“ไม่รีบร้อนไม่ได้เ้าค่ะ ข้าต้องนำส่งชิงช่ายและหลัวปู่ไปให้ป้าแม่ครัวเพื่อประกอบอาหารมิใช่ส่งให้ท่านผู้ว่า อีกอย่างคือข้าไม่อยากไปส่งผักในยามอิ่ว (18.00) อีกแล้ว” หันกลับไปหยิบหงหลัวปู่ (แครอท) ที่ยังใช้ได้อยู่ ไปใส่ตะกร้า หลังจากนี้นางคงต้องหารถม้าคันใหม่มาเพื่อกลับหมู่บ้านผิงโดยเร็วที่สุด!
จางหย่งซื่อทวนคำพูดของหลิ่งเฟิงซ้ำๆ ‘นางอยากจะไปส่งผักก่อนค่ำ คงคิดได้อย่างเดียวว่านางคงไม่อยากให้เกิดเื่เช่นนั้นขึ้นอีก’ ตาคมลอบมองผิวแก้มเนียนใส ที่ดูเหมือนอยากจะลืมเื่ราวในกระท่อมท้ายจวน ต่างกับเขาที่เห็นหน้านางแล้วอยากจะจับนางกดลงบนฟูกเช่นนั้นซ้ำๆ โดยไม่มีเหตุผล “เหตุใดจึงมิไปส่งยามที่เ้าเคยส่ง หรือเพราะเกิดสิ่งใดขึ้นรึ” หรี่ตามองสตรีที่จ้องเขาเหมือนรอฟังแต่กลับหลบสายตา “แต่จะว่าไป เมื่อคืนก่อนนั้น ข้าฝันว่าถูกสตรีควบขี่ในบ่อน้ำ แม้จะคิดว่าฝันแต่เหตุการณ์ช่างเสมือนจริงนัก ข้าเมามายหนัก ส่วนสตรีนางนั้นบอกว่านางโดนยาปลุกกำหนัด”
°∆° “อะ” เริ่มเลิกลั่กหันซ้ายหันขวา อาการร้อนตัวที่แสดงออกมา ทำเอาหลิ่งเฟิงต้องเผลอกล่าวถ้อยคำตะกุกตะกัก “อะ ไร นะ”
“ใบหน้าและรูปร่างคล้ายคลึงกับเ้านัก เ้าบอกว่าเ้าคือสตรีส่งผัก คงมิได้ไปเกี่ยวข้องกับบ่อน้ำทางด้านหลังของจวนท่านผู้ว่าใช่หรือไม่” มือเก็บผัก หางตาเหลือบมองสตรีตรงพื้น ในความไม่สนใจรักความสวยความงามเป็อีกเื่หนึ่งที่เขานึกทึ่ง
มือบางหยิบผักใส่ตะกร้าด้วยอาการมือไม้สั่นเทา สายตาล่อกแล่กจับแครอทดูร้อนรน แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังจะคงปากแข็ง แม้ว่าในใจนึกสงสัยถ้อยคำของบุรุษผู้ที่ช่วยเหลือนาง ‘เขาติดตามมากับท่านผู้ว่า นั่นหมายถึงต้องอาศัยอยู่ในจวน หรือไม่ก็อาจจะอยู่กระท่อมตรงหลังบ่อน้ำ’ หรือให้ร้ายกว่านั้นคือเขาอาจจะเป็บุรุษคนแรกที่มีสัมพันธ์กับนางเมื่อคืน!!! “ท่านคงฝันไปแล้วเ้าค่ะพี่ชาย อีกอย่างคือโรงครัวอยู่ติดกับประตูทางออกด้านหลัง บ่อน้ำรึก็อยู่ทิศใดไม่รู้ได้ แล้วข้าจะไปที่นั่นทำไมเ้าคะ” นางลุกขึ้นยืนตัดบท แม้จะสงสัยว่าบุรุษที่นางร่วมรักด้วยจะเป็คนผู้นี้ก็ตาม ‘มิใช่ว่ามิอยากสนทนา เพียงแต่ยามนี้นางยังไม่พร้อมที่จะฟังหรือยอมรับว่าเป็สตรีนางนั้นให้ตนต้องอับอายต่างหาก’ เพราะถ้าหากบุรุษเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา มิใช่พี่ชายท่านนี้มันจะกลับกลายเป็ว่านางคือสตรีที่ยอมเสียตัวให้กับบุรุษไม่เลือกหน้า กลายเป็ที่ครหาในภายหลังเสียเปล่าๆ นางหันหลังให้อีกฝ่ายแล้วเดินถือตะกร้ากลับไปยังบ้านของท่านป้าจวน ระยะทางตรงนี้กับบ้านท่านป้านั้นอาจจะไกล แต่นางคงต้องตัดสินใจทิ้งผักไปแบบมิได้เบี้ยหวัด ‘ซวยซ้ำ ซวยซ้อนจริงๆ’
“เ้าจะไปไหนน่ะ”
เอี้ยะหลิ่งเฟิงเร่งฝีเท้าคล้ายอยากจะเดินหนี บุรุษด้านหลังที่นางคาดเดาได้ว่าเขาอาจจะเป็ผู้ติดตามฝีมือดี แล้วใยยามนี้จึงมิไปเฝ้าท่านผู้ว่าฯ หรือแท้จริงแล้วอีกฝ่ายแค่อยากอวดอ้าง “ข้าจะไปบอกให้ท่านป้าพาสามีของท่านมาเก็บหงหลัวปู่ตรงนี้เสียน่ะสิเ้าคะ เพราะข้าจะกลับหมู่บ้านผิงแล้ว”
จางหย่งซื่อชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันไปสั่งผู้ติดตามหนึ่งคนพร้อมกับรถม้าให้ไปส่งหลิ่งเฟิงกลับหมู่บ้าน เขาไม่รอให้นางหันมากล่าวคำลานอกจากใช้วิชาตัวเบามุ่งหน้าไปยังบ้านหลังใหญ่ของหัวหน้าหมู่บ้านฉีต้าน ใจคิดอยากจะจัดการทุกเื่ให้จบก่อนจะกลับจวนผู้ว่า แต่เื่ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นอีกเมื่อฉีเฉียนผู้เป็บุตรชายของฉีต้านมีอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ อีกฝ่ายทุบตีบุรุษวัยกลางคนผู้ขโมยผักจนสลบแทบเท้า เจี้ยนจื่อผู้ถูกสั่งให้มาเฝ้าสังเกตการณ์รีบบอกรายละเอียดกับจางหย่งซื่อทันทีเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตของบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านฉีต้าน ความร้ายแรงของอาการนี้มีมานานนับสิบปี ในทุกๆ สามวันฉีเฉียนต้องออกไปปล้นสินค้าของพ่อค้าหรือแม่ค้ารอบนอกหมู่บ้าน ‘ปล้นหนึ่งวัน อีกหนึ่งวันนำกลับคืน’ เป็ที่มาของเื่เล่าขานว่าที่นี่คือหมู่บ้านกองโจรทั้งๆ ที่ความจริงล้วนไม่ใช่เสียทีเดียว
“แล้วเหตุใดฉีเฉียนจึงมีอาการเช่นนี้”
ฉีต้านหรือหัวหน้าหมู่บ้านวัยกลางคนลอบถอนหายใจ พร้อมกับเล่าย้อนถึงความหลัง “ในอดีตนั้นหมู่บ้านของเราเคยมีโจรร้ายแฝงกายเข้ามาปล้นในยามวิกาล ข้าในยามนั้นหาได้เป็หัวหน้าหมู่บ้านไม่และตัวฉีเฉียนเองก็เพิ่งมีอายุครบห้าหนาว พวกมันแฝงตัวเข้ามาจับฮูหยินของข้าและสหายอีกหลายคนเป็ตัวประกัน ฉีเฉียนร่ำไห้วิ่งตามมารดาไปก่อนที่พวกมันจะใช้ดาบฟาดฟันนางจนสิ้นและเผาทำลายหมู่บ้าน ภาพจำในวันนั้นทำให้บุตรของข้ากลายเป็คนโมโหร้าย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในทุกๆ วันจะต้องมีสักครั้งที่เกิดคลุ้มคลั่งออกมา ข้าหาวิธีช่วยบุตรของข้าสารพัด จนอยู่มาวันหนึ่ง ฉีเฉียนและสหายที่มารดาสิ้นชีพกลับรวมตัวกันตามหากลุ่มโจรพวกนั้นเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ซึ่งในยามนี้กลุ่มโจรเ่าั้ได้ผันตัวไปเป็พ่อค้า นั่นคือสาเหตุของการปล้น…ผู้ใดมิใช่กลุ่มโจร ฉีเฉียนย่อมคืนสินค้าพวกนั้นกลับไป”
“ท่านบอกว่าปล้นแค่พวกโจร แล้วฉีเฉียนจดจำใบหน้าของพวกเขาได้งั้นรึ” จางหย่งซื่อถามด้วยความสงสัย
“แม้จำไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็แก้แค้นไปได้มากกว่าสิบคนแล้ว” ฉีต้านผู้เป็บิดาได้แต่ถอนใจ เขารู้ว่ามันไม่ถูกแต่ก็ห้ามบุตรชายไม่ได้เพราะตัวเขาก็เสียใจที่ฮูหยินของเขาตายไปโดยมิได้ร่ำลา คงผิดที่พวกเขาเหล่าบุรุษไม่อยู่ในหมู่บ้านพอดีกับคราวเคราะห์มาเยือน
จางหย่งซื่อได้แต่ถอนใจ หากย้อนกลับไปในวันนั้นและตัวเขาคือฉีเฉียน เขาก็คงเลือกที่จะล้างแค้นเช่นกัน แต่วันเวลาได้ผันผ่านไปผู้ใดจะมั่นใจได้ว่าพวกของฉีเฉียนมิได้ทำร้ายโจรผิดคนเล่า!!