เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 38 คือนางที่ข้าเจอวันนั้น

            เช้าวันรุ่งขึ้น หลินซีและเสิ่นเฉินยังไม่ทันได้ออกไปหาพ่อเฒ่าหลี่ ลุงจางผู้นำหมู่บ้านกับป้าจางก็เดินทางมาหาถึงหน้าบ้านเสียก่อน

            เพราะได้ทราบเรื่องที่บ้านป้าหลี่และบ้านยายเฉินยกพวกมาหาเรื่องบ้านสกุลเสิ่นเมื่อคืนวาน ในใจจึงรู้สึกผิดและไม่สบายใจยิ่งนัก เช้านี้จึงให้จางเจ๋อกับจางอวี้เอ๋อร์ล่วงหน้าไปจัดการเรื่องเก็บผักบนเขาพยัคฆ์คำรามกันเองก่อน ส่วนพวกตนก็รีบมาเพื่อกล่าวขอโทษขอโพย

            “เสิ่นเฉิน หลินซี ต้องขอโทษพวกเจ้าจริง ๆ ไม่นึกเลยว่าจะก่อความเดือดร้อนให้พวกเจ้ามากมายถึงเพียงนี้!”

            ทั้งผู้นำหมู่บ้านและป้าจางต่างรู้สึกว่า เป็นเพราะเมื่อคืนพวกเขาจัดการกับพวกป้าหลี่ได้ไม่เด็ดขาดพอ ถึงได้ทำให้คนเหล่านั้นพานโกรธและผูกใจเจ็บจนตามมาหาเรื่องหลินซีและเสิ่นเฉินถึงที่บ้าน

            เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทั้งสองก็ยิ่งรู้สึกละอายใจมากขึ้นไปอีก

            เสิ่นเฉินเดินออกมาจากห้องครัว เชื้อเชิญให้ทั้งสองนั่งลง ก่อนเอ่ยปลอบ “ท่านลุง ป้าจาง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกท่านหรอกขอรับ”

            “ใช่เจ้าค่ะ ป้าจาง ความผิดครั้งนี้เกิดจากความละโมบของคนพวกนั้น พวกท่านจะโทษตนเองไปไยเจ้าคะ อีกอย่าง พวกป้าหลี่ก็ทำอะไรพวกข้าไม่ได้ แถมยังต้องเสียหน้าเสียอารมณ์กลับไป”

            หลินซีส่งเสียงมาจากในห้อง นางเพิ่งจัดการกับซานเป่าและซื่อเป่าเสร็จเรียบร้อย พอเห็นว่าต้าเป่าและเอ้อร์เป่าสามารถแต่งตัวกันเองได้และเรียบร้อยดี นางจึงเดินออกมาเงียบ ๆ พร้อมปิดประตูห้องนอนของเด็ก ๆ ลงเบา ๆ

            สองแขกอาวุโสได้ฟังต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าท่าทีอ่อนอกอ่อนใจ

            ผู้นำหมู่บ้านมองดูเสิ่นเฉินแล้วกล่าวด้วยแววตาขื่นขม “เสิ่นเฉินเอ๋ย ครั้นเจ้ายังเยาว์วัย ที่เจ้าพบเจอชะตากรรมเลวร้าย ต้องระหกระเหินออกจากหมู่บ้านไป ก็เป็นเพราะถูกคนในหมู่บ้านบางคนข่มเหงรังแก ด้วยเห็นว่าเจ้ากำพร้าบิดามารดา ไร้ผู้ใดให้พึ่งพิง ผ่านไปหลายปี ข้าก็นึกว่านิสัยของผู้คนจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะยังเป็นกันเช่นนี้… เฮ้อ~”

            “ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ? เมื่อก่อนพวกเขาถึงกับเคยข่มเหงรังแกเสิ่นเฉินด้วยหรือเจ้าคะ?!” หลินซีซึ่งเพิ่งเดินมาถึง ได้ยินวาจาของลุงจางก็ก้าวพรวดเข้ามาถามทันที

            ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางหันมองหญิงสาว ความปวดร้าวสะท้อนในดวงตา ถอนหายใจอีกคราแล้วพยักหน้ายอมรับ 

            ทว่าคนถูกเอ่ยถึงกลับยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย เอ่ยเสียงสงบนิ่ง “เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นอดีตไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงมันอีก”

            หลินซีพอจะเข้าใจความคิดของเสิ่นเฉินอยู่บ้าง คาดว่าเขาคงไม่เห็นชาวบ้านเหล่านั้นอยู่ในสายตา จึงไม่คิดจะถือสาหาความให้เสียเวลา …การกระทำแบบนั้นคงจะไร้ความหมายสำหรับคนเย็นชาอย่างนี้กระมัง

            แต่… เสิ่นเฉินไม่ใส่ใจก็เรื่องของเขา ส่วนนางจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปหรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง!

            ตลอดช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันมานี้ หลินซีนับเอาบุรุษร่วมบ้านเป็นสหายคนหนึ่งไปแล้ว แม้จะรู้ว่าเขาคือตัวร้ายในนิยาย แต่พอได้นึกถึงว่าเมื่อก่อนเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพียงใดในหมู่บ้านเฉินหยาง นางก็อดรู้สึกขุ่นเคืองแทนไม่ได้!

            *ปึง!*

            มือบางตบโต๊ะแล้วกล่าวด้วยความไม่พอใจ “หากรู้แต่แรก เมื่อคืนข้าไม่ปล่อยพวกเขาไปง่าย ๆ เช่นนั้นหรอก หึ! น่าจะสั่งสอนเสีย ให้เข็ดหลาบเสียบ้าง!”

            ผู้นำหมู่บ้านชะงัก!

            ป้าจางชะงัก!

            เสิ่นเฉินก็ชะงักไปเช่นกัน!

            ทั้งสามหันมองหลินซีนิ่ง ไม่เอ่ยคำใด

            แต่ไม่นาน ป้าจางก็ตั้งสติได้ จึงเอ่ยถามขึ้น “เอ้อ เสิ่นเฉินเอ๊ย แล้วหลังจากนี้พวกเจ้าวางแผนจะทำสิ่งใดกันต่อเล่า?”

            นางรู้ดีว่าสองหนุ่มสาวกำลังจะซ่อมแซมบ้านครั้งใหญ่ ซึ่งในระหว่างนั้นค่าใช้จ่ายย่อมสูงมาก ทั้งคู่จำเป็นต้องหาเงินให้ได้มากกว่าในตอนนี้… เอ หรือว่า พวกนางควรจะคืนธุรกิจผักป่านี้ให้พวกเขาดีนะ?

            หลินซีมองออกว่าป้าจางกำลังคิดสิ่งใดอยู่ จึงรีบบอก “ข้ากับเสิ่นเฉินพอจะมีลู่ทางบ้างแล้วเจ้าค่ะ ไหน ๆ เช้านี้พวกท่านก็มาหา ข้าขอถือโอกาสเอ่ยถามเลยแล้วกัน… ช่วงกลางวันที่พวกท่านจะเข้าตัวอำเภอ ขอพวกเราอาศัยเกวียนไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ? วันนี้ครอบครัวเราก็จะเอาของป่าไปขายพอดี”

            “ได้อยู่แล้ว” /  “ไปด้วยกันเถิด!”

            ผู้นำหมู่บ้านและป้าจางรีบรับคำทันที 

            ลุงจางกล่าวอย่างยินดี “วันนี้ก็ยังเป็นเจ๋อเอ๋อร์เข้าตัวอำเภอ รอให้งานบนเขาพยัคฆ์คำรามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจะบอกให้เขาขับเกวียนวัวมารับพวกเจ้าที่นี่”

            หลังจากคู่ค้าลดปริมาณผักป่าที่รับซื้อลง พวกเขาก็ทำงานเสร็จเร็วขึ้นมาก อีกอย่าง วันนี้ก็ไม่มีชาวบ้านกลุ่มอื่นตามไปก่อความวุ่นวายให้เสียเวลา ก็คงจะลงจากเขามาได้ก่อนเที่ยงวัน

            หลินซีพยักหน้ารับ สองผู้อาวุโสจึงบอกลา จากนั้นหญิงสาวก็เดินไปส่งแขกที่หน้าประตูรั้ว

            เดินไปใจก็ครุ่นคิด… 

            เมื่อกลับเข้ามาและเห็นหน้าคนที่ยืนรออยู่ หลินซีก็กัดฟัน กล่าวกับเขาอย่างมุ่งมั่น “เสิ่นเฉิน เจ้าวางใจเถิด เรื่องที่เจ้าเคยถูกข่มเหงในอดีต ข้าจะต้องทวงความยุติธรรมคืนให้เจ้าเอง!”

            คนฟังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ถามกลับ “เจ้าจะทวงคืนอย่างไร?”

            “ข้า…” หลินซีอึกอัก ยังคิดหาหนทางไม่ออกในตอนนี้ จึงบอกไปเพียงว่า “เอาเถอะน่า...อย่างไรเสีย ข้าต้องหาทางทวงคืนให้เจ้าให้ได้แน่นอน!”

            ‘เสิ่นเฉินช่วยเหลือปกป้องนาง นางก็จะตอบแทนเขา! บุญคุณต้องทดแทน ส่วนน้ำใจนั้นเป็นอีกเรื่อง!’

            บุรุษหน้านิ่งเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง มองคนที่ได้ชื่อว่าภรรยาด้วยแววตาพิจารณาที่แฝงความหมายบางอย่าง… 

            ก่อนจะลุกขึ้นยืน เดินกลับเข้าครัวไปเงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรอีก

    ++++++++++

            ไม่รู้เพราะเหตุใด หลายวันมานี้ ฝีมือการทำอาหารของเสิ่นเฉินนับว่าก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย และสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดคือ ‘ไข่น้ำ’ ซึ่งทุกเช้า เขาจะเตรียมไว้ให้หลินซีและเจ้าตัวน้อยทั้งสี่ได้กินคนละถ้วยเสมอ

            หลินซีมองตามแผ่นหลังเหยียดตรงของเพื่อนร่วมบ้าน ในใจยังคงมีเรื่องค้างคา…คล้ายอยากถามแต่ก็ไม่อยากถาม?!

            นางเอามือทาบอกเบา ๆ รู้สึกราวกับข้างในนี้มันคับข้องหมองหม่น อึดอัดขัดใจบอกไม่ถูก จึงได้แต่โทษว่า เป็นเพราะความขุ่นเคืองที่ยังไม่ได้ชำระแค้น 

            ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็แล้วไป แต่เมื่อรู้แล้วว่าชาวบ้านเคยข่มเหงรังแกเสิ่นเฉิน...หึ คอยดูเถิด! ข้อกล่าวหาว่านางจงใจวางกับดักบ้าบอพวกนั้น นางจะทำให้มันกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาให้ดู!

            ขณะนั้นเอง เด็ก ๆ ทั้งสี่ก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย พากันเดินออกมาล้างหน้าล้างตา หลินซีจึงเดินเข้าไปช่วยพลางบอกข่าวดีว่า วันนี้ทุกคนจะได้เข้าตัวอำเภอไปเที่ยวเล่นด้วยกัน

            “เช่นนั้นซื่อเป่าจะได้กินขนมน้ำตาลเคลือบหรือไม่เจ้าคะ?” ซื่อเป่าเงยหน้ามองหลินซี ดวงตาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง

            หลินซีลูบศีรษะเล็ก ๆ ของนางเบา ๆ กล่าวพลางอมยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ซื่อเป่าอยากกินเท่าไหร่ก็ย่อมได้ แต่กินมากไป จะปวดท้องเอาได้นะ”

            ซื่อเป่ายิ้มแฉ่งดีใจ ยื่นนิ้วก้อยเล็ก ๆ มาเกี่ยวกับนิ้วก้อยของหลินซี กล่าวเสียงหวานเจื้อยแจ้ว “ซื่อเป่าไม่เอาเยอะหรอกเจ้าค่ะ กินแค่สองไม้ก็พอ ที่เหลือเก็บไว้ให้พวกพี่ ๆ นะเจ้าคะ!”

            “โอ๊ย มันเขี้ยวจริงเชียว เหตุใดเจ้าถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้!” หลินซีอดใจไม่ไหว กอดร่างป้อมป้อมนั้นแน่น ๆ ทีหนึ่ง ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่อยู่ข้าง ๆ เห็นแล้วพากันหัวเราะคิกคักออกมา มีเพียงซานเป่าที่กล่าวเสียงเรียบ “ท่านพ่อบอกว่ากินขนมหวานบ่อย ๆ จะทำให้ฟันผุขอรับ”

            พวกเราเพิ่งกินกันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเองนะ!

            “เจ้าเงียบไปเลยนะซานเป่า! จะได้กินแล้ว อย่าเพิ่งขัดสิ” เอ้อร์เป่าเห็นน้องสาวคนเล็กก้มหน้างุดลงด้วยความผิดหวัง จึงรีบยกมือขึ้นปิดปากน้องชายคนรอง แล้วใช้แขนอีกข้างโอบคอแล้วลากออกไปจากบริเวณนั้น

            ซานเป่าดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อพบว่าไม่อาจสู้แรงพี่ชายได้ จึงเลิกต่อต้าน และยอมจำนนแต่โดยดี

    ++++++++++

            หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ หลินซีก็เตรียมตัวจะไปที่บ้านพ่อเฒ่าหลี่ตามที่ตั้งใจ

            เดิมเสิ่นเฉินทำท่าว่าจะไปด้วย แต่เพราะหลินซียังไม่อยากทิ้งให้พวกเด็ก ๆ อยู่กันตามลำพังช่วงนี้ อีกทั้งช่วงก่อนก็เป็นนางที่ไปบ้านสกุลหลี่อยู่บ่อยครั้ง จนสนิทสนมคุ้นเคยกับพ่อเฒ่าหลี่พอสมควรแล้ว สุดท้ายจึงตกลงกันว่าหลินซีเป็นผู้รับหน้าที่นี้

            เมื่อนางไปถึงบ้านสกุลหลี่ ก็ประจวบเหมาะกับที่พ่อเฒ่าหลี่กำลังจะก้าวออกจากประตูบ้านพอดี

            พอเห็นสะใภ้เสิ่นอย่างไม่คาดคิด ชายมีอายุก็มีสีหน้ายุ่งยากใจปนกระอักกระอ่วน “อ้าว หลินซี! เอ่อ…ถ้าจะเช่าเกวียนวัววันนี้คงไม่ได้แล้วนะ เมื่อวานอาเจ๋อบ้านผู้นำหมู่บ้านเขามาตกลงเช่าของวันนี้ไปแล้ว”

            หลินซียิ้มบาง ๆ แล้วตอบ “ข้าทราบเรื่องนั้นแล้วเจ้าค่ะ วันนี้ไม่ได้มาเช่าเกวียนวัว เพียงแต่อยากจะมาถามสักหน่อย วันนี้สุ่ยเซิง บุตรชายของท่านอยู่บ้านหรือไม่เจ้าคะ?”

            เดิมทีพ่อเฒ่าหลี่กำลังกังวลว่าหลินซีจะมาซักไซ้ตนเรื่องผักป่าเมื่อวาน พอได้ยินคำถามแบบนั้นก็พลันโล่งอกไป เบาใจไปเปลาะใหญ่ จึงรีบตอบ “อ้อ สุ่ยเซิงไม่อยู่หรอก เขารีบออกไปทำงานในนาแต่เช้ามืดแล้ว เจ้ามาหาเขามีอะไรรึ?”

            หลินซีลอบพิจารณาท่าทีของพ่อเฒ่า ไม่แน่ใจนักว่าเขาล่วงรู้เรื่องที่หลี่สุ่ยเซิงก่อขึ้นหรือไม่

            นางจึงลองเอ่ยหยั่งเชิงดู “คือข้าบังเอิญได้ยินมาว่า พี่สุ่ยเซิงเป็นคนบอกเรื่องที่ว่าข้ากับครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านร่วมกันทำกิจการขายผักป่า ให้ชาวบ้านได้รู้น่ะเจ้าค่ะ  ข้านึกขึ้นได้ว่าหลายวันก่อนเคยบังเอิญพบเขา จึงคิดว่าเขาคงจะรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น 

            วันนั้น ดูเหมือนพี่สุ่ยเซิงกำลังจะเข้าป่า ท่าทางคงจะคุ้นเคยกับพื้นที่รอบ ๆ ดี  ข้าอยากได้สมุนไพรบางอย่างที่เคยเจอในป่าแถว ๆ นั้นด่วนมาก แต่วันนี้สามีข้ายุ่งจนไม่มีเวลา ข้ากลัวหลงทางเลยอยากจะมาขอให้พี่สุ่ยเซิงช่วยแนะนำเส้นทางให้สักหน่อย 

            แต่ท่านวางใจได้นะเจ้าคะ ข้าไม่ให้เขาบอกทางให้เปล่าโดยไม่ได้สิ่งใดตอบแทนแน่นอน”

            พ่อเฒ่าหลี่พอได้ยินประโยคแรก ๆ หัวใจก็หล่นวูบ แต่พอได้ฟังประโยคหลัง ๆ ก็ค่อยวางใจลงได้ จึงตอบรับ “อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง สะใภ้เสิ่น เช่นนั้นข้าจะบอกตำแหน่งที่นาของบ้านข้าให้ เจ้าลองไปตามหาเขาดูเองเถอะ ข้ามีเรื่องต้องทำติดพันอยู่ คงจะพาเจ้าไปไม่ได้”

            หลินซีกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ แล้วจึงเดินไปยังทิศทางที่พ่อเฒ่าหลี่ชี้บอก

            ทว่านางกลับไม่พบแม้แต่เงาคน หลี่สุ่ยเซิงไม่ได้อยู่ในที่นาของบ้านสกุลหลี่?

            ขณะที่กำลังสงสัยว่าพ่อเฒ่าหลี่อาจบอกตำแหน่งผิดไป หรือบุตรชายเขาอาจจะย้ายที่ไปแล้ว หญิงสาวก็ตัดสินใจเดินต่อไปทางทิศตะวันออก ผ่านมาไม่กี่สิบเซียะ ก็เห็นหลี่สุ่ยเซิงกำลังทำงานอยู่ในที่นาของบ้านผู้อื่น?

            ข้างกายเขามีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนชี้นิ้วสั่งงานเคร่งเครียด หลี่สุ่ยเซิงดูเหมือนกำลังช่วยงานเขาอย่างขยันขันแข็ง แสดงท่าทีเอาอกเอาใจบุรุษผู้นั้นอย่างชัดเจน

            หลินซีกำลังจะเอ่ยปากเรียกบุรุษแซ่หลี่ ก็พลันเหลือบไปเห็นร่างสตรีผู้หนึ่งโดยบังเอิญ จึงหยุดชะงักและหันไปมองทันที

            บนคันนาใกล้ ๆ จุดที่หลี่สุ่ยเซิงอยู่ มีหญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เอวบางร่างแน่งน้อย ใบหน้างดงามมากผู้หนึ่งยืนอยู่ 

            …ที่แท้ก็คือสตรีที่นางเคยพบกลางทาง คนที่แสดงท่าทีแปลก ๆ วันนั้นนั่นเอง!

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย ที่คุณอ่าน