ตอนที่ 200 ออกข่าว
มันเป็นเช้าธรรมดาที่เหมือนกับทุกวัน แต่ทว่าสำหรับอาชีพนักข่าวทุกๆ เช้าของทุกวันเป็นเหมือนกับสงครามขนาดย่อมๆ พวกเขาต้องระมัดระวังทุกอย่าง ไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องผิดพลาดให้น้อยที่สุด
เพราะข่าวที่ออกไปต่อสาธารณชนคือข่าวสารที่ประชาชนควรรู้และที่สำคัญเพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมืองนั่นเอง
ดั่งเช่นข่าวในตอนเช้าซึ่งมันจะเป็นข่าวที่รายงานถึงความเคลื่อนไหวของประเทศ จะเน้นหนักไปในเชิงด้านสังคม บ้านเมืองและเหตุการณ์ต่างๆ ที่สำคัญเท่านั้น จะไม่ค่อยมีข่าวซุบซิบดารามากเท่าไรนักในข่าวเช้าช่วงนี้
แน่นอนข่าวแรกที่ถูกรายงานคือข่าวเรื่องคอร์รัปชันของรัฐบาลและการชุมนุมประท้วงของประชาชนคนไทย หลังจากที่รัฐบาลในสมัยนี้ ได้เจอมรสุมรุมเร้าจากพิษน้ำท่วมใหญ่ไปเมื่อปีก่อน รวมไปถึงการทุจริตโครงการจำนำข้าว ที่ตอนนี้เริ่มมีการเปิดโปงการคอร์รัปชันจากการสวมสิทธิ์เพื่อรับเงินส่วนต่างตรงนี้กันอย่างมหาศาล
โดยส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็น สส.นักการเมืองพรรคไทยภักดี ล้วนมีเอี่ยวกับโครงการนี้แทบทั้งสิ้น
“เกษตรกรได้มีการเปิดเผยว่าพวกเขาได้นำข้าวมาจำนำกับรัฐบาล แต่ทว่าไม่ได้รับเงินตามที่จำนำไว้ ซึ่งผ่านมา 3 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้รับเงิน…เรื่องนี้ไปฟังเสียงของเกษตรกรที่เดือดร้อนกันครับ” พิธีกรสรพงศ์ยังคงรายงานข่าวด้วยน้ำเสียงที่ชวนฟังและคิดตาม จังหวะไหนควรกระแทกเสียงเพื่อปลุกอารมณ์ จังหวะไหนควรผ่อนเสียงให้คิดตาม ล้วนทำได้เป็นอย่างดี ทำให้มีประชาชนคนไทยกว่า 40% มักจะเปิดทีวีโทรทัศน์และวิทยุ ฟังข่าวจากช่องสถานีแห่งนี้เป็นประจำ
ทุกคนฟังข่าวที่เกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังขับรถ ก่อนที่ข่าวต่อไปจะถูกบอกเล่าออกมาผ่านรายการ จวบจนกระทั่งมาถึงข่าวสุดท้ายที่พิธีกรสรพงศ์ได้รายงานถึง เด็กนักเรียนหญิงที่เป็นลมหมดสติ ในสนามสอบ ที่เป็นกระแสในโลกอินเทอร์เน็ตของเมื่อวาน
ซึ่งประชาชนผู้ฟัง ก็รับทราบถึงข่าวนี้มาบ้างแล้วและก็ได้เห็นคลิปช่วยเหลือ รวมไปถึงภาพอนาจารที่อยู่ๆ ดีก็หายไปจากโลกอินเทอร์เน็ต ในชั่วข้ามคืนอีกด้วย
“ทีมงานขึ้นคลิปวิดีโอนี้ให้หน่อยครับ…ทุกคนคงทราบว่าเหตุการณ์เมื่อวานที่สนามสอบแห่งหนึ่งในจังหวะธาราบุรี ได้มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเป็นลมหมดสติและได้ถูกช่วยเหลือไว้โดยเด็กนักเรียนที่เข้าสอบด้วยกัน” พิธีกรสรพงศ์บอกเล่าเนื้อหาข่าวเบื้องต้น พลางเปิดคลิปวิดีโอที่มีแนบลงไป เพื่อให้ผู้คนมองเห็นภาพตาม
“อย่างที่ทราบกันดี นักเรียนหญิงที่เป็นลมหมดสตินั้นได้ถูกช่วยเหลือจนตอนนี้ปลอดภัยแล้ว…แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนได้รับรู้ในอีกมุมมองหนึ่ง นำคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดขึ้นมาครับ” คราวนี้พิธีกรสรพงศ์ได้ให้คนเปิดภาพกล้องวงจรปิดของสนามสอบ ที่ในระหว่างรถพยาบาลกำลังขับเข้ามาจอดเทียบท่าเพื่อเตรียมรับส่งผู้ป่วย
ทันใดนั้นก็มีรถยนต์ BMW คันหนึ่งขับเข้ามาจอดขวางทางอยู่ด้านหน้ารถพยาบาลและเกิดการโต้เถียงกันระหว่าง ชายหนุ่มที่ขับรถเข้ามาขวางทางกับคนขับรถพยาบาล
“ชายในภาพคนนี้ ได้เข้ามาขัดขวางการทำงานของหน่วยกู้ภัย ซึ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผมอยากที่จะย้ำเตือนทุกท่านว่าการขัดขวางการทำงานของรถกู้ภัยถือเป็นเรื่องร้ายแรงและอันตรายมากและนี้คือบทเรียนของชายหนุ่มผู้นี้ โดยชายผู้นี้คือญาติของคนไข้ของเด็กนักเรียน เรื่องนี้ทางนักข่าวของเราได้ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว” พูดถึงตรงนี้พิธีกรสรพงศ์ก็ได้ให้ทีมงานเปลี่ยนภาพอีกครั้ง
ซึ่งมันเป็นภาพของชายหนุ่มคนเดิม แม้จะเบลอหน้าจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่จากชุดที่สวมใส่ก็ทำให้ทุกคนต่างล่วงรู้ว่า คนในภาพคือคนเดียวกับคนที่จอดรถขวางทางรถพยาบาลนั่นเอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจากคลิปวิดีโอล่าสุด มันคือภาพห้องประชุมที่น่าจะเป็นห้องประชุมในโรงพยาบาล มีบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์แพทย์และหัวหน้าศูนย์ฉุกเฉินได้เข้ามาอธิบายถึงการกู้ชีพให้กับชายคนดังกล่าวได้ฟัง
เสียงและคำพูดได้ถูกตัดออกเป็นช่วงๆ เพื่อไม่ระบุว่าคนไข้และญาติคนไข้เป็นใคร แต่จากบริบทการพูดคุย ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่า ผู้ชายที่เป็นญาติของคนไข้กำลังไต่ถามถึงหลักการการช่วยชีวิตจากทีมแพทย์นั่นเอง
“ใช่ครับ ญาติของคนไข้ได้รายงานแพทย์ เพื่อข้อคำชี้แจ้งว่าการช่วยเหลือฉุกเฉินของเด็กนักเรียนหญิงที่ได้ช่วยญาติของเขาเอาไว้ เป็นไปตามหลักการแพทย์หรือไม่? นี้คือการกระทำที่ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและไม่อยากให้ประเทศของเรา มีเรื่องนี้เกิดขึ้นอีกหรือเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่อย่างนั้นประเทศของเราก็คงไม่มีใครกล้าช่วยเหลือกันและกันอีกต่อไป” พิธีกรสรพงศ์ได้ใช้ภาพวิดีโอจากอินเทอร์เน็ตที่ทุกคนต่างรู้ดีว่ามันคือคลิปวิดีโอจากประเทศจีน
ที่มีคนชราคนหนึ่งล้มลงไปกลางตลาดที่มีคนพลุกพล่าน แต่ทว่ากลับไม่มีใครให้ความสนใจหรือช่วยเหลือคนชราที่ล้มลงไปเลยสักคน ทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ ทุกคนทำเหมือนชีวิตคนหนึ่งๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างความเป็นความตาย คือเรื่องปกติ
“สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะกลับใครทั้งนั้น ขอให้ทุกท่านจงตระหนักและช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างที่เคยเป็นมา ขอบคุณครับ” พิธีกรสรพงศ์ปิดหัวข้อข่าวได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย ถึงกระนั้นแทนที่เขาจะกล่าวสวัสดีและจบรายการในช่วงเช้าเหมือนกับปกติ แต่วันนี้เขากลับนั่งนิ่ง กล้องและภาพยังคงแช่อยู่ที่หน้าของพิธีกรสรพงศ์
ก่อนที่ตัวของพิธีกรสรพงศ์จะพูดประโยคทิ้งท้าย “ข่าวช่วงบ่ายวันนี้ เราจะมาพูดคุยกันถึงประเด็นเรื่องของเด็กนักเรียนหญิงที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้นกันครับ ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวช่วยบ่ายของเราด้วย” พูดจบเพลงของรายการก็ดังขึ้น ก่อนที่การรายงานข่าวช่วงเช้าจะจบลง
ท่ามกลางความเดือดดาลของประชาชนที่ทราบว่า ญาติของคนไข้ได้ทำเรื่องชั่วร้ายไว้มากมาย ดั่งเช่นจอดรถขวางรถพยาบาลหรือจะเป็นการฟ้องร้องคนที่ช่วยเหลือญาติของตัวเอง ที่เกิดขึ้นในสนามสอบ
มันเป็นเรื่องที่ถูกนำมาพูดกันในที่ทำงานกันอย่างคึกคัก รวมไปถึงในอินเทอร์เน็ต ที่ดูเหมือนจะด่าทอไปที่ชายหนุ่มที่ขับ BMW กันเต็มไปหมด หรือที่ศัพท์ในยุคสมัยใหม่เรียกกันว่า ‘รถทัวร์’ นั่นเอง
ผู้คนต่างพูดกันถึงประเด็นนี้ บางคนสมน้ำหน้า บางคนอยากรู้ว่าคนที่ชั่วร้ายขนาดนี้เป็นใคร บางคนพยายามที่จะตามสืบ แต่โชคดีที่พีทได้ลบภาพและวิดีโอของมายด์ไปหมดแล้ว เหลือเพียงภาพที่ถูกเบลอใบหน้าเอาไว้ ทำให้หลายๆ คนจำไม่ได้ว่าเด็กผู้หญิงที่เป็นลมหมดสติคือใคร
ดังนั้นเลยช่วยให้ครอบครัวของมายด์และมิค รอดพ้นจากการถูกนักสืบออนไลน์ตามล่าตัวไปได้
อย่างไรก็ตามก็มีข่าวลือหลุดออกมาจากโรงพยาบาลอยู่ดีว่า ทางโรงพยาบาลได้ทำการยื่นฟ้องร้องกับชายคนนี้ไปแล้ว ในข้อหาขัดขวางการทำงานของโรงพยาบาล นี้จึงทำให้กระแสที่เกิดขึ้นเบาบางลงได้หน่อย
ซึ่งตัวของมายด์เองก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน ด้วยความอับอายและไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับแพทย์และพยาบาลที่ถูกพี่ชายของเธอสร้างวีรกรรมไว้ เมื่อได้รับอนุญาตจากทางแพทย์ว่าอาการของมายด์ดีขึ้นแล้ว เธอจึงทำเรื่องขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านแทน
ส่วนเรื่องคดีของพี่ชาย พ่อกับแม่ก็ได้แต่ต้องปล่อยให้เป็นไปตามข้อกฎหมายต่อไป โดยครอบครัวของมายด์เลือกที่จะไม่สู้คดีกับทางโรงพยาบาล ปล่อยให้มิค รับโทษไปเพื่อดัดนิสัยของลูกชายตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือไม่มีทนายที่ไหนกล้ารับทำคดีนี้ เพราะมองไม่เห็นช่องทางที่จะชนะได้เลยนั่นเอง
เรื่องของครอบครัวมายด์ล้วนเป็นไปตามนี้ แต่กระแสของโลกอินเทอร์เน็ตยังคงดำเนินไปต่อ…โดยเฉพาะการพูดทิ้งท้ายของพิธีกรข่าวสรพงศ์ ซึ่งได้เกริ่นทิ้งท้ายว่าในตอนบ่าย จะนำเรื่องของเด็กนักเรียนที่ได้ช่วยชีวิตเพื่อนร่วมชั้นมารายงาน
และแล้วรายการข่าวในช่วงบ่ายก็ได้เริ่มต้นขึ้น วันนี้สถานีได้มีการปรับผังตารางเวลาใหม่ จากเดิมที่ข่าวช่วงบ่ายจะมีเวลาแค่ 30 นาที แต่แล้ววันนี้พวกเขาได้ปรับผังด้วยการงดออกอาการรายการตลกที่ชื่อว่า ‘ก่อนบ่ายคลายเครียด’ ออกไปและแทนที่ด้วยรายการที่พิธีกรสรพงศ์เกริ่นไว้แทน
ประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ได้นั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์และโทรศัพท์ของตัวเอง เพื่อดูรายการไปด้วยระหว่างที่กำลังทานข้าว “สวัสดีครับ รายงานข่าววันนี้เป็นรายการพิเศษ…และผมไม่ได้มาคนเดียว ผมได้เชิญ ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งมาด้วย ขอเชิญพบกับศาสตราจารย์นิวัตน์ แพทย์จากโรงพยาบาลจุฬานครครับ” นี้คือนายแพทย์คนเดียวกันกับที่ได้คุยกับพลอยเมื่อวาน
หากแต่วันนี้ศาสตราจารย์นิวัตน์หรืออาจารย์แพทย์ ได้จัดเต็มด้วยชุดทางการของแพทย์ ที่ตราประจำโรงพยาบาลประทับอยู่ตรงอก
“ศาสตราจารย์นิวัตน์คืออาจารย์แพทย์และแพทย์ของมหาลัยจุฬานครและแพทย์ประจำโรงพยาบาล ซึ่งท่านได้มีโอกาสพูดคุยกับเด็กนักเรียนที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้นเป็นการส่วนตัวครับ” พิธีกรสรพงศ์ได้ผายมือแนะนำอาจารย์แพทย์ด้วยความเคารพ ก่อนที่ทั้งสองจะพูดเล่นกันอีกเล็กน้อยและได้วกเข้าสู่เรื่องของพลอย ตามจังหวะชี้นำของพิธีกรสรพงศ์ที่ไม่อยากให้รายการนี้เครียดเกินไป
“ในฐานะที่อาจารย์นิวัตน์เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผมมีคำถามเหมือนกับประชาชนทุกท่านที่กำลังดูรายการของเราอยู่…เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นได้ทำการปฐมพยาบาลได้ถูกต้องตามหลักการแพทย์ครับหรือไม่ครับ?”
พิธีกรสรพงศ์จี้ถามแบบยิงตรงเข้าสู่เนื้อหาเลย
“เป็นไปตามหลักทางการแพทย์ทุกประการครับ ผมเองก็ชื่นชมเด็กนักเรียนคนนี้ไม่น้อยเลยได้ขอพูดคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวและได้รับรู้ว่าเด็กนักเรียนหญิงคนนี้ ที่มีความรู้ในการปฐมพยาบาลมากขนาดนี้ก็เพราะว่า เธอเตรียมตัวที่จะเข้าสอบคณะแพทยศาสตร์อยู่ครับ” อาจารย์แพทย์เว้นจังหวะลงเล็กน้อย เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่า การปฐมพยาบาลของเด็กนักเรียนหญิงที่ชื่อว่า พลอย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เป็นการเตรียมตัวและเตรียมพร้อมในฐานะ นักเรียนที่กำลังเข้าสอบคณะแพทย์นั่นเอง…พอได้ยินจากปากของอาจารย์แพทย์แบบนี้ พิธีกรข่าวสรพงศ์ก็ตั้งคำถามต่อไป ตามที่ได้นัดแนะกันเอาไว้แล้วต่อไป “แสดงว่าเด็กคนนี้ ที่มีพื้นฐานทางการปฐมพยาบาลเพราะเธอกำลังเข้าสอบคณะแพทย์ใช่ไหมครับ?”
“ทั้งใช่และไม่ใช่ครับ…การปฐมพยาบาลเช่นนี้ แม้แต่นักเรียนแพทย์ชั้นปีที่ 2-3 บางคนก็อาจจะทำได้ไม่ชำนาญเท่ากับเด็กนักเรียนคนนี้ ดังนั้นผมจึงได้ถามเธอไปว่าเธอไปฝึกมาจากไหน ก่อนที่ผมจะได้รับคำตอบดังนี้ครับ” ทางรายการได้เปิดคลิปวิดีโอที่พลอยเคยได้เปิดให้กับอาจารย์หมอและนักข่าวได้ดูไปเมื่อวาน ให้กับผู้ชมได้ดูไปพร้อมๆ กัน
มันคือภาพของเด็กนักเรียนกว่า 20 คน กำลังฝึกซ้อมการปฐมพยาบาลกับหุ่นจำลองด้วยความตั้งอกตั้งใจ มีเสียงบรรยายคอยกำกับถึงขั้นตอนการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องอยู่เป็นระยะๆ
“ผมได้รู้ความจริงว่า เด็กนักเรียนหญิงคนนี้ได้มีการจับกลุ่มติวหนังสือเพื่อเตรียมสอบกับกลุ่มเพื่อนและเป็นพี่ชายของเธอ ที่เป็นคนให้การสนับสนุนหุ่นจำลองและจัดสถานที่ติวให้กับเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ครับ” ภาพถ่ายยังคงถูกนำมาแสดงอย่างต่อเนื่อง แม้บุคคลในภาพจะถูกเบลอไปทั้งหมดเพื่อความเป็นส่วนตัว แต่องค์ประกอบของภาพก็เผยให้เห็นถึงโต๊ะติวหนังสือและคอมพิวเตอร์ส่วนตัว
“กลุ่มติวหนังสือนี้มีชื่อว่ากลุ่ม LevelUP พี่ชายของน้องนักเรียนคนดังกล่าวได้จัดตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่อาหารกลางวันหรืออาหารเย็น พี่ชายของเด็กนักเรียนคนนี้ก็เป็นคนออกให้ทั้งหมด ถึงจะน่าเสียดายที่กลุ่มติวหนังสือนี้ เท่าที่ผมทราบจะยุบไปแล้ว เนื่องจากได้ส่งนักเรียนกลุ่มนี้เพื่อเข้าสอบมหาลัยแล้ว
แต่การที่ได้เห็นคนๆ หนึ่งได้ทุ่มเทเพื่ออนาคตของชาติอย่างเด็กกลุ่มนี้ มันทำให้ผมอยากแสดงความขอบคุณกับเขาจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่ชายของเด็กหญิงคนนี้ จึงอยากขอบคุณผ่านทางรายการนี้ว่าการกระทำของเขา สามารถช่วยชีวิตของคนๆ หนึ่งเอาไว้ เพียงเท่านี้ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่เขาลงทุนไปแล้ว” อาจารย์แพทย์ก้มหัวเล็กน้อยเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณกับกลุ่มติวที่ชื่อว่า LevelUP!
โดยผู้ชมที่กำลังดูรายการอยู่ พอได้รู้เรื่องราวทั้งหมดก็รู้สึกทึ่งเหมือนกัน ที่เด็กนักเรียนหญิงที่เข้าไปช่วยปฐมพยาบาลให้กับเพื่อน เธอฝึกฝนและเรียนรู้การทำ CPR หนักมากจริงๆ แม้จะบอกว่าเธอเรียนรู้เพื่อตัวเธอเองที่กำลังจะเข้าสอบคณะแพทย์…แต่นี้คือการทุ่มเทที่ควรค่าแก่คำชื่นชมจริงๆ
รวมไปถึงพี่ชายของเธอ ที่ช่วยสนับสนุนน้องสาว รวมไปถึงเพื่อนในกลุ่มติวหนังสือ
โต๊ะอ่านหนังสือ คอมพิวเตอร์ส่วนตัว นี้คือกลุ่มติวที่ตั้งขึ้นโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายและที่สำคัญนอกจากจะเรียนฟรีแล้ว ยังกินฟรีอีกด้วย ‘พี่ชายของเธอไปรวยมาจากไหน? ถึงได้ทำอะไรแบบนี้ได้’
อาจารย์แพทย์เองก็อยากรู้เรื่องนี้ไม่แพ้ผู้ชมทางบ้านเหมือนกันและที่เขายอมเข้าร่วมรายการในวันนี้ก็เพราะพิธีกรสรพงศ์ได้บอกกับอาจารย์แพทย์ว่า เขารู้จักพี่ชายของเด็กนักเรียนหญิงคนนี้
อาจารย์แพทย์นิวัตน์เลยตัดสินใจเข้าร่วมรายการ แม้จะมีช่องรายการอื่นๆ ติดต่อเข้ามาขอสัมภาษณ์ข่าวนี้ก็ตาม
“เป็นความบังเอิญของผมจริงๆ ผมได้รู้จักกับพี่ชายของเด็กนักเรียนหญิงคนนี้โดยบังเอิญ ถึงจะไม่เคยได้พบหน้าและพูดคุยกันสักครั้ง แต่ผมมั่นใจว่าหากผมเอ่ยชื่อนี้ไป ทุกคนจะต้องร้องอ้อขึ้นมาอย่างแน่นอน” พิธีกรสรพงศ์ยิ้มให้กับกล้องและพูดขึ้นว่า
“พี่ชายของเด็กนักเรียนหญิงก็คือ ‘พีทพล’ เจ้าของร้านไก่ทอด Chicky CPF และประธานบริษัท Easy หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ Easy Food และ Easy Shop นั่นเอง”
คำพูดเดียวของพิธีกรสรพงศ์ทำให้ทุกคนที่กำลังดูรายการถึงกับอึ้ง~! แม้แต่พีทที่กำลังกินข้าวอยู่เช่นเดียวกันก็อึ้ง ที่จู่ๆ ก็มีคนพูดถึงแอปฯของเขา โดยที่ตัวเขาไม่จำเป็นต้องจ้างให้โฆษณาสักบาทเดียว
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 2 ทุ่มนะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy