Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

สงครามตะวันจันทรา:สงครามนครสุริยัน(3)

        ศิลากำลังขับเขี้ยวกับพาลีอย่างดุเดือด   จู่ๆเขาก็ทิ้งระยะห่างออกมาก่อนจะหันหน้ามองบริเวณใกล้ใจกลางเมืองสุริยัน  

        ฮืม...   “สุริยะเทพแข็งแกร่งถึงขั้นน้องฟ้าต้องใช้อวตารแห่งศิลาออกมาเลย?   !!...   ไม่ใช่   มีอีกหนึ่งดวงจิต   มนตรา   มิน่าล่ะถึงสามารถไล่ต้อนน้องฟ้าได้”

        “เป็นอะไรไปบัลลังก์มารสูงสุด”  พาลีสังเกตเห็นศิลาไม่ค่อยมีสมาธิในการต่อสู้กับตน   รู้ทันทีว่าชายหนุ่มกำลังกังวลใจและอยากจะรีบกรูดไปช่วยจันทราเทพสัยใจแทบขาด   “คิดว่าจะเอาชนะข้า  พาลีคนนี้ด้วยอะไรครึ่งครึ่งกลางกลางหรือยังไง”

        ศิลานิ่งเงียบ    เขาก็ไม่มีสมาธิจริงๆนั่นแหละ   ไม่ใช่ว่าไม่ชื่อใจในฟ้าคราม   หรือใช่ว่าจะไม่เชื่อใจพวกแปดมงกุฎ   แต่ทว่าศัตรูครั้งนี้ต่างออกไป   นั่นจึงทำให้เขากังวลอย่างมาก      ศิลาสัมผัสได้จากการเป็นหนึ่งเดียวกับโลกว่าตอนนี้พวกแปดมงกุฎกำลังต่อสู้อยู่กับองค์รามอย่างก้ำกึ่ง   ทว่าองค์รามก็ยังไม่ได้เอาจริงอะไรมาก    ด้านบนฟ้าก็เป็นศึกการปะทะกันระหว่างสามเทพสงคราม  อาบาไน  เวน่อม  เดม่อน  และครอบครัวพญายักษ์   ทศกัณฐ์   อินทรชิต  นางมณโฑ   ไม่รู้ว่าสามเทพสงครามจะหมายตาสุริยะเทพหรือจันทราเทพเพราะเขาก็ไม่แน่ใจว่าทั้งสามจะเชื่อฟังไดอาโบไปเสียทุกอย่าง   พวกมันอาจจะเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นจันทราเทพก็ได้    อีกอย่างหากองค์รามผ่านพวกแปดมงกุฎไปได้   ฟ้าครามรับมือไหวแน่นอน     ส่วนทางด้านหงอคงกับภุชคินทร์ดูเหมือนกำลังปะทะอยู่กับองคต  และสุครีพ   อีกทั้งพวกสมาพันธุ์ฮีโร่ก็ใกล้จะไปถึงจุดที่ฟ้าครามอยู่   แม้พวกนั้นจะไม่เก่งอะไรแต่จำนวนก็มีมาก   สามารถสร้างความลำคาญให้ฟ้าครามเสียสมาธิได้   ในทางกลับกันก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน  อย่างน้อยพวกสมาพันธุ์ฮีโร่ก็จะได้ปะทะกับคนของเทพผู้สร้างและเหล่าภูตแห่งแสง

        ตัดมาทางฟ้าคราม

        ผู้เล่นบริเวณนั้นเงยหน้ามองหญิงสาวเป็นตาเดียว  บางคนถึงกับอ้าปากค้าง   สายตาของแต่ละคนบอกถึงความคิด  ความรู้สึกและอารมณ์อันหลากหลาย   มองดูคล้ายกับว่าหญิงสาวเป็นเทพธิดามาประทานพรอำนวยชัยให้พวกเขา   ติดตรงเพียงว่าเธอคนนี้มาพร้อมกับฝนคลาวเลือดอันแสนชุ่มช่ำ

        ปัฐพีเทพ  วารีเทพ  พุ่งทยานร่างมาปรากฎตัวขึ้นใกล้กับสุริยะเทพ  และเป็นหญิงสาวพูดขึ้น  “ท่านสุริยะเทพ   อีกยี่สิบนาที   ราชินีภูต  จิตวิญญาณแห่งพงไพรจะลืมตาตื่น”

        มนตราได้ยินอย่างนั้น  ตาเบิกกว้าง  อุทานออกมาอย่างตกใจ  “ท่านแม่!!...”  ชายหนุ่มหันมองสุริยะเทพ  “นี่พวกเจ้าคิดจะคืนชีพให้ท่านแม่?   พวกเจ้าบ้าไปแล้ว   โลกจะวิบัติ”

        จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติไม่มีวันตาย   เพราะสามารถกลับมาจุติได้ใหม่เสมอ  แต่ทว่าหากจุติเกิดใหม่จะไม่ใช่คนเดิม   ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นเทพหรือมาร  หรือปีศาจร้าย   นั่นทำให้มนตรากังวล  หากราชินีจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ   ท่านแม่ของตนจุติใหม่แล้วไม่ใช่เทพขึ้นมาจิตใจของเธอจะกลายเป็นด้านลบทันที  และจะทำลายทุกอย่าง

        สุริยะเทพส่ายศรีษะปฏิเสธ  “ไม่ได้ปลุกนางขึ้นมาใหม่   แต่เป็นการดึงพลังของท่านแม่ออกมาจากร่างตางหาก  โดยใส่ภาชนะที่พวกข้าเตรียมเอาไว้  นั่นคือท่านนีโอ”

        มนตราเบิกตากว้าง    หากทำแบบนั้น  หลังจากดึงพลังออกมาเสร็จจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าบิ๊กแบงแห่งพลังเวทมนต์ขึ้น   ทำลายทุกอย่างในขอบเขตของพลัง    เพราะแบบนั้นผลึกใส่ร่างของดิมิเทอร์จึงตั้งตระหง่าอยู่ใจกลางเมือง  

        ปฐพีเทพมองมนตราอย่างแค้นเคือง  ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เซเม  หนึ่งในแม่ทัพจอมเวทย์ของมนตราพึ่งจะสังหารสหายของเขา  อัคคีเทพ 

        “เห็นทีเราคงต้องร่วมมือกันกำจัดจันทราเทพเสียก่อนจริงๆแล้ว”  สุริยเทพกล่าว   

        มนตราพยักหน้า     อื่ม...      เขาเองก็คิดเช่นนั้น    

        สุริยะเทพหันไปสั่งกับเทพทั้งสอง  “วารีเทพ  ปฐพีเทพ   พวกเจ้าทั้งสองจงไปคุ้มกันวงเวทมนต์เก้าชั้นฟ้าบวงสรวงเทวาที่ใจกลางเมือง   ไม่ว่ายังไง  ห้ามให้ใครแตะต้องผลึกได้เด็ดขาด”

        สองเทพยักหน้ารับทราบ       สุริยะเทพเบือนหน้าเงยมองฟ้าคราม   “เอาล่ะ  ปัญหาต่อไปคือจันทราเทพ”

        จันทราเทพสะบัดมือกรีดหอกจันทราฉายรัตติกาลในอากาศ     อวตารแห่งศิลา ดวงใจของจันทราเทพเองก็กรีดวาดโหยหาและร่ำไห้ตามฟ้าคราม   ฉับพลัน   เกิดวงเวทมนต์สีดำกระจ่างดาวผืนหนึ่งแต่งแต้มผืนฟ้าพร้อมกับเสียงหวานใสตวาดดังกังวาลคล้ายเสียงมัจจุราชกระชากวิญญาณ

        “ศาสตราดาราระเบิดภพ”  ดาบ  หอก  ขวาน  ค้อน  โล่  อาวุธนานับชนิดมากมายในรูปแบบพลังงานสีจันทรา   ลอยเหนือเมืองสุริยันราวกับดวงดาวประดับฟ้าในยามราตรี

        “แม่นั่นคิดจะใช้มหาเวทย์ถล่มทุกสิ่ง”  มนตราตกใจรีบหันไปสั่งการลูกน้องของตน  “เซเม  เมอร์ลิน  กางม่านพลังป้องกัน”  

        สองแม่ทัพจอมเวทย์ขยับวูบวาบด้วยท่าร่างพิศดาร  กระชากเสียงด้วยกัน  

        มหาเวทย์  ฝ่ามือเทวะ 

        มือสีทองขนาดมหึมาตระหง่าเยี่ยมเทียมฟ้ากางเป็นแผ่นผืนเตรียมต้านรับการโจมตีของจันทราเทพ

        เกิดการระเบิดสะท้านโลกรุนแรงกว่าครั้งไหนที่ผ่านมา   ผู้เล่นมากกว่าครึ่งตกตายทันที   เหล่ากองทัพจอมเวทย์ในระยะส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนก่อนจะร่างสลายหาไป   มนตราอยู่หลังม่านพลังป้องกัน  ฝ่ามือเทวะ   เบิกตาตลึงมองดูพรรคพวก  ทหารของตนแตกสลายไม่เหลือแม้แต่เศษธุรี  เขาตะโกนออกมาสุดเสียงปานจะขาดใจตามเพื่อนพ้องพี่น้องเหล่าจอมเวทย์

        “ม้ายยยยยยยยย”  น้ำเสียงของมนตราโหยหวนกว่าสัมภเวสีผีเปรต   ผู้ได้ยินสัมผัสได้ถึงจิตใจที่แตกสลายย้อยยับพังพินไม่มีชิ้นดีของจ้าวนคร   

        ดาราศาสตรายังคงกระหน่ำยิงออกมาอย่างต่อเนื่องไร้ปรานี  ไร้หนทางหลบหนี   ฝ่ามือเทวะแตกร้าวส่งเสียงเปรี๊ยะๆ   มนตราร้องสุดเสียงยื่นมือไขว่คว้า

        “เซเม  เมอร์ลิน  หนีไป....”  ไม่ทันขาดคำ  ฝ่ามือเทวะพลันแตกกระจุยกระจายดังเพ๊งสะท้านโลกพร้อมเศษคล้ายกระจกสีทองอาบย้อมท้องฟ้า   สองจอมเวทย์หันมายิ้มให้จ้าวนครคราหนึ่งก่อนถูกดาราศาสตรานับไม่ถ้วนฉีกกระชากร่าง    จ้าวนครสำนึกเสียใจเป็นที่สุด    เขาไม่น่ามาเป็นปรปักษ์กับจันทราเทพและศิลาเลย   จริงอยู่ที่เขาสูญเสียพรรคพวก  พี่น้อง  แต่ก็ยังมีพรรคพวกพี่น้องหลงเหลืออยู่  แต่ทว่าครั้งนี้เขาสูญสิ้นซึ่งทุกอย่าง   จากความโง่เขลาของตน   บทเรียนครั้งนี้มีราคาแพงมากเกินไป   และเขาจะจ่ายมากกว่านี้ไม่ได้

        มนตราเงยหน้ามองจันทราเทพ  “จันทราเทพ  ข้ายอมแพ้  ข้ายอมแล้ว   ได้โปรดไว้ชีวิตพรรคพวก  เหล่าจอมเวทย์ของข้าด้วย”

        จ้าวนครทรุดเข่าเงยหน้ามองจันทราเทพ   ด้านหลังคือดาราศาสตราอีกหนึ่งชุดที่เตรียมจะถล่มทุกสรรพสิ่งให้อาจม

        ฟ้าครามลังเลใจ   ไม่ว่าจะเก่งสักแค่ไหน  เธอก็มีจิตใจ  ความอ่อนแออ่อนโยนแบบผู้หญิง  ตอนนั้นเองเสียงหวานเข้มอบอุ่นเมื่อครั้งอดีตพลันย้อนกลับมาดังขึ้นในหัวเจ้าหล่อน  

        น้องฟ้า..  จำคำพี่ไว้นะ   หากตีงูต้องตีให้ตาย   หากชักปืนแล้วต้องยิง   ผู้ที่จะยิงได้คือผู้ที่เตรียมใจถูกยิง   หากยิงใครต้องยิงให้ตาย  ถ้ามันไม่ตาย  เราตาย

        ใช่แล้ว   เธอไม่ผิด   เธอก็แค่ป้องกันตัว   เธอไปหาเรื่องจ้าวนคร?   ก็ไม่นิ   เธอไม่เคยไปยุ่งอะไรกับเขาเลย  กลับกัน  ทางนั้นตางหากที่คิดจะฆ่าเธอ   พอเห็นท่าไม่ดีก็ร้องขอให้ไว้ชีวิต   แบบนั้นไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย   หากเธอเป็นฝ่ายที่กำลังจะถูกฆ่า  ตกอยู่ในสถานการณ์แบบมนตราตอนนี้   แล้วเธอขอร้องบ้างล่ะ   มนตราจะไว้ชีวิตเธอหรือเปล่า

        ฟ้าครามตอบกลับเสียงเย็นยะเยือกว่า  “ท่านขอความเมตตาผิดคน   เราไม่ได้มีความเมตตามากมายขนาดนั้น   ดาราศาสตราระเบิดภพ”  เจ้าหล่อนสะบัดมือมาด้านหน้าเยื้องลงด้านล่างทันใดนั้นดาราศาสตราที่เตรียมพร้อมพลันพุ่งถล่มทันที

        มนตรากัดฟัน  “พวกเจ้าทุกคนหนีไปปปปปปปปป....”  เหล่าจอมเวทย์ตกตลึงคำสั่งจ้าวนคร   ทว่าพวกเขากลับทำสิ่งตรงกันข้าม   เหล่ากองทัพเวทย์ศักดิ์สิทธิ์พร้อมใจกันมายืนขวางหน้ามนตราและใช้มหาเวทย์ป้องกันออกมาปกป้องจ้าวนครของตน

        “โถ่เว้ยยย...”  สุริยะเทพสบถออกมา  “อวตารแห่งเพลิง  นรสิงห์อัคคนี”  คลื่นพลังเพลิงก่อรูปเป็นอวตารรูปสิงโตเพลิงอาบสายฟ้ามีสุริยะเทพสถิตอยู่ส่วนหัว

        กะแล้วเชียว    

        ฟ้าครามไม่ค่อยรู้สึกประหลาดใจ

        อย่างที่คิด      สัตว์อวตารของสุริยะเทพคือสิงโต   หากเดาไม่ผิดของมนตราคงเป็นปักษารูปแบบอินทรีย์    เพราะส่วนใหญ่อะไรที่เกี่ยวกับเวทมนต์จะต้องมีสัตว์สามตนนี้  หนึ่ง มังกร  สองนก   สามสิงโต       หากจะมีอะไรที่ตกใจ   คงเป็นเรื่องคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าจากพี่ศิเสียมากกว่า

        ย้อนกลับไป    ฟ้าครามนั้นแอบคิดค้นสกิลอวตารแห่งศิลา  ดวงใจของจันทราขึ้นมาเองอย่างลับๆโดยไม่บอกใคร   เธอรู้ดีว่าในสงครามสุดท้ายศิลาคงจะเอาแต่ปกป้องเธอไม่ได้   ศัตรูคราวนี้ต่างจากทุกครั้ง   แล้วจะมีวิธีไหนล่ะที่เธอจะทำให้เขาไม่ต้องผว้าผวงเป็นห่วงเธอ   และความคิดอวตารแห่งคิตสึเนะก็แล่นเข้ามาในหัวเจ้าหล่อน  แต่ทว่าแค่นั้นคงปกป้องเธอเอาไว้ไม่ได้  คงไม่ทำให้พี่ศิของเธอคลายกังวล   และอะไรล่ะที่มีความแข็งแกร่งมากพอ   มากขนาดที่สามารถปกป้องเธอได้จากทุกสรรพสิ่ง   ไม่ว่าจะคิดกี่ร้อย  กี่พัน  กี่หมื่นครั้ง  คำตอบก็มีเพียงหนึ่งเดียว  สิ่งนั้นก็คือพี่ศิของเธอ  ทำให้เจ้าหล่อนสร้างอวตารแห่งศิลาขึ้นมา   โดยใช้เวลาฝึกทั้งหมดนานกว่าสี่เดือน   เกือบร่างระเบิดตายนับไม่ถ้วนจากพลังเวทมนต์สะท้อนกลับ

        ทว่าสิ่งนั้นก็ไม่รอดพ้นจากสายตาศิลาไปได้   ชายหนุ่มคอยแอบดูหวานใจแอบฝึกซ้อมสร้างสกิลขึ้นมาอย่างเงียบๆ   พร้อมกับเกิดความคิด   ฟ้าครามค่อนข้างเป็นอัจฉริยะ  เรียนรู้ได้เร็ว   ในทางกลับกัน  ขนาดฟ้าครามยังสามามารถสร้างอวตารคิดค้นขึ้นเองได้แล้วทำไมสองสุดยอดอัจฉริยะจอมเวทย์จะทำไม่ได้   และเรื่องนี้ศิลาก็ได้เตือนฟ้าครามเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว   

        ตัดมาปัจจุบัน   ขุมพลังแรงระเบิดสะเทือนโลกเกิดดขึ้นอีกครั้งราวกับว่าโลกนี้กำลังเดินทางมาถึงฉากอวสาร   สุริยะเทพควบคุมอวตารนรสิงห์อัคคนีใช้ร่างกายต้านรับดาราศาสตราเอาไว้อย่างบ้าบิ่น

        เหล่าจอมเวทย์ตายไม่เหลือซากแม้แต่คนเดียว    อย่าว่าแต่เหล่าจอมเวทย์เลย  พวกผู้เล่นยุคสอง  ทหารของเมืองสุริยันต่างตกตายไม่เหลือเศษธุรี   เมืองสุริยันที่เคยตระการตาโออ่าพังพินาศย้อยยับเตียนเฮี้ยนจนแทบจะกลายเป็นทุ้งลานกว้าง

        ในโลกความเป็นจริง    ผู้จ้องมองต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่นจากความไร้ปราณีของคุณหนู

        “แป๊บเดียว   ลาบไม่เหลือซากเลยเน๊อออ....” อายกล่าวยิ้มแห้งๆ  ทุกคนผงกหัวยิกๆ  “คุณชิงหลง  ดาราศาสตรานี่ใช่  หนึ่งในสี่มหาเวทมนต์จักรวาลหรือเปล่า”

        มหาเวทย์จักรวาล?....  

        ไอซ์อุทาน  สงสัย  “ยังมีเวทมนต์ที่เหนือกว่ามหาเวทย์อีกหรอ?”

        ชิงหลงพยักหน้า  “ใช่   เรียกว่า  สี่มหาเวทมนต์จักรวาล   แต่ดาราศาสตราไม่ใช่เวทมนต์ระดับจักรวาล”

        ไม่ใช่!!......         .....?       ทุกคนอุทาน

        โอโหพระเจ้า     อุภาพสะท้านโลกขนาดนั้นยังไม่ใช่เวทมนต์ระดับจักรวาล   แล้วไอ้เวทมนต์ระดับจักรวาลนั่นจะขนาดไหน

        “แล้วตอนนี้เวทมนต์พวกนั้นมีผู้เล่นครอบครองหรือยังคะ”  ไอซ์อยากรู้

        “มีแล้ว”  ชิงหลงตอบ  “ถูกครอบครองไปแล้วสองบทด้วยกัน   มหาเวทมนต์จักรวาลแรกถูกครอบครองโดยผู้เล่นที่เป็นบัคของเกม   ที่คอยสร้างปัญหาให้เราปวดหัวตลอดในเวลานั้น   เขาเล่นเกมได้ไม่นานก็ได้มหาเวทมนต์จักรวาลไปครอบครอง”

        บอสสสส...  !

        ชิงหลงพยักหน้า  “ใช่  อนันตกาลแห่งการสูญสิ้น  หนึ่งในสี่มหาเวทมนต์จักรวาลที่บอสเคยครอบครอง  ปัจจุบันอยู่กับคุณหนู   บทที่สองอยู่กับสุริยะเทพ  และนางผีเสื้อสมุทร  อนันตกาลแห่งการกำเนิด   อีกสองบท?  ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าผู้ครอบครองหรือยัง   ได้แก่   มหาเวทมนต์ระดับจักรวาล  ภูตชำละล้าง  แฟรี่วาส   และเฮฟเว่นรอว์  มหาเทพสวรรค์คำราม   สุดท้ายฉันแน่ใจว่ายังไม่มีคนครอบครอง  มหาเวทมนต์ระดับตำนานจักรวาล  ยูนิเวิร์สรอว์  จักรวาลคำราม”

        

คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน