่ข้าง ๆ


    กำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลที่ข้อมือเขา


    แม้บาดแผลจะเล็ก


    แต่นางยังขมวดคิ้ว


    “พี่…”


    “วันนี้มีคนมองบ้านเราแปลก ๆ”


    เสี่ยวชวนหยุดมือเล็กน้อย


    “กี่คน”


    “สาม”


    “อยู่ตรงหัวมุมถนน”


    สายตาเสี่ยวชวนเย็นลงทันที


    เขารู้อยู่แล้ว


    หลังศึกวันนี้—


    เมืองทั้งเมืองจะเริ่มจับตาเขา


    แต่เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเร็วขนาดนี้


    “กลัวไหม”


    เขาถามเบา ๆ


    หลินเยว่ส่ายหน้า


    “ข้าแค่ไม่ชอบสายตาพวกนั้น”


    “เหมือน…”


    นางกัดริมฝีปาก


    “เหมือนพวกมันอยากแย่งอะไรจากเรา”


    เสี่ยวชวนยิ้มบาง


    ก่อนยกมือลูบหัวนางเบา ๆ


    “ไม่มีใครแย่งอะไรจากเจ้าได้”


    น้ำเสียงเขาสงบ


    แต่ในแววตา—


    กลับมีจิตสังหารเย็นเยียบวาบผ่าน


    เซวียนซาหัวเราะต่ำ ๆ ในหัวเขา


    “เห็นหรือยัง…”


    “นี่แหละโลกมนุษย์”


    “พอเจ้าอ่อนแอ พวกมันเหยียบเจ้า”


    “แต่พอเจ้าเริ่มแข็งแกร่ง…”


    “พวกมันจะเริ่มกลัวเจ้าแทน”


    เสี่ยวชวนไม่ตอบ


    เพียงมองเงาตัวเองบนคมกระบี่


    ข่าวลือ…


    เขาไม่สนใจ


    เพราะตั้งแต่วันแรกที่เดินบนเส้นทางนี้


    เขาก็รู้แล้วว่า—


    คนที่โดดเด่นเกินไป


    ย่อมไม่มีวันใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบได้


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    รุ่งเช้าวันต่อมา


    ลานประลองยังไม่ทันเปิด


    แต่ผู้คนกลับแน่นยิ่งกว่าเมื่อวาน


    ร้านพนันเปิดเพิ่มอีกหลายสิบแห่ง


    ชื่อของหลินเสี่ยวชวนถูกเขียนเต็มกระดานเดิมพัน


    บางคนเดิมพันว่าเขาคือม้ามืด


    บางคนเดิมพันว่าเขาคือปีศาจ


    และบางคน—


    เดิมพันว่าเขาจะ “ตาย”


    เสียงผู้คนดังวุ่นวาย


    จนกระทั่ง—


    เสี่ยวชวนเดินเข้ามา


    พรึ่บ


    บทสนทนาหลายส่วนหยุดลงทันที


    ผู้คนเริ่มหลีกทางโดยไม่รู้ตัว


    บางคนมองเขาด้วยความชื่นชม


    บางคนมองด้วยความกลัว


    และบางคน…


    มองราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด


    เสี่ยวชวนยังคงเดินนิ่ง ๆ


    ไม่สนใจสายตาเหล่านั้น


    แต่ขณะกำลังเดินผ่านทางเข้าหลัก—


    เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเบา ๆ


    “เจ้าดูสงบกว่าที่ข้าคิด”


    เขาหันไป


    มู่ชิงยืนอยู่ไม่ไกล


    ชุดม่วงพลิ้วเบาใต้สายลม


    ดวงตาของนางยังคงลึกล้ำเหมือนเดิม


    เสี่ยวชวนมองนางครู่หนึ่ง


    “ข้าควรไม่สงบหรือ”


    “คนทั้งเมืองกำลังพูดว่าเจ้าเป็นปีศาจ”


    “อืม”


    “แล้วเจ้าไม่โกรธ?”


    เสี่ยวชวนเงียบไปชั่วครู่


    ก่อนตอบเรียบ ๆ


    “หมาป่า…”


    “ไม่เสียเวลาหอนตอบสุนัข”


    มู่ชิงชะงัก


    จากนั้นหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรก


    เสียงหัวเราะของนางไพเราะมาก


    แต่แววตา—


    กลับยิ่งลึกขึ้น


    “หลินเสี่ยวชวน…”


    นางก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย


    ก่อนกล่าวช้า ๆ


    “ข้าเริ่มอยากรู้แล้วจริง ๆ…”


    “ว่าในตัวเจ้า”


    “ซ่อนอะไรอยู่กันแน่”


    ลมพัดผ่านระหว่างทั้งสอง


    เงียบ


    กดดัน


    ราวกับต่างฝ่ายต่างกำลังอ่านกัน


    เสี่ยวชวนมองนางนิ่ง ๆ


    ก่อนยิ้มบางอย่างที่แทบมองไม่เห็น


    “ถ้าอยากรู้มากนัก…”


    “ก็ลองมาหาคำตอบเองสิ”


     

    เสียงผู้คนในลานประลองยังไม่ทันเงียบลงจากบทสนทนาระหว่างมู่ชิงกับเสี่ยวชวน


    เสียงกลองศึกก็ดังขึ้นอีกครั้ง


    ตึง!


    ตึง!


    ตึง!


    แรงสั่นสะเทือนของเสียงกลองกระจายไปทั่วสนามประลองเทียนหลิง


    ผู้คนนับแสนค่อย ๆ กลับมาจับจ้องเวทีกลางอีกครั้ง


    เพราะศึกต่อไป…


    คือศึกของ “ตัวจริง”


    ไม่ใช่ม้ามืด


    ไม่ใช่ข่าวลือ


    แต่คือเหล่าอัจฉริยะที่ถูกยอมรับมานานแล้ว


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    “ศึกถัดไป!”


    ผู้อาวุโสประกาศเสียงกังวาน


    “จินเยว่ แห่งสำนักกระบี่ฟ้าคราม!”


    “พบ หานถิง แห่งสำนักภูผาทมิฬ!”


    ทันทีที่ชื่อถูกประกาศ


    เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันที


    หานถิงถือว่าแข็งแกร่งไม่น้อย


    ระดับสร้างแกนพลังขั้นกลาง


    ร่างกายกำยำ


    ฝึกวิชากายาเหล็กดำ


    ว่ากันว่าคมดาบทั่วไปแทงผิวเขาไม่เข้า


    แต่คนที่ผู้คนสนใจกลับไม่ใช่เขา



    หากเป็น “จินเยว่”



    หญิงสาวชุดน้ำเงินเข้มก้าวขึ้นเวทีช้า ๆ


    ผมยาวสีดำพลิ้วตามลม


    ใบหน้างดงามเย็นชา


    ดวงตานิ่งเหมือนสระน้ำยามค่ำคืน


    นางไม่ได้มีแรงกดดันรุนแรงแบบฮั่วเจิน


    ไม่ได้มีจิตสังหารแบบเฟิงลั่ว



    แต่ทุกก้าวของนาง…


    กลับทำให้คนดูเงียบลงเองโดยไม่รู้ตัว


    เพราะนาง “คม”


    คมเหมือนกระบี่ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ


    เงียบ


    แต่พร้อมตัดคนได้ทุกเมื่อ


    หานถิงหัวเราะเสียงต่ำ



    “ในที่สุดก็ได้เจอศิษย์อันดับต้นของกระบี่ฟ้าคราม”จินเยว่ไม่ตอบ


    จินเยว่ไม่ตอบ


    เพียงยืนสงบนิ่ง


    มือซ้ายจับฝักกระบี่


    ราวกับรูปสลักหิมะ


    หานถิงขมวดคิ้วทันที


    เขาเกลียดสายตาแบบนี้


    สายตาที่เหมือนอีกฝ่ายไม่เห็นเขาอยู่ในระดับเดียวกัน


    “หึ!”


    ตูม!


    ลมปราณสีดำระเบิดออกจากร่างเขาทันที


    พื้นเวทีแตกกระจาย


    ร่างใหญ่พุ่งเข้าใส่ราวกระทิงคลั่ง


    หมัดหนักอัดอากาศจนเกิดเสียงระเบิด


    ผู้ชมหลายคนสีหน้าเปลี่ยนทันที


    เพราะหมัดนี้—


    หนักพอจะทุบกำแพงหินแตกทั้งแถบ


    แต่จินเยว่…


    ยังไม่ขยับ


    จนกระทั่งหมัดอยู่ห่างจากใบหน้านางเพียงครึ่งฉื่อ


    ชิ้ง—


    เสียงกระบี่ดังขึ้นเบามาก


    เบาจนเหมือนสายลม


    จากนั้น—


    ทั้งสนามเงียบลง


    หานถิงหยุดนิ่ง


    หมัดค้างกลางอากาศ


    ดวงตาเบิกกว้าง


    กลางลำคอเขา…


    มีเส้นเลือดบาง ๆ ปรากฏขึ้น


    จินเยว่เก็บกระบี่กลับเข้าฝักแล้ว


    ไม่มีใครเห็นชัด


    ไม่มีใครเห็นว่านางชักตอนไหน


    และฟันเมื่อไร


    หานถิงยืนตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนเหงื่อเย็นจะไหลลงมา


    “ข้า…”


    เสียงเขาแหบพร่า


    “แพ้แล้ว”


    ตูม!


    เสียงทั้งสนามระเบิดทันที


    “เร็วเกินไป!”


    “ข้าไม่เห็นอะไรเลย!”


    “นี่คือวิชากระบี่อะไร!?”


    ด้านบนอัฒจันทร์สูง


    แม้แต่ผู้เฒ่าหลายคนยังหรี่ตา


    เพราะเมื่อครู่—


    จินเยว่ไม่ได้ชนะด้วยพลัง


    แต่นางชนะด้วย “ความแม่น”


    เสี่ยวชวนมองเงียบ ๆ


    จากนั้นมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย


    “กระบี่ไร้เงา…”


    เขาพึมพำ


    หานอวี่ที่ยืนข้าง ๆ เหลือบมองเขา


    “เจ้าดูออก?”


    “อืม”


    “นางซ่อนจิตสังหารไว้จนวินาทีสุดท้าย”


    หานอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง


    ก่อนกล่าวเรียบ ๆ


    “สายตาเจ้าน่ารำคาญจริง ๆ”


    แต่แม้พูดเช่นนั้น—


    แววตาของเขากลับลึกขึ้นเล็กน้อย


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ศึกถัดมา—


    “เพ่ยเหยา!”


    “พบ ฉินลั่ว!”


    เพ่ยเหยากระโดดขึ้นเวทีทันที


    ต่างจากจินเยว่โดยสิ้นเชิง


    หากจินเยว่คือหิมะเย็น


    เพ่ยเหยาก็คือเปลวไฟ


    หญิงสาวในชุดแดงเข้มหมุนหอกยาวในมือหนึ่งรอบ


    ลมปราณเพลิงปะทุรอบตัว


    รอยยิ้มมั่นใจปรากฏบนใบหน้า


    “เข้ามา!”


    นางหัวเราะ


    “ข้าขี้เกียจรอ!”


    ฉินลั่วคำรามก่อนพุ่งเข้าใส่


    เขาใช้กระบี่หนักสีดำยักษ์


    ทุกการฟันทำให้พื้นสั่นสะเทือน


    แต่เพ่ยเหยา—


    กลับยิ่งสู้ยิ่งหัวเราะ


    หอกเพลิงในมือนางหมุนราวมังกรไฟ


    ตูม!


    ตูม!


    ตูม!


    การปะทะแต่ละครั้งระเบิดลมร้อนกระจายไปทั่วสนาม


    ผู้ชมตื่นเต้นทันที


    เพราะนี่คือศึกที่ “มัน” จริง ๆ


    ไม่ใช่การฆ่าในกระบี่เดียวแบบจินเยว่


    แต่เป็นการปะทะตรง ๆ ของพลัง


    ฉินลั่วฟันลงเต็มแรง


    เพ่ยเหยากลับไม่ถอย


    นางแทงหอกสวนเข้าไปตรงกลางช่องว่างพอดี


    ฉึก!


    ปลายหอกหยุดอยู่ตรงคอฉินลั่ว


    เงียบ


    จากนั้นเพ่ยเหยาหัวเราะลั่น


    “เจ้ายังช้าไปสามลมหายใจ!”


    ทั้งสนามระเบิดเสียงเชียร์ทันที


    แม้แต่ผู้ชมบางส่วนยังลุกขึ้นยืน


    เพราะสไตล์การต่อสู้ของนาง—


    ดุดันเกินไป


    สดเกินไป


    และงดงามเกินไป


    หลิงเอ๋อถึงกับตบโต๊ะ


    “สวยมาก!”


    หลิงเปาหัวเราะเบา ๆ


    “พี่เพ่ยเหยานี่เหมือนพายุจริง ๆ”


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    แต่หลังจากความร้อนแรงของเพ่ยเหยา


    สนามกลับเงียบลงอีกครั้ง


    เมื่อชื่อถัดไปถูกประกาศ


    “มู่หรงเจี๋ย…”


    เสียงผู้คนเบาลงทันที


    ชายหนุ่มชุดขาวก้าวขึ้นเวทีช้า ๆ


    เขาหล่อเหลา


    สีหน้าสุภาพ


    รอยยิ้มอ่อนโยน


    หากมองผิวเผิน…


    แทบไม่มีใครคิดว่าเขาอันตราย


    แต่เสี่ยวชวนกลับหรี่ตา


    “คนนี้…”


    เซวียนซาหัวเราะต่ำในหัวเขา


    “อืม”


    “หมอนี่ฆ่าคนเก่ง”


    คู่ต่อสู้ของมู่หรงเจี๋ยคือ “ต้วนเจี้ยน”


    ศิษย์สายกระบี่หนักจากภูผาทมิฬ


    ทันทีเริ่มศึก—


    ต้วนเจี้ยนระเบิดพลังเต็มกำลัง


    กระบี่หนักสีดำฟันลงราวภูเขาถล่ม


    แต่—


    มู่หรงเจี๋ยเพียงขยับครึ่งก้าว


    พริบตาต่อมา


    เขาก็หายไป


    พรึ่บ


    ทั้งสนามตกใจทันที


    “เร็ว!”


    ต้วนเจี้ยนหันกลับแทบไม่ทัน


    ชิ้ง—


    ปลายกระบี่สีขาววางอยู่ตรงหัวใจเขาแล้ว


    ไม่มีแรงระเบิด


    ไม่มีคลื่นลมปราณ


    มีเพียง…


    “ความเร็ว”


    มู่หรงเจี๋ยยิ้มบาง


    “ยอมแพ้เถอะ”


    ต้วนเจี้ยนหน้าซีดทันที


    เพราะเขารู้ดี—


    หากเป็นศึกจริง


    หัวใจเขาคงถูกแทงทะลุไปแล้ว


    เสียงผู้คนเริ่มซุบซิบทันที


    “นี่คือเคล็ดวิชากระบี่วายุขาว?”


    “เร็วเกินไป…”


    “สำนักกระบี่ฟ้าครามปีนี้สัตว์ประหลาดชัด ๆ”


    จ้าวหรงกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว


    เพราะตอนนี้—


    ชื่อเสียงของสำนักกระบี่ฟ้าครามกำลังพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ


    และจุดศูนย์กลางของทุกอย่าง…


    ก็คือหลินเสี่ยวชวน


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    แต่หลังจากนั้น—


    บรรยากาศทั้งสนามกลับเปลี่ยนอีกครั้ง


    เมื่อชื่อสุดท้ายถูกประกาศ


    “หานอวี่…”


    เพียงชื่อเดียว


    ทั้งสนามก็เงียบลง


    ชายหนุ่มสะพายกระบี่สีเงินเดินขึ้นเวทีช้า ๆ


    สีหน้าเย็นชาเหมือนเดิม


    ดวงตาคมราวดาบ


    รอบตัวมีแรงกดดันบางเบา


    แต่ยิ่งบาง—


    กลับยิ่งน่ากลัว


    คู่ต่อสู้ของเขาคือ “เหล็กหาน”


    ชายร่างยักษ์แห่งภูผาทมิฬ


    ผู้มีชื่อเสียงด้านพลังป้องกัน


    เหล็กหานหัวเราะลั่น


    “ในที่สุด!”


    “ข้าจะลองดูว่าศิษย์อันดับหนึ่งของกระบี่ฟ้าครามแข็งแกร่งแค่ไหน!”


    หานอวี่ไม่ตอบ


    เพียงยืนเฉย ๆ


    ลมพัดผ่านชายเสื้อเขาเบา ๆ


    เงียบ


    จนเหล็กหานเริ่มขมวดคิ้ว


    “เจ้าจะไม่ชักดาบ?”


    หานอวี่ตอบเรียบ ๆ


    “ถ้าเจ้ารับข้าได้หนึ่งกระบี่”


    “ข้าจะชัก”


    เสียงฮือฮาดังขึ้นทั้งสนามทันที


    หยิ่งเกินไป!


    แม้แต่เหยียนตงยังหัวเราะเสียงต่ำ


    ส่วนฮั่วเจิน…


    เริ่มสนใจจริง ๆ แล้ว


    เหล็กหานคำรามลั่น


    ลมปราณปะทุเต็มกำลัง


    ผิวทั้งร่างกลายเป็นสีเหล็กดำ


    เขาพุ่งเข้าหาหานอวี่ทันที


    ตึง!


    ตึง!


    ตึง!


    ทุกก้าวหนักราวภูเขา


    แต่หานอวี่…


    ยังคงยืนนิ่ง


    จนกระทั่งอีกฝ่ายเข้ามาถึงตรงหน้า


    เขาจึงขยับ


    ช้า ๆ


    มือจับด้ามกระบี่


    ชักออกมาเพียงครึ่งคืบ


    ชิ้ง—


    เสียงกระบี่ดังขึ้น


    จากนั้น—


    ทุกอย่างเงียบลง


    ลมทั้งสนามเหมือนหยุดนิ่ง


    เหล็กหานยืนนิ่งกลางเวที


    ไม่ขยับ


    ไม่พูด


    ผ่านไปสามลมหายใจ


    เสื้อเกราะเหล็กบนอกเขา…


    ค่อย ๆ แยกออกเป็นสองส่วน


    ฉัวะ


    เลือดไหลเป็นเส้นบาง


    ทั้งสนามเงียบสนิท


    หานอวี่เก็บกระบี่กลับเข้าฝัก


    จากนั้นหันหลังเดินลงเวทีทันที


    เหมือนศึกนี้…


    ไม่คู่ควรให้เสียเวลาแม้แต่นิดเดียว


    จนกระทั่งเขาเดินลงจากเวทีไปแล้ว


    เสียงผู้คนจึงระเบิดขึ้นราวฟ้าถล่ม


    “กระบี่อวิ๋นฟ้า!”


    “นี่มันสัตว์ประหลาดชัด ๆ!”


    “ปีนี้สำนักกระบี่ฟ้าครามบ้าไปแล้ว!”


    แม้แต่ฮั่วเจิน…


    ยังจ้องแผ่นหลังของหานอวี่นิ่งนาน


    จากนั้นจึงหัวเราะเบา ๆ



    “น่าสนใจ…”


    ส่วนเสี่ยวชวน—


    ยังคงนั่งเงียบอยู่มุมเดิม


    แต่สายตาของเขา…


    เริ่มลึกขึ้นเรื่อย ๆ


    เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่า—


    ศึกครั้งนี้


    ไม่ง่ายเลยจริง ๆ


    อัจฉริยะที่ยืนอยู่บนเวทีแห่งนี้…


    ไม่มีใครเป็นตัวประกอบแม้แต่คนเดียว


    คล้ายกับเรื่องแกนกลืนวิญญาณต้องห้าม ที่คุณอ่าน