เสียงหวูดรถไฟดัง บ่งบอกว่าถึงเวลาออกจากชานชาลาแล้ว ไช่ซุนหลันเดินขึ้นมาบนขบวนรถไฟพลางมองด้วยความสนใจรถไฟในยุคนี้ค่อนข้างจะเก่า และบรรยากาศไม่ค่อยน่าประทับใจ อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่บนรถไฟทำให้หลายคนทำตัวเป็สิงห์อมควัน พ่นบุหรี่ไปทั่วขบวน จนไช่ซุนหลันจามไม่หยุด เธอต้องเบือนหน้าหนีและแอบหยิบพิมเสนจากในมิติมาสูดดม
ในยุคนั้นการเดินทางจากจี๋หลินมาเสิ่นหยางใช้เวลาเดินทางเกือบห้าชั่วโมงกว่าไช่ซุนหลันจะถึงตัวเมืองเสิ่นหยางก็เป็เวลาสองทุ่มกว่าๆ ในตอนนี้ไช่ซุนหลันไม่สามารถกลับหมู่บ้านได้เพราะมันค่อนข้างมืดแล้วเธอจึงตัดสินใจค้างคืนในตัวเขตหนึ่งคืน โดยราคาของโรงแรมถือว่าค่อนข้างแพงเลยทีเดียวไช่ซุนหลันต้องกัดฟันจ่ายไปถึงสามหยวนสำหรับการค้างคืนที่นี่
เช้าวันรุ่งขึ้น
ไช่ซุนหลันตื่นมาด้วยความรู้สึกไม่สดชื่นเนื่องจากรู้สึกแปลกที่แปลกถิ่นจากนั้นก็รีบเตรียมเดินกลับหมู่บ้านที่เ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่
‘อืม...ไหนๆ ก็อยู่ที่เขตทั้งที ซื้อของไปฝากคนที่บ้านสักหน่อยดีกว่า’
ไม่รอช้าไช่ซุนหลันไปที่สหกรณ์ของเขตเสิ่นหยาง สหกรณ์ที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าสหกรณ์ของเขตอื่นอีกทั้งยังมีของให้เลือกเยอะกว่าด้วย แต่แล้วเธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าตัวเธอเองไม่มีตั๋วสำหรับการซื้อของอุปโภคบริโภคแม้แต่ใบเดียวที่อยู่กับตัวในตอนนี้ เพราะตั๋วนั้นคนที่เก็บไว้ก็คือแม่หลี่ของหลี่เหวินไคนั่นเอง
ไช่ซุนหลันได้แต่เดินออกมาอย่างห่อเหี่ยว ระหว่างที่กำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่เธอก็ได้แต่คิดเื่ประวัติศาสตร์ยุคนี้
‘คุ้นๆ ว่าในยุคนี้มันมีสถานที่ ที่ไม่ต้องใช้ตั๋วในการซื้อขายอยู่นี่นาเค้าเรียกว่าอะไรนะ?’ไช่ซุนหลันครุ่นคิด หากจะเปิดหนังสือดูในตอนนี้มันก็เป็ไปไม่ได้
‘ใช่แล้ว!! ตลาดมืดยังไงล่ะ! ว่าแต่ฉันจะรู้ได้ไงว่าตลาดมืดมันอยู่ตรงไหน’
น่าเสียดายที่เ้าของร่างนั้นไม่เคยมาตลาดมืดเลย เธอมักจะซื้อของที่สหกรณ์มากกว่าไช่ซุนหลันเดินไปเรื่อยๆ จนเธอเริ่มหิว ที่เขตนี้มีร้านอาหารสวัสดิการรัฐอยู่ แต่หากจะกินอาหารเธอจำเป็ต้องมีตั๋วเช่นกัน แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นแต่ไช่ซุนหลันก็อยากจะลองเสี่ยงดู
ภายในร้านมีผู้คนไม่มากนัก ไช่ซุนหลันแอบดูรายการอาหารแล้วขมวดคิ้ว
‘รายการอาหารพวกนี้ ทำไมขีดฆ่าเยอะจัง ไม่ว่าอะไรก็หมดๆ นี่ยังเช้าอยู่เลยนะ!’
ไช่ซุนหลันสงสัยว่าหากวัตถุดิบหมดเยอะเช่นนี้แล้วร้านนี้จะขายอะไรกัน? เธอจึงแกล้งเดินไปแล้วกระซิบถามพนักงาน
“สวัสดีสหาย รายการอาหารเหลือแค่สองอย่างเท่านั้นเหรอคะ มีแค่เต้าหู้กับโจ๊กธัญพืช?”
“ใช่แล้วค่ะ สหายคุณคงเพิ่งเคยมาที่ี่ครั้งแรกใช่ไหม ร้านของเราเป็อย่างนี้มาสักพักแล้วทางเราได้รับวัตถุดิบมาเพียงน้อยนิดเท่านั้น รายได้ของเราก็เลยลดลงไปมากเลย นี่เ้าของร้านก็ไม่รู้จะทำยังไงฉันเห็นว่าเถ้าแก่หวังเครียดทุกวันเลย” พนักงานบ่นให้ไช่ซุนหลันฟังแล้วถอนหายใจยาว
ไช่ซุนหลันตาเป็ประกายเมื่อได้ยินดังนั้น เธอจึงแกล้งๆถามต่อว่า “แล้วนี่เ้าของร้านอยู่ไหมคะ ฉันอยากจะคุยกับเ้าของร้านสักหน่อยนะ บางที...ฉันอาจจะช่วยร้านนี้ได้นะคะ”
ไช่ซุนหลันขยิบตาให้พนักงานขายทำให้เธอเข้าใจได้โดยง่ายว่าไช่ซุนหลันหมายถึงอะไรแม้จะไม่เชื่อเท่าไร แต่ให้เ้าของร้านมาคุยดูก็คงไม่เสียหายอะไร เมื่อเห็นดังนั้นพนักงานสาวก็เข้าไปหลังร้านแล้วเรียกเ้าของร้านให้ออกมาพบไช่ซุนหลันระหว่างนั้นไช่ซุนหลันก็ไปนั่งรอที่มุมหนึ่งของร้าน แล้วแอบหยิบเนื้อหมูทั้งแบบเนื้อแดงสามชั้น เนื้อส่วนสะโพก กระดูก ซี่โครง รวมถึงผักใบเขียวหลายอย่างออกมาจากมิติจากนั้นก็ทำการสลับสับเปลี่ยนกับเสื้อผ้าในกระเป๋ทหารของหลี่เหวินไคจนเป้สีเขียวทหารนั้นตุงแน่นที่ไช่ซุนหลันกล้าทำเช่นนี้โดยไม่กังวลว่าพนักงานจะสงสัย นั่นก็เพราะว่าตอนเธอเข้าไปพูดคุยกับพนักงานสาวนั้นไช่ซุนหลันได้วางเป้ไว้ที่ขาของเธอ ทำให้พนักงานไม่ทันได้สังเกตว่าในเป้มีอะไรอยู่บ้าง
เมื่อเ้าของร้านได้ฟังพนักงานสาวบอกก็รีบเดินออกมา และทั้งสองก็แอบคุยกันที่บริเวณมุมหนึ่งของร้านตรงที่ไช่ซุนหลันนั่งรอ
“นี่สหายเื่ที่พูดน่ะ เป็เื่จริงใช่ไหม?” หลังจากที่แนะนำตัวกันเรียบร้อยเถ้าแก่หวังก็เริ่มยิงคำถาม เขาใช้สายตามองไช่ซุนหลันอย่างไม่วางใจ ใจหนึ่งก็กังวลเพราะการกระทำเช่นนี้มันถือว่าเป็สิ่งที่ผิดแต่ใจหนึ่งก็้าวัตถุดิบเพื่อมาทำอาหารขายเพื่อพยุงกิจการ
“เื่จริงสิคะ วันนี้ฉันก็เอามาบางส่วน หากคุณ้าแลกเปลี่ยนฉันก็ยินดีค่ะ”ไช่ซุนหลันเอ่ยพลางแง้มกระเป๋าเป้ให้เถ้าแก่หวังดูว่าเธอมีของด้านในนั้นจริงๆ
เถ้าแก่หวังมองกระเป๋าเป้ของไช่ซุนหลันด้วยแววตาเร่าร้อนเขากลืนน้ำลายหนึ่งอึกก่อนจะถามไช่ซุนหลันโดยไม่มองหน้าเธอว่า
“โอ้ว สหายใช่แล้วมันเป็เพียงแค่การแลกเปลี่ยนเท่านั้น ทางร้านเรา้ามันทั้งหมดเลยว่าแต่ในนั้นมีอะไรบ้าง เธอคิดเงินยังไงล่ะ?”
“ฉันขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะคะว่าเนื้อของฉันไม่ว่าจะส่วนไหนก็คุณภาพดีทั้งหมดค่ะไม่มีเนื้อเก่าค้างหรือเน่าเสียแน่นอนเพราะฉะนั้นในเื่ราคามันก็จะสูงหน่อย แน่นอนค่ะหากเถ้าแก่มีตั๋วฉันก็รับเช่นกันแต่ถ้าไม่มีฉันคงต้องขายในราคาสูงขึ้นสักหน่อยนะคะ ราคาจะพอๆ กับที่ตลาดมืดค่ะ”
เถ้าแก่หวังพยักหน้าอย่างเข้าใจ เมื่อเห็นว่าเถ้าแก่หวังไม่ท้วงติงอะไรไช่ซุนหลันจึงเอ่ยต่อ “เนื้อส่วนติดมันชั้นแรกนี้ฉันคิดจินละหนึ่งหยวน แต่ถ้ามีตั๋วราคาจะอยู่ที่เจ็ดเจี่ยวค่ะทุกราคาสามารถหักลบกับตั๋วทุกอย่างได้ฉันไม่รู้ว่าเถ้าแก่มีตั๋วอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นฉันขอบอกราคาแบบไม่ใช้ตั๋วนะคะ เนื้อแดงและสะโพกจินละเก้าเจี่ยวส่วนกระดูกนี่จินละสี่เจี่ยวค่ะ ส่วนซี่โครงจินละห้าเจี่ยว แต่ถ้าเถ้าแก่ซื้อเยอะฉันจะแถมส่วนกระดูกเพิ่มให้ด้วยสำหรับผักนั้นจินละสามเจี่ยวค่ะ”
หลังจากที่ได้ฟังราคาเถ้าแก่หวังก็พอจะรับได้ แม้จะสูงไปสักนิดเมื่อเทียบกับวัตถุดิบที่มาจากช่องทางที่ถูกต้อง
“อืม...ราคาค่อนข้างสูง ถ้าอย่างนั้นฉันขอตรวจสอบคุณภาพของก่อนได้ไหมว่ามันสมราคาหรือเปล่า?”เถ้าแก่หวังพูดขึ้น
“แน่นอนค่ะ ที่ไหนดีคะ?”
จากนั้นเถ้าแก่หวังก็พาไช่ซุนหลันไปด้านหลังร้านจะได้ตรวจสอบวัตถุดิบโดยปลอดสายตาผู้คน
“จึ๊ๆๆ เนื้อคุณภาพดีจริงๆ ด้วย สมราคา ฮ่าๆ” เถ้าแก่หวังหัวเราะชอบใจยกใหญ่หากมีเนื้อและผักพวกนี้ร้านของเขาต้องกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งแน่
“แล้วนี่เถ้าแก่หวัง้าเท่าไรคะ?” ไช่ซุนหลันเมื่อเห็นว่าเธอได้ช่องทางค้าขายระยะยาวแล้วก็รู้สึกยินดีเป็อย่างมาก
“ทั้งหมดนี่เลยล่ะ ว่าแต่...เธอพอจะส่งให้ร้านฉันเป็ประจำได้ไหม?”
ไช่ซุนหลันแสร้งสงวนท่าทีนิดหน่อยก่อนจะตอบว่า “ฉันก็อยากขายให้เถ้าแก่หวังบ่อยๆอยู่หรอกค่ะ แต่ว่าของพวกนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ เสียที่ไหน ฉันไม่รู้เลยว่าแต่ละรอบจะได้มากน้อยเพียงใดบางทีอาจจะไม่ได้มาเลยก็ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นหากต้องซื้อขายในครั้งต่อไป ฉันไม่รับประกันว่าวัตถุดิบจะเป็อะไรบ้างนะคะอาจมีคละๆ กันไป แต่รับรองว่าเป็ของดีทุกอย่างค่ะ”
เถ้าแก่หวังรีบผงกหัวหงึกหงัก อย่างไรเสียเขาก็ต้องผูกมิตรกับหญิงสาวผู้นี้เอาไว้ก่อนจะมีร้านไหนบ้างที่มีผู้มีวัตถุดิบดีๆ มานำเสนอถึงที่อย่างร้านเขา แค่คิดเถ้าแก่หวังก็อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้