กาลหนึ่งนานมาแล้ว ณ อาณาจักรห่างไกลใน่ฤดูหนาว ยังมีพระาาและพระราชินีที่ปกครองดินแดนอันสวยงาม พระราชินีทรงกำลังตั้งครรภ์พระราชธิดาคนแรกของอาณาจักร พระาาทรงพอพระทัย ดูแลพระราชินีและพระราชธิดาที่ยังอยู่ในครรภ์เป็อย่างดี
ในวันที่อากาศเย็นสบายแสงแดดยามเช้ากับลมหนาวใน่ฤดูหนาว พระราชินีออกมาเดินเล่นบริเวณสวนดอกไม้โปรดของพระองค์ ดอกกุหลาบเรียงรายอย่างมากมายหลากหลายสายพันธุ์ออกดอกบานสะพรั่งแม้จะเข้าสู่ฤดูหนาว พระราชินีทรงทอดพระเนตรกุหลาบเ่าั้ด้วยพระทัยที่เต็มไปด้วยความสุข ละอองหิมะแรกของฤดูหนาวโรยลงมาแตะลงไปแก้มที่แดงก่ำของพระองค์ พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ทั้งสองออกไปเพื่อรับมัน แล้วเอ่ยคำอธิฐานด้วยเสียงที่แ่เบา
“โอ้เหล่านางฟ้าแม่ทูลหัวของข้าทั้งหลาย บัดนี้ข้าได้มีพระราชธิดาแล้ว ข้าหวังว่าธิดาของข้าจะมีจิตใจที่โอบอ้อมอารี เมตตาต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย อ่อนโยนและสง่างาม เรือนร่างขาวผ่องราวกับหิมะ ริมฝีปากและแก้มแดงก่ำราวกับดอกกุหลาบที่งดงาม ผมสีดำสลวยราวกับผลของต้นมะเกลือ และขอให้ธิดาของข้ามีความสุขสมหวังในชีวิตของนางด้วยเถิด” เมื่อเอ่ยคำอธิฐานจบ พระราชินีทรงเป่าละอองหิมะที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์เบาๆ มันปลิวละล่องไปตามสายลม และแน่นอนว่าคำอธิฐานของนางได้บังเกิดขึ้นแล้ว
หลังจากนั้นไม่นานพระราชินีก็ได้ให้กำเนิดพระราชธิดา เด็กน้อยทรงเป็จริงดั่งคำอธิฐาน พระราชินีจึงตั้งชื่อพระราชธิดานามว่า สโนไวท์ ในขณะที่ความปีติยินดีได้เกิดขึ้น ความโศกเศร้าเสียใจอย่างเหลือล้นก็ได้เกิดขึ้นเช่นกัน พระราชินีทรงสิ้นพระชนม์หลังจากคลอดพระราชธิดาได้ไม่นาน พระาาเสียใจเป็อย่างมากเมื่อพระราชินีได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ พระาาให้คำมั่นสัญญากับพระราชินีก่อนสิ้นพระชนม์ว่าจะปกป้องและดูแลสโนไวท์อย่างดี และพระองค์ก็ทรงทำเช่นนั้น พระองค์ทรงเลี้ยงดูสโนไวท์มาเป็อย่างดี เมื่อสโนไวท์โตขึ้น พระาาได้อภิเสกสมรสกับพระราชินีคนใหม่ เธอสวยยิ่งกว่านางใดที่เคยได้พบเห็น เธอใจดีและรักสโนไวท์เหมือนลูก สโนไวท์ก็รักพระราชินีองค์ใหม่เช่นกัน
จากนั้นไม่นานพระาาได้สิ้นพระชนม์ลง สโนไวท์เสียใจเป็อย่างมากเมื่อพ่ออันเป็ที่รักและครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอต้องจากไป วันเวลาผ่านไปพระราชินีเริ่มไม่ใส่ใจและคอยใช้งานสโนไวท์อยู่เสมอ แต่สโนไวท์ก็ไม่เคยโกรธ เพราะเธอคิดว่าพระราชินีทรงเปรียบเสมือนแม่ของเธออีกคนหนึ่ง โดยที่เธอหารู้ไม่ ว่าแท้ที่จริงแล้วพระราชินีนั้นเป็แม่มดและนางทรงลอบปรงพระชนม์พระาา เพื่อให้ได้ขึ้นครองราชย์ในดินแดนแห่งนี้
นานวันเข้าผู้คนในอาณาจักรอดอยากและยากจนขึ้น เนื่องจากพระราชินีทรงเก็บภาษีแก่ราษฎรอย่างไม่ปราณีและหากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ สโนไวท์ได้ถามพระราชินีถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอาณาจักร แต่พระราชินีไม่ตอบและสั่งห้ามสโนไวท์พูดถึงเื่นี้อีก พระราชินีสาวแสนสวยเป็ที่เลื่องลือถึงความงามของพระองค์ จนมีข่าวลือว่าพระองค์เป็แม่มด หากแต่ข่าวลือนั้นคือเื่จริง ความงามของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย และความลับของฉากหน้าความสวยงามนั้นคือการร่ายมนต์แห่งความงดงามด้วยไม้เท้าวิเศษ และกระจกวิเศษหยั่งรู้ความจริง
“กระจกวิเศษ จงบอกข้อเถิด ใครงามเลิศในปฐี”
“คนนั้นก็คือท่าน พระราชินีผู้เลอโฉมที่สุดในปฐี” ภาพของพระราชินีค่อยเด่นชัดขึ้นในกระจก พระราชินีมองมันอย่างพึงพอใจ และมันเป็เช่นนั้นเสมอมา
อยู่มาวันหนึ่งพระราชินีทรงถามกระจกวิเศษเหมือนอย่างเคย แต่คำตอบที่ได้นั้นกลับเปลี่ยนไป
“แน่นอนว่าสโนไว์คือผู้ที่เลอโฉมที่สุดในปฐี”
“ไม่จริง เป็ไปไม่ได้ ผู้เลอโฉมที่สุดในปฐีคือข้าเท่านั้น เ้าบังอาจยังไงถึงได้ตอบข้ามาแบบนี้” พระราชินีทรงโกรธเป็อย่างมาก
“สโนไวท์เติบโตมาเป็สาวเลอโฉมและนางพร้อมแล้วที่จะได้ชื่อว่าเป็หญิงสาวที่งดงามที่สุดในปฐี” คำตอบของกระจกวิเศษทำให้พระราชินีกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“สวยที่สุดในปฐีอย่างนั้นหรอ ถ้าไม่มีเ้าข้าก็ยังคงสวยที่สุดในปฐี” นางเดินไปยังท้องพระโรงด้วยความโกรธเรียกนายพรานคนสนิทของพระองค์เข้าเฝ้า และทรงมีรับสั่งให้นายพรานนำสโนไวท์ไปฆ่าในป่าลึกนอกเขตอาณาจักรและนำหัวใจของเธอมามอบให้พระราชินี เพื่อเป็การยืนยันว่านางตายแล้วจริงๆ
นายพรานทำตามพระบัญชาของพระราชินีทันที เขาลักพาตัวสโนไวท์พาเข้าไปในป่าลึกนอกเขตอาณาจักร ความไร้เดียงสาและความอ่อนโยนของเธอทำให้นายพรานใจอ่อนไม่ฆ่าเธอและบอกให้เธอหนีไปให้ไกล อย่ากลับมาที่อาณาจักรแห่งนี้อีก สโนไวท์ขอบคุณในความมีเมตตาของนายพราน เธอวิ่งหนีไปแบบไม่คิดชีวิตด้วยความหวาดกลัว นายพรานกลับอาณาจักรไปพร้อมกับหัวใจของกระต่ายป่าแทนหัวใจของสโนไวท์ พระราชินีที่คิดว่าสโนไวท์ได้ตายไปแล้วหัวเราะอย่างสะใจ ในที่สุดตำแหน่งความเลอโฉมในปฐีก็กลับมาเป็ของนาง พระราชินีทรงคิดแบบนั้น
อีกด้านหนึ่ง สโนไวท์วิ่งหนีเข้าไปในป่าลึกโดยที่ไม่รู้จุดหมายปลายทางแต่อย่างใด นางรู้สึกอ่อนล้าและหมดแรง หวังไว้ว่าจะมีใครสักคนมาช่วยเธอเอาไว้ ในขณะที่ใกล้จะหมดแรง เธอได้มองเห็นกระท่อมเล็กๆ หลังหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก นางรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง รีบเดินพลางวิ่งไปที่กระท่อมหลังนั้น
เธอเคาะประตูเรียกเ้าบ้านอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา เธอจึงผลักประตูด้วยความอ่อนแรง แต่ประตูนั้นไม่ได้ล็อค เธอเดินเข้าไปสำรวจบ้านอย่างช้าๆ มีโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารวางเรียงรายอยู่ เธอรีบเข้าไปกินอาหารเ่าั้ด้วยความหิว ก่อนที่จะเดินเข้าไปยังห้องนอนที่มีเตียงนอนอยู่ถึง 7 เตียง เธอล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าและหลับไป
เสียงคุยกันเจื้อยแจ้วเดินมาทางกระท่อมกลางป่าลึก คนเ่าั้คือคนแคระทั้งเจ็ดที่เพิ่งกลับมาจากการขุดเหมือง พวกเขาทั้งเหนื่อยและหิว พร้อมที่จะกลับมาทานอาหารที่ได้เตรียมไว้ เมื่อพวกเขาเปิดประตูเข้ามาก็เห็นว่าบนโต๊ะอาหารนั้นถูกใครบางคนกินมันเข้าไปเสียแล้ว เหล่าคนแคระใและโมโหมาก พวกเขาสังเกตเห็นประตูห้องนอนที่ถูกเปิดอ้า พวกเขาเดินเข้าไปในห้องนอนอย่างระมัดระวัง สายตาของเหล่าคนแคระตกตะลึงเมื่อเห็นสาวงามนางหนึ่งนอนอยู่บนเตียง พวกเขามุงดูเธอด้วยความตื่นเต้น และกำลังเถียงกันอยู่ว่าจะปลุกเธอให้ตื่นหรือไล่เธอออกไปจากบ้านของพวกเขาดี
เป็จังหวะเดียวกับที่สโนไวท์รู้สึกตัวและตื่นขึ้น เธอใเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นเหล่าคนทั้งเจ็ดกำลังห้อมล้อมเธออยู่ด้วยความสงสัย พวกเขาเองก็ใพากันวิ่งให้วุ่นในห้องนอนนั้น ก่อนที่คนหนึ่งในกลุ่มพวกเขาจะเรียกสติทุกคนให้สงบลง
“เธอเป็ใคร มาอยู่ในบ้านของพวกเราได้ยังไง”
“ฉันมีนามว่า สโนไวท์ ฉันถูกแม่เลี้ยงของฉัน พระราชินีในอาณาจักรใกล้กันพยายามจะฆ่าฉัน ซึ่งฉันไม่รู้ว่าด้วยเพราะเหตุใด”
“พระราชินีนั่นเป็แม่มด” เหล่าคนแคระพูดขึ้น
“พวกท่านรู้ได้อย่างไร”
“นางอยู่ในป่าลึกแห่งนี้มาก่อน และนางเป็แม่มด ล่อลวงพระาาและแต่งงานกับเขา หลังจากนั้นก็ฆ่าเขา”
“ไม่จริง นางฆ่าพ่อของข้าหรอ”
“เพื่อนางจะได้อาณาจักรยังไงล่ะ” สโนไวท์ร้องไห้เสียใจกับเื่ที่ได้ยินนั้น เหล่าคนแคระได้แต่ปลอบใจนางและอนุญาตให้สโนไวท์อาศัยอยู่กับพวกเขา
สโนไวท์อาศัยอยู่กับเหล่าคนแคระอย่างมีความสุข พวกเขาดูแลสโนไวท์เป็อย่างดี
ในวันหนึ่งขณะที่เหล่าคนแคระออกไปทำงานตามปกติ สโนไวท์เดินเข้าไปป่าเพื่อเก็บเบอร์รี่ป่ามาทำพายเบอร์รี่ให้กับเหล่าคนแคระ นางเดินไปและร้องเพลงไปอย่างมีความสุข เหล่าสัตว์ต่างๆ มาฟังเสียงเพลงอันไพเราะของนาง โดยที่สโนไวท์หารู้ไม่ว่ามีใครคนหนึ่งได้ยินเสียงของเพลงของนางเช่นกัน
“เสียงใครกันนะ ช่างไพเราะจับใจ” ชายหนุ่มผู้หนึ่งได้ยินเสียงนาง เขาเดินตามเสียงนั่นไป และได้พบกับสาวงามนางหนึ่งกำลังร้องเพลงอย่างมีความสุข ห้อมล้อมไปด้วยสัตว์น้อยใหญ่ที่มาฟังนางร้องเพลงอย่างเพลิดเพลิน เขาตกหลุมรักนางทันทีั้แ่แรกพบ
ในขณะที่สโนไวท์กำลังร้องเพลงอยู่นั้น นางหันไปสบตากับชายหนุ่มเข้า นางใและกำลังจะวิ่งหนี ชายหนุ่มได้คว้าแขวนนางไว้
“เดี๋ยวก่อน ท่านหญิง ข้าขออภัยหากทำท่านใ” ชายหนุ่มมองนางอย่างหลงไหลในความงาม ยิ่งมองใกล้ๆ นางดูเลอโฉมยิ่งนัก
“สวัสดีท่านหญิง เ้าเป็ใคร ทำไมถึงเข้ามาในป่าลึกคนเดียว”
“ข้าอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้กับเหล่าคนแคระทั้งเจ็ด แล้วท่านล่ะเป็ใคร เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่”
“ข้ามีนามว่าเ้าชายเฟอร์ดินาน ดินแดนแห่งนี้พ่อข้าเป็ผู้ปกครองอาณาจักร”
“โอ้ เ้าชายเฟอร์ดินาน ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันทรงทำกิริยาไม่เหมาะสม” สโนไวท์ย่อตัวคำนับเ้าชาย เขาพยุงตัวนางขึ้น
“ไม่เป็ไร เ้าบอกว่าเ้าอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดที่นี่หรือ”
“ใช่แล้วเพคะ พวกเขาให้หม่อมฉันอาศัยอยู่ด้วยและดูแลหม่อมฉันเป็อย่างดี”
“หมายความว่าเ้าไม่ใช่คนในอาณาจักรของข้าหรือ”
“เพคะ หม่อมฉันมาจากอีกอาณาจักรหนึ่ง”
“สาวงามเช่นเ้า อยู่ในป่าอย่างนี้จะปลอดภัยได้อย่างไร ถ้าไม่รังเกียจเ้าไปอยู่กับข้าที่พระราชวังได้หรือไม่”
“หามิได้ หม่อมฉันต้องคอยดูแลเหล่าคนแคระทั้งเจ็ดของข้า พวกเขาดีกับข้ามาก นี่ก็ใกล้จะเย็นแล้ว หม่อมฉันต้องขอตัวก่อน” ว่าแล้วสโนไวท์กำลังจะเดินจากไป เ้าชายเฟอร์ดินานก็ได้ดึงแขนของเธอเอาไว้ ทำให้สโนไวท์เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเ้าชาย
“เ้ายังไม่ได้บอกชื่อข้า เ้ามีนามว่าอะไร”
“หม่อมฉันมีนามว่า สโนไวท์” สโนไวท์ผละออกจากอ้อมแขนของเ้าชาย ก่อนจะพูดขึ้น
“พระอาทิตย์จะตกดินแล้ว ถึงเวลาที่หม่อมฉันต้องไปแล้ว” สโนไวท์พูดพลางวิ่งออกไป เ้าชายวิ่งตามเธอไป
“แล้วเราจะได้พบกันอีกมั้ย สโนไวท์”
“อาจจะ...หรือไม่”
“หมายความอย่างไร”
“พรุ่งนี้ เรามาเจอกันที่นี่” สโนไวท์พูดพลางวิ่งไป “ก่อนเย็นพรุ่งนี้ ที่นี่”
“ข้าจะรอ” เ้าชายหยุดวิ่งและมองดูสโนไวท์วิ่งลับหายไป
หลังจากนั้นเ้าชายเฟอร์ดินานก็มาหาสโนไวท์อยู่เสมอ ทั้งสองพูดคุยกันและเต้นรำกัน ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็ไปอย่างมีความสุข
อีกด้านหนึ่งในอาณาจักรของสโนไวท์ พระราชินีแม่มดมีความสุขกับการครองอาณาจักร นางกดขี่และรีดไถราษฎรอย่างไร้ปราณี เพื่อความสุขของนาง หลังจากที่พระราชินีเข้าใจว่าสโนไวท์ได้ตายไปแล้ว นางก็ไม่เคยส่องกระจกวิเศษอีกเลย แต่ในวันนี้เป็วันที่พลังอำนาจแห่งความวัยเยาว์ของนางจะหมดลงอีกครั้ง นางจึงจำเป็ต้องทำพิธีร่ายมนต์คาถาให้กลับมาเลอโฉมเหมือนอย่างเคย
หลังจากที่ร่ายเวทมนต์คาถาและกลับมาอ่อนเยาว์อีกครั้ง นางจึงถามกระจกวิเศษเหมือนทุกครั้ง
“กระจกวิเศษเอ่ย จงบอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐี” ภาพของนางในกระจกค่อยๆ เปลี่ยนเป็ภาพของสโนไวท์ พระราชินีแม่มดใกับสิ่งที่เห็น
“นี่มันอะไรกัน!! นางตายไปแล้วมิใช่รึ”
“มิใช่เช่นนั้น นางยังคงเลอโฉมงดงามที่สุดในปฐี”
“มันอยู่ที่ไหน จงบอกข้ากระจกวิเศษ” ภาพกระท่อมกลางป่าลึกค่อยๆเผยออกมาในกระจก สโนไวท์และเหล่าคนแคระทั้งเจ็ดใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข พระราชินีแม่มดเห็นดังนั้นรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก นางกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธ ทำลายข้าวของที่อยู่รอบตัวอย่างบ้าคลั่ง
“มันไม่สมควรมีชีวิตที่มีความสุข และไม่สมควรงดงามไปมากกว่าข้า ดี!! ข้าจะกำจัดมันด้วยตัวของข้าเอง” พระราชินีทรงยิ้มอย่างชั่วร้าย นางเปิดตู้กระจกที่มีหนังสือเวทมนต์ด้านมืดออกมาและเริ่มร่ายมนต์อย่างไม่รอช้า ไม้เท้าอันทรงพลังที่มีอำนาจในการร่ายมนต์เปล่งแสงสีม่วงอมดำออกมา หม้อน้ำที่เดือดจัดและดำสนิทมองเห็นเงาสะท้อนใบหน้าของพระราชินีแม่มด แต่ใบหน้านั้นไม่ได้เลอโฉมเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็ใบหน้าของหญิงแก่ชรา ผมสีขาวโพลน หน้าตาดูไม่เป็มิตร หลังงอค่อม ในหม้อน้ำนั้นค่อยๆปรากฎลูกแอปเปิ้ลสีแดงสดน่ากิน แต่ทว่ามันถูกอาบไปด้วยยาพิษที่ถูกร่ายมนต์ดำไว้ พระราชินีหยิบมันขึ้นมา มองดูอย่างพอใจและหัวเราะออกมาด้วยความชั่วร้าย ใบหน้าผู้เลอโฉมของนางกลายเป็หญิงแก่ชราอย่างสมบูรณ์ อย่างสุดท้ายของการร่ายมนต์ดำคือการร่ายมนต์ถอนคำสาป นางนำไม้เท้าไปแตะที่ลูกแอปเปิ้ลอาบยาพิษแล้วพูดขึ้น
“สิ่งเดียวที่จะถอนคำสาปได้ คือจุมพิตแห่งรักแท้ หากมิฉะนั้นนางจะตายจากไปตลอดกาล ฮ่าๆๆ!!” ไม้เท้าเปล่งแสงชั่วร้ายพร้อมกับแอปเปิ้ลลูกนั้น นางหัวเราะอย่างพอใจ นำมันใส่กะตร้าเพื่อไปหาสโนไวท์
วันนี้เป็ดั่งเช่นเคย เหล่าคนแคระทั้งเจ็ดโบกมือลาสโนไวท์เพื่อออกไปทำงานที่เหมือง สโนไวท์เตรียมอาหารกลางวันให้พวกเขาทุกคนและโบกมือลา
สโนไวท์กำลังทำงานบ้านอย่างร่าเริงพร้อมกับร้องเพลงไปด้วย เสียงอันไพเราะของนางดังออกไปนอกกระท่อม พระราชินีแม่มดมั่นใจเป็อย่างมากว่านั่นคือเสียงของสโนไวท์แน่นอน
พระราชินีแม่มดเคาะประตู สโนไวท์เปิดประตูออกมา นางทำหน้าเหนื่อยล้าเพื่อให้สโนไวท์สงสาร
“แม่หนู พอจะมีน้ำให้ฉันดื่มบ้างมั้ย ฉันเดินมาไกลรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน” ความใจดีมีเมตตาของสโนไวท์ เธอรีบตอบรับและเชิญหญิงชราเข้ามาทันที
“เข้ามานั่งก่อนเถิด ข้าจะเอามาให้ท่านดื่ม” หญิงชรายิ้มอย่างเ้าเล่ห์ สโนไวท์ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้ว นางคือพระราชินีแม่มด
หญิงชราดื่มน้ำจนหมดแก้ว และขอบคุณสโนไวท์ที่ช่วยเหลือ นางหยิบกะตร้าขึ้นมาและนำแอปเปิ้ลผลโตสีแดงสดน่ากิน ให้กับสโนไวท์
“ขอบใจมากนะแม่หนู เพื่อเป็การตอบแทนรับแอปเปิ้ลลูกนี้ไว้สิ” หญิงชรายื่นให้สโนไวท์ นางปฏิเสธ แต่เมื่อมองดูแอปเปิ้ลผลนั้น มันช่างดึงดูดให้เธอลิ้มลองมันเหลือเกิน
“รับไว้เถอะนะแม่หนู หากหนูไม่กินมัน หญิงแก่อย่างฉันคงนอนตายตาไม่หลับ” ด้วยความใจอ่อนของสโนไวท์นางรับมันมา “กินมันสิ มันน่ากินมิใช่หรือ”
สโนไวท์มองดูแอปเปิ้ลในมือ เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างบอกให้กัดมัน นางค่อยๆกัดมันลงไปช้าๆ เพียงแค่คำเดียวเท่านั้น สโนไวท์หมดสติและเสียชีวิตทันที หญิงแก่มองดูสโนไวท์และหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เป็เวลาเดียวกันกับที่เหล่าคนแคระกลับมาพอดี พวกเขาเห็นหญิงแก่ยืนหัวเราะอยู่ในกระท่อมของพวกเขา และข้างๆกันนั้นเป็สโนไวท์นอนหมดสติอยู่บนพื้น ใกล้ๆกันมีผลแอปเปิ้ลที่ตอนนี้กลายเป็สีดำคล้ำมีรอยกัดตกอยู่
“เ้าแม่มดชั่ว กล้าดียังไงมาทำร้ายสโนไวท์ของพวกเขา” เหล่าคนแคระรีบวิ่งไปจับตัวหญิงแก่แม่มด แต่นางหนีออกมาได้ พวกเขาวิ่งไล่ตามนางไป นางล้มลง ไม้เท้าในมือของนางกระเด็นลอยไป หนึ่งในเหล่าคนแคระคว้าไม้เท้านั้นมาได้
“หักไม้เท้านั่นซะ!!” เหล่าคนแคระะโขึ้น และพวกเขาก็หักมัน แสงของไม้เท้าเปล่งออกมาและดับลง พระราชินีแม่มดกรีดร้องอย่างทรมานแล้วนางก็ค่อยๆตายลงอย่างช้าๆ
เหล่าคนแคระรีบวิ่งกลับไปที่กระท่อมและพบว่าสโนไวท์ได้เสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาร้องไห้ด้วยความโศกเศร้ากับการจากไปของนาง พวกเขานำร่างของสโนไวท์ใส่ไว้ในโลงแก้ว นำดอกไม้วางเรียงรายไว้รอบตัวเธอ เพื่อแสดงความไว้อาลัย
อีกด้านหนึ่งเ้าชายเฟอร์ดินานมารอสโนไวท์ยังสถานที่ที่พบกันเหมือนอย่างเคย แต่รอนานแล้วนางยังไม่มาตามที่นัดไว้ เ้าชายจึงไปหาสโนไวท์ที่กระท่อมของเหล่าคนแคระ เมื่อไปถึงเ้าชายได้เห็นพวกเขากับกำลังยืนโศกเศร้าเสียใจ ใกล้กันนั้นมีโลงแก้วประดับไปด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม เ้าชายเข้าไปถามเหล่าคนแคระ
“สวัสดี ข้ามาตามหาสโนไวท์” เหล่าคนแคระมองหน้ากัน
“ข้าคือเ้าชายเฟอร์ดินาน สโนไวท์บอกว่าจะมาพบข้า แต่นางก็ไม่มา”
เหล่าคนแคระเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้เ้าชายฟัง เ้าชายเสียใจมาก เขาเดินไปที่โลงแก้วเพื่อมองหน้าคนที่รักเป็ครั้งสุดท้าย เขาเปิดโลงแก้วนั้น มองดูสโนไวท์แล้วร้องไห้ออกมา
“อะไรกัน เราเพิ่งจะเจอกันแท้ๆ เหตุใดเ้าถึงจากข้าไป สโนไวท์ที่รักของข้า” น้ำตาของเ้าชายไหลหยดลงบนแก้มฝาดที่เคยมีสีแดงสด ตอนนี้กลายเป็สีขาวซีด “ข้ายังไม่ได้บอกเ้าเลย ว่าข้ารักเ้ามากแค่ไหน ตลอดชีวิตนี้ข้ามิอาจมอบหัวใจให้ใครได้อีกแล้ว ข้ารักเ้า สโนไวท์” เ้าชายค่อยๆ โน้มตัวลงไปจูบริมฝีปากของนางด้วยความรักและอาลัย
ริมฝีปากที่เคยขาวซีดกลับมาเป็สีแดงดั่งดอกกุหลาบเช่นเคย เ้าชายได้ยินเสียงลมหายใจของสโนไวท์ แล้วนางก็ค่อยๆลืมตาขึ้น เ้าชายรู้สึกหัวใจเต้นแรงอีกครั้ง เมื่อได้เห็นดวงตาที่สวยงามนั้นมองมาที่เขา
“สโนไวท์ฟื้นแล้ว”
“คำสาปถูกถอนแล้ว”
“จุมพิตแห่งรักแท้”
“คำสาปหายไปแล้ว”
เหล่าคนแคระร้องะโดีใจ เมื่อเห็นสโนไวท์ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เ้าชายสวมกอดสโนไวท์ด้วยความดีใจ เหล่าคนแคระทั้งหมดก็เข้ามารุมกอดสโนไวท์เช่นกัน
“สโนไวท์ แต่งงานกับข้าเถิดนะ ข้าจะดูแลเ้าไปตลอดชีวิต”
“เพคะ”
เหล่าคนแคระโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นและดีใจ
งานอภิเสกสมรสถูกจัดขึ้นในวันต่อมา เป็งานฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี สโนไวท์กลับมาครองอาณาจักรของนางอีกครั้ง ราษฎรในอาณาจักรอยู่ดีมีความสุขมากขึ้น ทั้งคู่ปกครองทั้งสองอาณาจักรและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
- จบบริบูรณ์ -