ภายในโถงทางเดินชั้นที่สองของสุสานมหาเทพบรรยากาศแปรเปลี่ยนจากความเงียบสงัดเป็ความหนาวเหน็บที่เสียดแทงถึงจิติญญา
ผนังศิลาทมิฬถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีม่วงจางๆที่แฝงไปด้วยประจุไฟฟ้าแรงสูงหลินหยวนทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางห้องโถงกว้างร่างกายของเขาสั่นสะท้านไม่ใช่อย่างคนขี้ขลาด
แต่เป็เพราะมวลพลังงานมหาศาลจากไฟิญญาของจอมอสุรากระดูกขาวกำลังตีรวนอยู่ภายในเส้นชีพจรที่บอบช้ำ
"อึก...พลังนี่มัน... ดื้อด้านกว่าที่คิด!"หลินหยวนกัดฟันแน่นจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน
[เนตรวิวัฒนาการแจ้งเตือน:กระบวนการหลอมรวมแก่นิญญาอสุราอยู่ที่ 42%]
[คำเตือน:อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงเหลือ 32 องศาเซลเซียส —โปรดเร่งการหมุนเวียนปราณพฤกษาเพื่อรักษาอุณหภูมิแกนกลาง]
[เป้าหมายปัจจุบัน:ปลดล็อกทักษะ 'เกราะกระดูกอัสนีทมิฬ']
หลินหยวนไม่รอช้าเขาหลับตาลงดิ่งเข้าสู่ห้วงสมาธิลึกในมโนสำนึกของเขาเห็นภาพโครงกระดูกอสุราั์ที่เพิ่งถูกเขาสังหารพลังงานสีม่วงดำจากดวงตาข้างซ้ายของเขาพุ่งเข้าพันธนาการเศษเสี้ยวิญญาเ่าั้แล้วบีบอัดให้เล็กลงเรื่อยๆ
เขาเริ่มร่ายอาคมลับที่ได้รับจากการวิวัฒนาการกระดูกทุกชิ้นในร่างกายของหลินหยวนเริ่มส่งเสียงลั่น กร๊อบ!ราวกับกำลังถูกจัดเรียงใหม่
ทันใดนั้นิัของเขาเริ่มมีเกล็ดสีดำคล้ำคล้ายโลหะงอกเงยออกมาทีละน้อย มันไม่ใช่เกราะที่สวมใส่ภายนอกแต่เป็เกราะที่งอกออกมาจากโครงสร้างกระดูกโดยตรง
แสงสายฟ้าสีดำแผ่ซ่านออกมาจากรอยต่อของเกราะเ่าั้กลิ่นอายแห่งความตายและความมั่นคงสอดประสานกันจนเกิดเป็เกราะป้องกันที่ดูน่าเกรงขาม
"ความหนาวเหน็บนี้...จะเป็เตาหลอมชั้นดีให้ข้า!"หลินหยวนคำรามพร้อมกับปล่อยให้พลังงานอัสนีทมิฬไหลผ่านไขสันหลัง
ความเ็ปจากการถูกสายฟ้าถากถางกระดูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เขาเกือบหมดสติทว่าภาพความแค้นในอดีตและใบหน้าของศัตรูที่ยังลอยนวลกลับกลายเป็น้ำมันที่เชื้อเชิญให้ไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนยิ่งขึ้น
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ท่ามกลางความมืดและไอเย็นที่กัดกินโถงทางเดิน ร่างของหลินหยวนบัดนี้ถูกห่อหุ้มด้วย'เกราะกระดูกอัสนีทมิฬ' โดยสมบูรณ์ลวดลายอักขระสีม่วงแดงบนเกราะกะพริบตามจังหวะการหายใจของเขา
ดาบอัสนีพิโรธแดงที่ปักอยู่ข้างกายสั่นระริกราวกับจะร่วมยินดีในการวิวัฒนาการครั้งนี้หลินหยวนลืมตาขึ้น ความหนาวเหน็บรอบกายไม่อาจทำอะไรเขาได้อีกต่อไปในแววตาของเขามีประกายของการทำลายล้างที่คมกล้าขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า!
เมื่อการหลอมรวม 'เกราะกระดูกอัสนีทมิฬ' บรรลุผลสำเร็จหลินหยวนหยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขายามนี้ดูหนาและมั่นคงขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
แสงสีม่วงดำจากเกราะกระดูกกะพริบเป็จังหวะล้อไปกับเนตรเร้นเงาซีกซ้ายเขาเดินหน้าต่อไปยังส่วนลึกของโถงทางเดินชั้นที่สองซึ่งอากาศเริ่มบิดเบี้ยวด้วยแรงกดดันของอาคมโบราณที่หนาแน่นขึ้นทุกย่างก้าว
ทันใดนั้น พื้นศิลาทมิฬใต้เท้าพลันยุบตัวลงกลไกกับดักมหาเทพถูกเปิดใช้งานโดยไม่มีสัญญาณเตือน!หอกสายฟ้าสีเงินนับร้อยพุ่งออกมาจากผนังทั้งสองด้านด้วยความเร็วที่ฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว
หลินหยวนไม่ได้แสดงความตระหนกแววตาซีกขวาสีแดงชาดคำนวณวิถีของหอกทั้งหมดภายในเสี้ยววินาที
"ลองดูซิว่าเกราะนี้จะทนทานแค่ไหน!"
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
หอกสายฟ้าที่พุ่งเข้ากระทบร่างของหลินหยวนไม่ได้แทงทะลุเนื้อหนังทว่ากลับถูกเกราะกระดูกสีดำทมิฬดีดออกไปประดุจเข็มที่พุ่งชนกำแพงเหล็กกล้า
แรงกระแทกจากสายฟ้าถูกเกราะดูดซับและกระจายออกไปเป็ประกายไฟรอบตัวเขาหลินหยวนััได้ถึงความเ็ปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่นั่นกลับกระตุ้นให้สัญชาตญาณการต่อสู้ของเขาตื่นตัวขึ้นอย่างเต็มที่
[วิเคราะห์ประสิทธิภาพเกราะ:ป้องกันดาเมจกายภาพและธาตุได้ 75%]
[ระบบเนตรวิวัฒนาการ:ตรวจพบเงาสะท้อนจากผนัง — เริ่มต้นการสอน 'เพลงกระบี่สลายิญญากระบวนท่าที่ 1']
บนผนังหินที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งปรากฏเงาร่างจางๆของนักรบโบราณที่กำลังร่ายรำดาบด้วยท่วงท่าที่เรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยเจตจำนงในการทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง
หลินหยวนจ้องมองไม่วางตาเนตรวิวัฒนาการช่วยให้เขาจดจำท่วงท่าเ่าั้และนำมาซ้อนทับกับความรู้เื่วิชาสลายิญญาที่เขาอยู่
"กระบวนท่าที่หนึ่ง:ศูนย์สูญสะบั้นิญญา..." หลินหยวนพึมพำช้าๆ
เขาชักดาบอัสนีพิโรธแดงออกมาจากฝักใบดาบสีแดงทับทิมเปล่งแสงวาบสอดประสานกับพลังสีม่วงจากเกราะกระดูก
หลินหยวนเริ่มเคลื่อนไหวตามเงาบนผนังท่วงท่าของเขาดูตะกุกตะกักในตอนแรกแต่ด้วยเนตรวิวัฒนาการที่คอยปรับองศาของกระดูกและกล้ามเนื้อให้เข้ากับวิชาดาบทุกวินาทีที่ผ่านไป การร่ายรำดาบของเขาก็ยิ่งทวีความเฉียบคมและดุดัน
ลมพายุหมุนวนรอบตัวหลินหยวนทุกครั้งที่เขาวาดดาบ อากาศรอบด้านจะถูกกลืนกินเข้าไปในวงดาบประดุจหลุมดำขนาดเล็กแสงสว่างจากตะเกียงโบราณในโถงทางเดินเริ่มมืดดับลงเมื่อดาบของเขาเคลื่อนผ่านสื่อถึงแก่นแท้ของวิชาที่มุ่งเน้นการ 'สลาย'ทุกสิ่งให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า
ความหนาวเหน็บในห้องโถงชั้นที่สองทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงจุดเยือกแข็งอากาศที่เคยนิ่งสงบกลับเริ่มหมุนวนเป็พายุหมุนขนาดเล็กกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่
หลินหยวนหลับตาลงช้าๆปล่อยให้ 'เนตรวิวัฒนาการ' ทำหน้าที่เป็เรดาร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของอณูอากาศ ทันใดนั้นเขาััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้ามันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่เป็การจู่โจมด้วย 'เจตจำนงสังหาร'ที่คมกริบประดุจใบมีดโกน
เคร้ง!
หลินหยวนสะบัดดาบอัสนีพิโรธแดงออกไปปะทะกับสิ่งที่มองไม่เห็นกลางอากาศประกายไฟสีเืสาดกระเซ็นออกมาจากความว่างเปล่า เผยให้เห็นเงาร่างเลือนลางของ 'เพชฌฆาตไร้เงา' ิญญาพยาบาทที่สิงสถิตอยู่ในสุสานมหาเทพมานานนับกัปนับกัลป์ร่างของมันโปร่งแสงราวกับหมอกควันทว่ากริชสั้นในมือกลับมีความเข้มข้นของพลังงานอัสนีสีม่วงดำอย่างน่าหวาดหวั่น
[วิเคราะห์ศัตรู:เพชฌฆาตไร้เงา — ขอบเขตข้ามิญญาขั้นกลาง]
[ทักษะพิเศษ:แทรกซึมมิติ — สามารถซ่อนเร้นกายในรอยแยกอากาศได้ 99%]
[วิธีรับมือ:ใช้กระบวนท่าที่ 1 'ศูนย์สูญสะบั้นิญญา' เพื่อตัดผ่านมิติที่มันซ่อนตัวอยู่]
"ซ่อนตัวในความว่างเปล่างั้นรึ?ช่างน่าขันนัก..." หลินหยวนแค่นเสียงเย็นมือซ้ายของเขากระชับดาบแน่นจนเห็นเส้นเืปูดโปน
พลังสลายิญญาจากเนตรเร้นเงาไหลบ่าเข้าสู่ใบดาบจนสีแดงทับทิมแปรเปลี่ยนเป็สีดำขลับที่ดูดกลืนทุกแสงสว่าง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกรีดเค้นปราณทั้งหมดไปที่จุดศูนย์กลางของดาบท่วงท่าของเขาดูเรียบง่ายแต่กลับแฝงไปด้วยแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้มิติรอบด้านเริ่มบิดเบี้ยวหลินหยวนวาดดาบออกไปเป็แนวขวางอย่างช้าๆ ทว่าในสายตาของศัตรูมันกลับเป็คมดาบที่ขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถง
"เพลงกระบี่สลายิญญากระบวนท่าที่ 1: ศูนย์สูญสะบั้นิญญา!"
ฉัวะ!
รอยแยกสีดำทมิฬปรากฏขึ้นกลางอากาศตัดผ่านมิติที่เพชฌฆาตไร้เงาซ่อนตัวอยู่เสียงกรีดร้องที่โหยหวนดังสะท้อนไปทั่วสุสานเมื่อร่างโปร่งแสงของมันถูกพลังความว่างเปล่าฉีกกระชากออกเป็สองเสี่ยง
พลังของกระบวนท่านี้ไม่ได้ทำลายเพียงร่างกายแต่เป็การ 'ลบ' ตัวตนของมิติในจุดที่ดาบพาดผ่านทำให้การหลบซ่อนใดๆ กลายเป็เื่ไร้ความหมาย
เพชฌฆาตไร้เงาสลายกลายเป็ควันดำพิษที่พยายามจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างของหลินหยวนทว่า 'เกราะกระดูกอัสนีทมิฬ' กลับทำหน้าที่เป็เครื่องจักรสังหารที่กระหายเื
มันปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าสีดำออกมาเผาผลาญควันเ่าั้จนมอดไหม้ไปก่อนจะถึงตัวหลินหยวนยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของมิติที่ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมแววตาของเขาฉายแววความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น นี่คือพลังที่แท้จริงของการ 'ลวง์' พลังที่สามารถตัดขาดแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่มีตัวตน!
ท่ามกลางเศษซากของมิติที่ค่อยๆประสานตัวกลับคืนสู่ความเงียบสงัด หลินหยวนยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงพลังจากกระบวนท่า ‘ศูนย์สูญสะบั้นิญญา’เมื่อครู่แทบจะสูบเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาไปพร้อมกับการโจมตีเพียงดาบเดียว
เืสีแดงคล้ำหยดลงจากปลายนิ้วมือซ้ายที่สั่นเทาทว่าสายตาของเขากลับจับจ้องไปยังจุดที่ร่างของเพชฌฆาตไร้เงาสลายไปตรงนั้นมีดวงแสงสีฟ้าเข้มข้นขนาดเท่าเมล็ดถั่ววนเวียนอยู่ มันคือ ‘แก่นมิติ’ที่หลงเหลือจากิญญาพยาบาทระดับข้ามิญญา
หลินหยวนยื่นมือออกไปแสงนั้นพลันพุ่งเข้าหาเนตรเร้นเงาสีม่วงข้างซ้ายของเขาโดยสัญชาตญาณ
[แจ้งเตือนจากเนตรวิวัฒนาการ:ดูดซับแก่นมิติสำเร็จ!]
[ผลลัพธ์:เพิ่มความเสถียรในการใช้เพลงกระบี่สลายิญญา 20%, ปลดล็อกนิมิตย้อนรอยอดีต]
ทันทีที่แก่นพลังงานหลอมรวมเข้ากับดวงตาภาพนิมิตประหลาดพลันผุดขึ้นในหัวของเขาอย่างรวดเร็วหลินหยวนเห็นภาพวิหารแห่งนี้เมื่อหลายหมื่นปีก่อน
เห็นมหาเทพสายฟ้าผู้ยิ่งใหญ่กำลังร่ายอาคมปิดผนึกบางสิ่งที่ดู‘น่าหวาดกลัว’ ยิ่งกว่าเ้าเมืองสายฟ้านับหมื่นเท่าสิ่งนั้นถูกฝังไว้ลึกที่สุดในลาวาสายฟ้าเบื้องล่าง
และเขายังเห็น‘เงาร่างหนึ่ง’ที่สวมชุดคลุมของสำนักเมฆาคล้อยยืนอยู่มุมมืดของวิหารในยุคานั้นด้วย!
"คนของเมฆาคล้อย...เกี่ยวข้องกับที่นี่มาั้แ่หมื่นปีก่อนงั้นหรือ?" หลินหยวนขบกรามแน่นความแค้นในใจปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
ความจริงที่เขาได้รับรู้นี้ทำให้แผนการล้างแค้นของเขาซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นสำนักเมฆาคล้อยอาจไม่ได้เป็แค่สำนักใหญ่ในทวีป แต่พวกมันอาจกำลังปกปิดความลับระดับเทพเ้าเอาไว้
หลินหยวนประคองดาบอัสนีพิโรธแดงขึ้นมาแสงสีม่วงดำบนเกราะกระดูกของเขาเริ่มหม่นลงเนื่องจากพลังงานที่ร่อยหรอเขาต้องรีบเดินทางต่อก่อนที่กับดักชั้นถัดไปจะเริ่มทำงาน
เขาเดินไปที่กึ่งกลางห้องโถงพบกริชสั้นสีใสที่ตกอยู่ มันคือ ‘กริชไร้เงา’ ที่ยังหลงเหลือไอสังหารหลินหยวนเก็บมันเข้าสู่ห้วงมิติส่วนตัวเพื่อรอการหลอมรวมในภายหลัง
แววตาสองสีของเขาจดจ้องไปยังประตูหินบานถัดไปที่สลักรูป‘ลาวาสายฟ้า’ เอาไว้ นี่คือทางลงสู่ชั้นที่สาม...สถานที่ซึ่งความลับที่เขามองเห็นในนิมิตถูกฝังเอาไว้
"ความลับที่พวกเ้าซ่อนไว้...ข้าจะเป็คนขุดมันขึ้นมาเผาผลาญพวกเ้าเอง!"
เขาก้าวเดินผ่านม่านหมอกที่หนาทึบขึ้นเรื่อยๆทิ้งความเหนื่อยล้าไว้เื้ั
*****************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "เนตรวิวัฒนาการพลิกวิถีลวง์"
โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร