ก่อนอาหารเย็น อิ้นถังกลับไปที่เรือนชิงอี้เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นหว่านซีกำลังจัดของที่เขาส่งไปให้นางเมื่อกลางวัน
ครั้งนี้อิ้นถังใช้เงินไปไม่น้อยอาภรณ์และเครื่องประดับล้วนเป็นของใหม่ล่าสุดจากร้านที่ขายของซึ่งมีคุณภาพและรูปแบบที่ดีที่สุดเพียงกำไลหยกเลือดคู่หนึ่งที่อยู่ในมือหว่านซีก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถเป็นเจ้าของได้แม้แต่ในวังก็มีเพียงถงกุ้ยเฟยและอี้เฟยเท่านั้นที่ครอบครองเครื่องประดับล้ำค่าเช่นนี้ของถงกุ้ยเฟยนั้น นางขอพระราชทานจากฮ่องเต้ด้วยตนเอง ส่วนอีกคู่ที่เป็นของอี้เฟยอิ้นถังเป็นผู้มอบให้นางเพื่อแสดงความกตัญญูในฐานะบุตรชาย
หว่านซีนั้นเป็นโฉมสะคราญที่มีรูปร่างเพรียวบางมองไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่านางเพิ่งผ่านการคลอดบุตรมาผิวพรรณเนียนละเอียดขาวกระจ่างราวหิมะแรกดวงตาเรียวยาวคู่นั้นสดใสดั่งสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงเรือนร่างสมส่วนนั้นอยู่ในอาภรณ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีตส่งให้นางทั้งสง่างามเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายหรูหราแม้ว่าหญิงสาวจะนั่งอยู่ท่ามกลางสิ่งของมีค่าแต่สิ่งเหล่านั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามมากยิ่งขึ้นไปอีก
"องค์ชาย ท่านกลับมาแล้ว" ดวงตาของหว่านซีเต็มไปด้วยความปีติขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
เรื่องที่อิ้นถังทำในวันนี้ดึงดูดความสนใจใคร่รู้ของทุกคนดังนั้นตลอดทั้งบ่ายจึงมีสตรีหลายคนใช้ข้ออ้างมาคารวะนางถึงเรือน
น่าเสียดายที่หว่านซีไม่ได้ต้องการสนิทสนมหรือร่วมมือกับผู้ใดเรื่องราวต่างๆ ที่นางประสบมาในชีวิตเดิม ทำให้นอกจากอิ้นถังแล้วนางก็ขยาดเสียจนไม่อาจเชื่อใจสตรีคนใดในวังแห่งนี้ได้อีก
“ชอบหรือไม่” อิ้นถังเดินไปหา ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบนางไว้ในอ้อมแขน
หว่านซีพยักหน้าเพิ่งนึกออกว่าตนเองยังไม่ทันได้ทำความเคารพเขาจึงพยายามดิ้นรนลุกขึ้นแต่แล้วก็ได้ยินอิ้นถังเอ่ย “อย่าเพิ่งขยับ ให้ข้ากอดเจ้าสักหน่อย”มือทั้งสองข้างของเขาโอบรอบเอว พลางใช้คางเกยไว้บนหัวไหล่บอบบางนาง
หว่านซีไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพียงคลายร่างแข็งเกร็งลง พูดเสียงเบา “องค์ชาย”
“อืม”อิ้นถังตอบรับ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”หว่านซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อ “ถึงแม้ว่าหม่อมฉันอาจจะช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ไม่ได้ แต่หากองค์ชายไม่สบายพระทัยก็เล่าให้หม่อมฉันฟังเถิดเพคะหม่อมฉันสัญญาว่าจะฟังให้เข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวาไปเลยทีเดียว”
อิ้นถังหัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ความรู้สึกอึดอัดคับข้องในใจพลันเบาบางลงอย่างอัศจรรย์“วันนี้พี่แปดกับพี่สะใภ้แปดมาขวางทางข้าไว้แจ้งข้าว่าจวนใหม่ของพวกเขาเพิ่งสร้างแล้วเสร็จจึงจะเชิญข้ากับน้องสิบไปพักสักวันสองวัน” พูดจบเขาก็หัวเราะเสียงเย็น“แม้แต่ชีวิตของข้าเขาก็ยังไม่สนใจ ยังจะพูดถึงความรักระหว่างพี่น้องไปด้วยเหตุใดกัน”
เขาหมดหวังกับอิ้นซื่อโดยสิ้นเชิงแล้วเพราะเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการลอบสังหารเขาก่อนหน้านี้เขาเพียงต้องการเป็นเช่นน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลองต่างฝ่ายต่างอยู่อย่างสงบ แต่ตอนนี้เขากลับหวังเหลือเกินว่าเขากับอิ้นซื่อจะแยกห่างจากกันอย่างสิ้นเชิงจวบจนตายจากกันไปเสีย
"แล้วองค์ชายตกลงไปหรือไม่เพคะ" หว่านซีถาม ทั้งที่คำถามจริงๆ ที่อยากจะถามคือเหตุใดท่านจึงไปยุ่งกับคนเหล่านั้นอีก
"ไม่"อิ้นถังตอบอย่างเด็ดขาดเขาไม่ต้องการที่จะข้องเกี่ยวกับคนเหล่านั้นอีกต่อไปแล้วจริงๆ
มีคำกล่าวว่า ‘คนนอกมองชัด คนในสับสน[1]’ เมื่อครั้งที่เขาติดตามอิ้นซื่ออิ้นถังคิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องการช่วยให้เขาขึ้นสู่อำนาจและกดดันให้รัชทายาทลงจากบัลลังก์ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฮ่องเต้มองว่าพวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่ารัชทายาทตอนนี้เมื่อถอยออกมาแล้ว อิ้นถังจึงเพิ่งตระหนักได้ในที่สุดว่า บางครั้งยิ่งทำมากเท่าไรก็ยิ่งผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อก่อนเขาเคยทำตัววุ่นวายสร้างปัญหาไปทั่วทำให้ถูกฮ่องเต้ตำหนิอยู่บ่อยครั้ง ทว่าตอนนี้ เมื่อเขาหยุดและมองย้อนกลับไปอย่างพินิจพิเคราะห์เขาจึงพบว่าตนเองมองข้ามสิ่งต่างๆ ไปมากเหลือเกิน
เขาเคยคิดว่าการโค่นล้มรัชทายาทจึงจะสามารถดึงความสนใจจากฮ่องเต้ได้แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเลย คนนอกเท่านั้นจะมองเห็นได้ว่าในฐานะบิดาแล้วฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับรัชทายาทเพียงใดการที่เขาและคนอื่นพยายามลงมือทำร้ายรัชทายาทก็เหมือนกันการทิ่มแทงพระทัยของพระองค์ไม่แปลกใจเลยที่ยิ่งพวกเขาสร้างเรื่องขึ้นมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ฮ่องเต้เมินเฉยพวกเขามากขึ้นเท่านั้น
ความรักใคร่โปรดปรานเช่นนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจจินตนาการถึง
แม้จะอิจฉาแม้จะไม่เต็มใจแต่ก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงอันโหดร้ายไปได้
หลังจากฟังสิ่งที่เขาพูดหว่านซีก็เผยยิ้มบาง “ในเมื่อปฏิเสธไปแล้วเหตุใดยังคงโกรธอยู่เล่า”
"ข้าไม่ได้โกรธ ข้าแค่ไม่ชอบการรอคอยแบบนี้" หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง อิ้นถังก็พูดต่อ "พูดตามตรง ข้าแค่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีกแล้ว"
เขาพอใจแล้วกับชีวิตเรียบง่ายในปัจจุบันไม่ต้องการที่จะเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงราชบัลลังก์อีกต่อไปแล้วสุดท้ายไม่ว่าเขาหรืออิ้นเอ๋อก็ไม่มีใครต้องการบัลลังก์นั่นดังนั้นแทนที่จะต่อสู้จนหัวแตกเลือดอาบแต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ไม่สู้ถอยตั้งแต่ตอนนี้เสียแล้วสร้างภาพลักษณ์ที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อยให้ผู้คนเห็นดีกว่า
"องค์ชายแปดและพระชายาของเขาเป็นคนหยิ่งทระนงทั้งคู่ หากพวกเขาชนกำแพง[2]หลายครั้งเข้าก็คงยอมแพ้ไปเอง" หว่านซีพูดอย่างสบายๆ
อย่างที่เคยกล่าวไว้หว่านซีไม่ใช่คนใจกว้าง นางปฏิบัติต่อผู้คนอย่างตรงไปตรงมาและในชีวิตเดิมนั้น พระชายาขององค์ชายแปดเคยช่วยต่งเอ้อซื่อกลั่นแกล้งนางอยู่บ่อยครั้ง
แม้จะอยู่ในชีวิตใหม่หว่านซีก็ยังคงจำได้ถึงท่าทางอันสูงส่งของพระชายาคนนั้นที่เหลือบมองนางด้วยแววตาเหมือนกำลังมองสิ่งโสโครก
ต่งเอ้อซื่ออาจจะเกลียดนางเพราะความโปรดปรานที่นางได้รับซึ่งก็ยังเป็นเหตุผลที่เพียงพอ แต่พระชายาในองค์ชายแปดกลับดูถูกเหยียดหยามสนมชายาตัวเล็กๆเพียงเพราะคิดว่าพวกนางก็เป็นเหมือนมดที่อยากจะเหยียบก็เหยียบอย่างนั้นหรือ
เพราะเหตุใดกัน
เพียงเพราะนางเป็นพระชายาขององค์ชายแปดอย่างนั้นหรือ
น่าขำหากจะเทียบกันจริงๆนอกจากว่าบ้านเดิมของหว่านซีจะไม่ได้เรืองอำนาจเหมือนกับบ้านเดิมของพระชายาแปดแล้วแต่ในเรื่องอื่นแล้ว สกุลกัวลั่วหลัวของนางก็ไม่ได้เหนือไปกว่าผู้อื่นเลยหากจะให้พูดแล้วเรื่องที่บิดานางถูกประหารชีวิตเพราะทุจริตก็อาจจะกลายเป็นรอยด่างพร้อยตลอดชีวิตของนางเช่นเดียวกัน
“อืม”อิ้นถังถูคางบนไหล่ของนางเห็นได้ชัดว่าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
“แล้วตอนนี้องค์ชายอารมณ์ดีขึ้นบ้างหรือไม่เพคะ” หว่านซีหันหน้าไปมองเขา รับรู้ถึงกลิ่นอายเข้มข้นของบุรุษที่ไร้คู่เปรียบโอบล้อมนางเอาไว้ชั่วครู่นั้นเอง ดวงตาของนางก็พร่ามัวลงเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้
อิ้นถังมองเข้าไปในดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยความกังวลของหว่านซีก่อนจะเชยคางนางขึ้นเล็กน้อย พลางใช้นิ้วโป้งไล้ใบหน้าของนางแผ่วเบา“เห็นเจียวเจียวเป็นห่วงมากขนาดนี้ แล้วข้าจะยังอารมณ์ไม่ดีอยู่ได้อย่างไร”
หว่านซีเห็นดวงตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์คู่นั้นนางก็รู้ได้ในทันทีว่าเขากำลังล้อเลียนนางอยู่ความหงุดหงิดพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะอ้าปากกัดย้ำกลีบปากล่างเขาหนักๆ “องค์ชายช่างชอบกลั่นแกล้งผู้คนเสียจริง!”
เขามองดูท่าทางน่าเอ็นดูของหว่านซีก่อนจะอดหัวเระออกมาไม่ได้“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย เจ้าเองต่างหากที่จู่ๆ ก็หดหู่ไปเอง”
“องค์ชายไม่สงสารหม่อมฉันหรือ”
ชายหนุ่มปิดดวงตาหงส์ลงแผ่วเบาพลางลูบริมฝีปากที่บวมเล็กน้อยของหว่านซี “สงสารในโลกนี้คงมีเพียงเจียวเจียวเท่านั้นที่ทำให้ข้าสงสารได้”
หว่านซีฟังคำพูดหยอกล้อของอิ้นถัง ไม่เพียงไม่รู้สึกเขินอาย แต่ยังเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างพึงพอใจและพูดว่า "ใช่แล้ว องค์ชายไม่สงสารหม่อมฉันแล้วจะไปสงสารใครได้อีก”
ท่าทางเย่อหยิ่งภาคภูมิของหว่านซีไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแปลกหรือคิดว่านางไร้‘คุณธรรม’แต่อย่างใด ตรงกันข้าม นี่คือการแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความใส่ใจที่นางมีต่อเขา“เจียวเจียวของข้าช่างเข้าใจผู้คนดียิ่งนัก”
หว่านซีเงยหน้าขึ้นเสียงหัวเราะใสราวระฆังเงินดังแผ่วพลิ้วกังวานขณะพยายามหลบหลีกการหยอกเย้าของเขาไปมาแต่ก็ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่นไม่ยอมจากไปไหน
นอกประตูหลินชูจิ่วและทิงจู๋ที่ได้ยินเสียงหัวเราะเริงร่าต่างก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเช่นกัน
แม้ทุกครั้งที่อิ้นถังมีเวลาว่างเขาจะมาหานางที่เรือนชิงอี้แต่หว่านซีก็ไม่คิดว่านางจะสามารถเป็นที่วางใจได้ดังนั้นนางจึงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาความโปรดปรานเอาไว้ไม่เพียงจะพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาให้แนบแน่นแต่นางก็ยังพยายามทำให้อิ้นถังและหงหมินผูกพันกันฉันบิดาและบุตรอย่างลึกซึ้งอีกด้วย
อิ้นถังไม่มีประสบการณ์ในการดูแลเด็กเล็กมาก่อนแม้ว่าเขาจะอุ้มลูกชายอยู่บ่อยๆแต่สุดท้ายแล้วต้องดูแลหงหมินอย่างไรเขาก็ไม่รู้จริงๆโชคดีที่ตอนนี้หงหมินน้อยอายุเกือบครบขวบปีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กน้อยสามารถคลานไปมาได้แล้วหว่านซีจึงไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงมากนัก แต่กลายเป็นว่าหว่านซีประเมินความซื่อสัตย์ของอิ้นถังสูงเกินไปนางคิดว่าคนที่พูดคำพูดประเภท ‘มารดาใจดี บิดาเข้มงวด’ นั้นจะรู้วิธีเลี้ยงเด็กได้ดีใครจะรู้ว่าอิ้นถังเป็นพวกจริงจังแต่เพียงผิวเผินแต่ลับหลังเขากลับเล่นกับลูกชายเหมือนเล่นของเล่นอย่างไรอย่างนั้น
อย่าได้ดูถูกหงหมินตัวน้อยเด็ดขาดแม้ว่าเขาจะตัวเล็กก็จริง แต่นิสัยกลับไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆแม้กระทั่งกับคนคุ้นเคยเองเขาก็เอาแต่ใจด้วยเช่นกันมีเพียงหว่านซีและอิ้นถังเท่านั้นที่เมื่อเจ้าตัวเล็กเห็นคนทั้งคู่แล้วก็จะยื่นมือมาขอให้อุ้มอยู่เสมอแต่เพราะความใกล้ชิดนี้เองทำให้อีกไม่กี่วันต่อมาซาลาเปาน้อยที่ถูกบิดากลั่นแกล้งจนน้ำตาคลอเบ้าถึงกับร้องเรียกอีกฝ่ายว่า‘พ่อแย่’
เจ้าตัวเล็กอยากจะจำความแค้นฝังใจนี้ให้เนิ่นนานแต่น่าเสียดายที่พอบิดาอุ้มเขายกขึ้นสูงหงหมินน้อยก็มีความสุขเสียจนลืมทุกอย่างไปหมดสิ้น
“เจ้าเด็กคนนี้ จำได้แต่เรื่องกิน ลืมเลือนเรื่องถูกตี[3]หรือ”หว่านซีมองดูหงหมินน้อยที่หัวเราะคิกคักไม่หยุดอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปตบก้นน้อยๆ ของเขาและมองไปที่พ่อลูกที่เล่นกันอยู่ด้วยสีหน้าหยอกล้อ
"บุตรชายของข้าเป็นคนงี่เง่าได้อย่างไร ลูกแค่ชอบอยู่กับพ่อของเขาเท่านั้นเอง" อิ้นถังยกบุตรชายในอ้อมแขนขึ้นสูงอีกครั้งอย่างภาคภูมิใจ เมื่อเห็นใบหน้าที่มีความสุขของเด็กน้อย เขาก็หัวเราะเต็มเสียงตามไปเช่นกัน
หว่านซีมองไปที่สองพ่อลูกหัวเราะสนุกสนานแล้วก็ไม่ได้สนใจหรือห้ามปรามอะไรบางครั้งนางยังช่วยยุยงด้วยซ้ำ ตอนเห็นอิ้นถังแกล้งบุตรชายจนร้องไห้นางก็หัวเราะเห็นหงหมินน้อยวาดลวดลายลงบนใบหน้าของอิ้นถังจนดำเมี่ยมนางก็หัวเราะเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วสองพ่อลูกก็ไม่มีใครยอมใครยิ่งทะเลาะกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งผูกพันกันลึกซึ้งมากเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าหงหมินน้อยกำลังจะใกล้อายุครบขวบขาเล็กป้อมนั่นก็มีกำลังขึ้นมาก เริ่มที่จะป่ายปีนสิ่งต่างๆ บางแล้วบางครั้งในตอนที่ไม่มีใครคอยระวัง เด็กคนนี้ก็จะคลานหายไปอย่างรวดเร็วทำให้หว่านซีไม่กล้าปล่อยให้เขาอยู่บนเตียงเพียงลำพัง
ยังดีที่เรือนชิงอี้มีคนเพียงพออิ้นถังเองก็ใส่ใจเด็กน้อยมากเช่นกัน ภายในห้องไม่เพียงปูทับด้วยพรมขนหนาเท่านั้นแต่เขายังสั่งให้บ่าวไพร่นำผ้าหนาๆ ไปห่อขอบโต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดอีกด้วยเพราะเกรงว่าเด็กน้อยจะเผลอชนจนได้รับบาดเจ็บ
แต่สำหรับหว่านซีแล้วเรื่องนี้นางไม่ได้เคร่งครัดเท่าเขา ในความคิดของนาง เด็กๆควรที่จะรู้จักหกล้มบ้างจึงจะแข็งแรงสมบูรณ์ เช่นเดียวกับเฉียนหนิงพี่ชายของนาง
อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับพิธีหยิบของเสี่ยงทาย[4]ในวันฉลองครบขวบปีของเด็กน้อยที่กำลังจะมาถึงอิ้นถังกลับหวังว่าหว่านซีจะให้กำเนิดบุตรชายที่สุขภาพดีและมีชีวิตชีวาเช่นหงหมินให้กับเขาอีกคนหนึ่ง
อิ้นถังไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไรมากมายเพียงแต่ใจแคบและจริงจังเกินไปบ้างเท่านั้น หากไม่ไปยั่วยุเขาก็ไม่เกิดอะไรขึ้นแต่หากทำให้เขาโกรธ ก็ต้องเตรียมรับมือเขาให้ดีเท่านั้น
นอกจากเรื่องที่เขากับรัชทายาทขัดแย้งกันอยู่ตอนนี้เขาได้รับความสนใจจากฮ่องเต้แล้วเขาจึงตั้งใจที่จะทำงานให้ดีที่สุดและอยู่ห่างจากเรื่องราววุ่นวายทั้งหลายเหล่านั้นเสียดายที่องค์รัชทายาทไม่เคยไว้ใจผู้ใด เวลามองคนก็เหมือนมีเจตนาแอบแฝง ทำเหมือนว่านอกจากตนเองแล้วพี่น้องคนอื่นๆ ก็เป็นเพียงแค่ข้าทาส แล้วใครจะชมชอบเขาลง
เนื่องจากหงหมินใกล้จะถึงวันเกิดปีแรกแล้วฮ่องเต้จึงรับสั่งถามถึงเขาเป็นพิเศษเมื่อออกมาตำหนักเฉียนชิงแล้วเขาก็เจอรัชทายาทพูดจาเสียดสีอีกหากเป็นเพียงคำพูดเหยียดหยามธรรมดา เห็นแก่เสด็จพ่อเขาก็คงยกให้ได้แต่รัชทายาทกลับพูดคำพูดที่ไม่น่าฟังที่สุดออกมา ด้วยการสาปแช่งให้ลูกชายของเขาอายุสั้น
เขามันไม่ใช่คนแล้ว
รัชทายาทคิดว่าทุกคนต้องกลัวเขาหรือเพียงเพราะมารดาเขาเป็นฮองเฮาเท่านั้นหรือ พี่สี่ก็เป็นโอรสของฮองเฮาเช่นกันถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โอรสในสายเลือด แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นโอรสของฮองเฮาอยู่ดี
เมื่อคิดได้เช่นนี้อิ้นถังก็ตัดสินใจที่จะสนับสนุนพี่สี่อย่างลับๆ ตราบใดพี่สี่ปรารถนาไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือล้มเหลวล้วนขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเขาทั้งนั้นรอยยิ้มของอิ้นถังพลันกดลึกขึ้นเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ทว่าสิ่งที่เขาไม่มีวันรู้คือการตัดสินใจโดยบังเอิญนี้ทำให้ชะตากรรมของเขาห่างไกลจากเส้นทางในชาติก่อนมากนักกระทั่งเมื่อองค์ชายสี่อิ้นเจินได้ขึ้นครองบัลลังก์มังกรแล้วอิ้นถังไม่เพียงได้รับตำแหน่งอ๋องพระมาลาเหล็ก[5]ที่วางแผนมาก่อนเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ไว้วางพระทัยให้จัดการราชกิจต่างๆร่วมกับองค์ชายสิบอิ้นเอ๋อ และองค์ชายสิบสามอิ้นเสียงอีกด้วย
แน่นอนว่า เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านี้อิ้นถังยังไม่ได้คิดถึงมันด้วยซ้ำ
ยามเย็น เมื่ออิ้นถังกลับจากข้างนอกแล้วก็ไม่ได้สนใจบรรดาสตรีเรือนหลังที่ต่างพยายามดึงดูดความสนใจแต่กลับเดินตรงไปยังเรือนชิงอี้ของหว่านซีโดยไม่หยุดฝีเท้า
บรรดาหญิงสาวเห็นดังนี้แล้วต่างก็โกรธจนกัดฟันแน่นแต่พวกนางก็ทำอะไรไม่ได้ใครใช้ให้พวกนางไม่ได้รับความโปรดปรานเหมือนกับหว่านซีกันเล่า!
หว่านซีไม่รู้เรื่องนี้และแม้ว่านางรู้ก็ไม่สนใจยิ่งกว่านั้นนางอาจจะทำเรื่องยั่วโมโหคนเหล่านั้นมากขึ้นกว่าเดิมจนทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยด้วยซ้ำ
เมื่ออิ้นถังเข้ามาถึงหว่านซีกำลังนั่งอยู่บนเตียงเตาข้างหน้าต่างแสงในห้องสว่างส่องต้องเงาร่างงดงามให้สะคราญตามากขึ้น คำกล่าวที่ว่า ‘คนงามใต้แสงไฟยิ่งมองก็ยิ่งงาม’เป็นคำที่อิ้นถังคิดในใจทันทีที่เห็น
"เจียวเจียวของข้าช่างเป็นสาวงามน่าหลงใหลเสียจริง”อิ้นถังโน้มตัวลงกอดร่างบอบบางของหว่านซีเอาไว้พลางเอ่ยชื่นชม
[1] สำนวนจีน หมายถึงคนอยู่นอกเหตุการณ์สามารถมองเห็นสถานการณ์ได้ดีมากกว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเพราะคนนอกไม่มีอคติหรือผลประโยชน์ใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในขณะที่คนในเหตุการณ์อาจถูกอารมณ์หรือผลประโยชน์ของตนเองบดบังจนไม่อาจมองเห็นความจริง
[2] เจอทางตันหรือล้มเหลวในการพยายามทำบางอย่าง
[3] สำนวน แปลว่าคนที่ไม่ยอมจดจำความผิดพลาด ทำผิดพลาดเช่นเดิมซ้ำๆหรือคนที่เห็นแต่ผลประโยชน์และลืมช่วงเวลาแห่งความผิดพลาดไปเสีย
[4] งานเลี้ยงฉลองเมื่อเด็กมีอายุครบหนึ่งขวบ โดยเป็นการนำเอาของหลายๆอย่างมาวางให้เด็กเลือกเพื่อเสี่ยงทายอนาคตของเด็ก เช่น เครื่องดนตรี หนังสือ
[5] ตำแหน่งที่หากได้รับแต่งตั้งแล้ว เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งตายไปผู้สืบทอดสามารถสืบทอดบรรดาศักดิ์ได้อย่างไม่ต้องถูกลดลำดับศักดิ์ลงวงศ์สกุลของอ๋องพระมาลาเหล็กจะได้รับทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียงเงินทองมากมาย