ศิลากำลังขับเขี้ยวกับพาลีอย่างดุเดือด จู่ๆเขาก็ทิ้งระยะห่างออกมาก่อนจะหันหน้ามองบริเวณใกล้ใจกลางเมืองสุริยัน
ฮืม... “สุริยะเทพแข็งแกร่งถึงขั้นน้องฟ้าต้องใช้อวตารแห่งศิลาออกมาเลย? !!... ไม่ใช่ มีอีกหนึ่งดวงจิต มนตรา มิน่าล่ะถึงสามารถไล่ต้อนน้องฟ้าได้”
“เป็นอะไรไปบัลลังก์มารสูงสุด” พาลีสังเกตเห็นศิลาไม่ค่อยมีสมาธิในการต่อสู้กับตน รู้ทันทีว่าชายหนุ่มกำลังกังวลใจและอยากจะรีบกรูดไปช่วยจันทราเทพสัยใจแทบขาด “คิดว่าจะเอาชนะข้า พาลีคนนี้ด้วยอะไรครึ่งครึ่งกลางกลางหรือยังไง”
ศิลานิ่งเงียบ เขาก็ไม่มีสมาธิจริงๆนั่นแหละ ไม่ใช่ว่าไม่ชื่อใจในฟ้าคราม หรือใช่ว่าจะไม่เชื่อใจพวกแปดมงกุฎ แต่ทว่าศัตรูครั้งนี้ต่างออกไป นั่นจึงทำให้เขากังวลอย่างมาก ศิลาสัมผัสได้จากการเป็นหนึ่งเดียวกับโลกว่าตอนนี้พวกแปดมงกุฎกำลังต่อสู้อยู่กับองค์รามอย่างก้ำกึ่ง ทว่าองค์รามก็ยังไม่ได้เอาจริงอะไรมาก ด้านบนฟ้าก็เป็นศึกการปะทะกันระหว่างสามเทพสงคราม อาบาไน เวน่อม เดม่อน และครอบครัวพญายักษ์ ทศกัณฐ์ อินทรชิต นางมณโฑ ไม่รู้ว่าสามเทพสงครามจะหมายตาสุริยะเทพหรือจันทราเทพเพราะเขาก็ไม่แน่ใจว่าทั้งสามจะเชื่อฟังไดอาโบไปเสียทุกอย่าง พวกมันอาจจะเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นจันทราเทพก็ได้ อีกอย่างหากองค์รามผ่านพวกแปดมงกุฎไปได้ ฟ้าครามรับมือไหวแน่นอน ส่วนทางด้านหงอคงกับภุชคินทร์ดูเหมือนกำลังปะทะอยู่กับองคต และสุครีพ อีกทั้งพวกสมาพันธุ์ฮีโร่ก็ใกล้จะไปถึงจุดที่ฟ้าครามอยู่ แม้พวกนั้นจะไม่เก่งอะไรแต่จำนวนก็มีมาก สามารถสร้างความลำคาญให้ฟ้าครามเสียสมาธิได้ ในทางกลับกันก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน อย่างน้อยพวกสมาพันธุ์ฮีโร่ก็จะได้ปะทะกับคนของเทพผู้สร้างและเหล่าภูตแห่งแสง
ตัดมาทางฟ้าคราม
ผู้เล่นบริเวณนั้นเงยหน้ามองหญิงสาวเป็นตาเดียว บางคนถึงกับอ้าปากค้าง สายตาของแต่ละคนบอกถึงความคิด ความรู้สึกและอารมณ์อันหลากหลาย มองดูคล้ายกับว่าหญิงสาวเป็นเทพธิดามาประทานพรอำนวยชัยให้พวกเขา ติดตรงเพียงว่าเธอคนนี้มาพร้อมกับฝนคลาวเลือดอันแสนชุ่มช่ำ
ปัฐพีเทพ วารีเทพ พุ่งทยานร่างมาปรากฎตัวขึ้นใกล้กับสุริยะเทพ และเป็นหญิงสาวพูดขึ้น “ท่านสุริยะเทพ อีกยี่สิบนาที ราชินีภูต จิตวิญญาณแห่งพงไพรจะลืมตาตื่น”
มนตราได้ยินอย่างนั้น ตาเบิกกว้าง อุทานออกมาอย่างตกใจ “ท่านแม่!!...” ชายหนุ่มหันมองสุริยะเทพ “นี่พวกเจ้าคิดจะคืนชีพให้ท่านแม่? พวกเจ้าบ้าไปแล้ว โลกจะวิบัติ”
จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติไม่มีวันตาย เพราะสามารถกลับมาจุติได้ใหม่เสมอ แต่ทว่าหากจุติเกิดใหม่จะไม่ใช่คนเดิม ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นเทพหรือมาร หรือปีศาจร้าย นั่นทำให้มนตรากังวล หากราชินีจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ท่านแม่ของตนจุติใหม่แล้วไม่ใช่เทพขึ้นมาจิตใจของเธอจะกลายเป็นด้านลบทันที และจะทำลายทุกอย่าง
สุริยะเทพส่ายศรีษะปฏิเสธ “ไม่ได้ปลุกนางขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการดึงพลังของท่านแม่ออกมาจากร่างตางหาก โดยใส่ภาชนะที่พวกข้าเตรียมเอาไว้ นั่นคือท่านนีโอ”
มนตราเบิกตากว้าง หากทำแบบนั้น หลังจากดึงพลังออกมาเสร็จจะเกิดสิ่งที่เรียกว่าบิ๊กแบงแห่งพลังเวทมนต์ขึ้น ทำลายทุกอย่างในขอบเขตของพลัง เพราะแบบนั้นผลึกใส่ร่างของดิมิเทอร์จึงตั้งตระหง่าอยู่ใจกลางเมือง
ปฐพีเทพมองมนตราอย่างแค้นเคือง ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เซเม หนึ่งในแม่ทัพจอมเวทย์ของมนตราพึ่งจะสังหารสหายของเขา อัคคีเทพ
“เห็นทีเราคงต้องร่วมมือกันกำจัดจันทราเทพเสียก่อนจริงๆแล้ว” สุริยเทพกล่าว
มนตราพยักหน้า อื่ม... เขาเองก็คิดเช่นนั้น
สุริยะเทพหันไปสั่งกับเทพทั้งสอง “วารีเทพ ปฐพีเทพ พวกเจ้าทั้งสองจงไปคุ้มกันวงเวทมนต์เก้าชั้นฟ้าบวงสรวงเทวาที่ใจกลางเมือง ไม่ว่ายังไง ห้ามให้ใครแตะต้องผลึกได้เด็ดขาด”
สองเทพยักหน้ารับทราบ สุริยะเทพเบือนหน้าเงยมองฟ้าคราม “เอาล่ะ ปัญหาต่อไปคือจันทราเทพ”
จันทราเทพสะบัดมือกรีดหอกจันทราฉายรัตติกาลในอากาศ อวตารแห่งศิลา ดวงใจของจันทราเทพเองก็กรีดวาดโหยหาและร่ำไห้ตามฟ้าคราม ฉับพลัน เกิดวงเวทมนต์สีดำกระจ่างดาวผืนหนึ่งแต่งแต้มผืนฟ้าพร้อมกับเสียงหวานใสตวาดดังกังวาลคล้ายเสียงมัจจุราชกระชากวิญญาณ
“ศาสตราดาราระเบิดภพ” ดาบ หอก ขวาน ค้อน โล่ อาวุธนานับชนิดมากมายในรูปแบบพลังงานสีจันทรา ลอยเหนือเมืองสุริยันราวกับดวงดาวประดับฟ้าในยามราตรี
“แม่นั่นคิดจะใช้มหาเวทย์ถล่มทุกสิ่ง” มนตราตกใจรีบหันไปสั่งการลูกน้องของตน “เซเม เมอร์ลิน กางม่านพลังป้องกัน”
สองแม่ทัพจอมเวทย์ขยับวูบวาบด้วยท่าร่างพิศดาร กระชากเสียงด้วยกัน
มหาเวทย์ ฝ่ามือเทวะ
มือสีทองขนาดมหึมาตระหง่าเยี่ยมเทียมฟ้ากางเป็นแผ่นผืนเตรียมต้านรับการโจมตีของจันทราเทพ
เกิดการระเบิดสะท้านโลกรุนแรงกว่าครั้งไหนที่ผ่านมา ผู้เล่นมากกว่าครึ่งตกตายทันที เหล่ากองทัพจอมเวทย์ในระยะส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนก่อนจะร่างสลายหาไป มนตราอยู่หลังม่านพลังป้องกัน ฝ่ามือเทวะ เบิกตาตลึงมองดูพรรคพวก ทหารของตนแตกสลายไม่เหลือแม้แต่เศษธุรี เขาตะโกนออกมาสุดเสียงปานจะขาดใจตามเพื่อนพ้องพี่น้องเหล่าจอมเวทย์
“ม้ายยยยยยยยย” น้ำเสียงของมนตราโหยหวนกว่าสัมภเวสีผีเปรต ผู้ได้ยินสัมผัสได้ถึงจิตใจที่แตกสลายย้อยยับพังพินไม่มีชิ้นดีของจ้าวนคร
ดาราศาสตรายังคงกระหน่ำยิงออกมาอย่างต่อเนื่องไร้ปรานี ไร้หนทางหลบหนี ฝ่ามือเทวะแตกร้าวส่งเสียงเปรี๊ยะๆ มนตราร้องสุดเสียงยื่นมือไขว่คว้า
“เซเม เมอร์ลิน หนีไป....” ไม่ทันขาดคำ ฝ่ามือเทวะพลันแตกกระจุยกระจายดังเพ๊งสะท้านโลกพร้อมเศษคล้ายกระจกสีทองอาบย้อมท้องฟ้า สองจอมเวทย์หันมายิ้มให้จ้าวนครคราหนึ่งก่อนถูกดาราศาสตรานับไม่ถ้วนฉีกกระชากร่าง จ้าวนครสำนึกเสียใจเป็นที่สุด เขาไม่น่ามาเป็นปรปักษ์กับจันทราเทพและศิลาเลย จริงอยู่ที่เขาสูญเสียพรรคพวก พี่น้อง แต่ก็ยังมีพรรคพวกพี่น้องหลงเหลืออยู่ แต่ทว่าครั้งนี้เขาสูญสิ้นซึ่งทุกอย่าง จากความโง่เขลาของตน บทเรียนครั้งนี้มีราคาแพงมากเกินไป และเขาจะจ่ายมากกว่านี้ไม่ได้
มนตราเงยหน้ามองจันทราเทพ “จันทราเทพ ข้ายอมแพ้ ข้ายอมแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตพรรคพวก เหล่าจอมเวทย์ของข้าด้วย”
จ้าวนครทรุดเข่าเงยหน้ามองจันทราเทพ ด้านหลังคือดาราศาสตราอีกหนึ่งชุดที่เตรียมจะถล่มทุกสรรพสิ่งให้อาจม
ฟ้าครามลังเลใจ ไม่ว่าจะเก่งสักแค่ไหน เธอก็มีจิตใจ ความอ่อนแออ่อนโยนแบบผู้หญิง ตอนนั้นเองเสียงหวานเข้มอบอุ่นเมื่อครั้งอดีตพลันย้อนกลับมาดังขึ้นในหัวเจ้าหล่อน
น้องฟ้า.. จำคำพี่ไว้นะ หากตีงูต้องตีให้ตาย หากชักปืนแล้วต้องยิง ผู้ที่จะยิงได้คือผู้ที่เตรียมใจถูกยิง หากยิงใครต้องยิงให้ตาย ถ้ามันไม่ตาย เราตาย
ใช่แล้ว เธอไม่ผิด เธอก็แค่ป้องกันตัว เธอไปหาเรื่องจ้าวนคร? ก็ไม่นิ เธอไม่เคยไปยุ่งอะไรกับเขาเลย กลับกัน ทางนั้นตางหากที่คิดจะฆ่าเธอ พอเห็นท่าไม่ดีก็ร้องขอให้ไว้ชีวิต แบบนั้นไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย หากเธอเป็นฝ่ายที่กำลังจะถูกฆ่า ตกอยู่ในสถานการณ์แบบมนตราตอนนี้ แล้วเธอขอร้องบ้างล่ะ มนตราจะไว้ชีวิตเธอหรือเปล่า
ฟ้าครามตอบกลับเสียงเย็นยะเยือกว่า “ท่านขอความเมตตาผิดคน เราไม่ได้มีความเมตตามากมายขนาดนั้น ดาราศาสตราระเบิดภพ” เจ้าหล่อนสะบัดมือมาด้านหน้าเยื้องลงด้านล่างทันใดนั้นดาราศาสตราที่เตรียมพร้อมพลันพุ่งถล่มทันที
มนตรากัดฟัน “พวกเจ้าทุกคนหนีไปปปปปปปปป....” เหล่าจอมเวทย์ตกตลึงคำสั่งจ้าวนคร ทว่าพวกเขากลับทำสิ่งตรงกันข้าม เหล่ากองทัพเวทย์ศักดิ์สิทธิ์พร้อมใจกันมายืนขวางหน้ามนตราและใช้มหาเวทย์ป้องกันออกมาปกป้องจ้าวนครของตน
“โถ่เว้ยยย...” สุริยะเทพสบถออกมา “อวตารแห่งเพลิง นรสิงห์อัคคนี” คลื่นพลังเพลิงก่อรูปเป็นอวตารรูปสิงโตเพลิงอาบสายฟ้ามีสุริยะเทพสถิตอยู่ส่วนหัว
กะแล้วเชียว
ฟ้าครามไม่ค่อยรู้สึกประหลาดใจ
อย่างที่คิด สัตว์อวตารของสุริยะเทพคือสิงโต หากเดาไม่ผิดของมนตราคงเป็นปักษารูปแบบอินทรีย์ เพราะส่วนใหญ่อะไรที่เกี่ยวกับเวทมนต์จะต้องมีสัตว์สามตนนี้ หนึ่ง มังกร สองนก สามสิงโต หากจะมีอะไรที่ตกใจ คงเป็นเรื่องคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าจากพี่ศิเสียมากกว่า
ย้อนกลับไป ฟ้าครามนั้นแอบคิดค้นสกิลอวตารแห่งศิลา ดวงใจของจันทราขึ้นมาเองอย่างลับๆโดยไม่บอกใคร เธอรู้ดีว่าในสงครามสุดท้ายศิลาคงจะเอาแต่ปกป้องเธอไม่ได้ ศัตรูคราวนี้ต่างจากทุกครั้ง แล้วจะมีวิธีไหนล่ะที่เธอจะทำให้เขาไม่ต้องผว้าผวงเป็นห่วงเธอ และความคิดอวตารแห่งคิตสึเนะก็แล่นเข้ามาในหัวเจ้าหล่อน แต่ทว่าแค่นั้นคงปกป้องเธอเอาไว้ไม่ได้ คงไม่ทำให้พี่ศิของเธอคลายกังวล และอะไรล่ะที่มีความแข็งแกร่งมากพอ มากขนาดที่สามารถปกป้องเธอได้จากทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะคิดกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่นครั้ง คำตอบก็มีเพียงหนึ่งเดียว สิ่งนั้นก็คือพี่ศิของเธอ ทำให้เจ้าหล่อนสร้างอวตารแห่งศิลาขึ้นมา โดยใช้เวลาฝึกทั้งหมดนานกว่าสี่เดือน เกือบร่างระเบิดตายนับไม่ถ้วนจากพลังเวทมนต์สะท้อนกลับ
ทว่าสิ่งนั้นก็ไม่รอดพ้นจากสายตาศิลาไปได้ ชายหนุ่มคอยแอบดูหวานใจแอบฝึกซ้อมสร้างสกิลขึ้นมาอย่างเงียบๆ พร้อมกับเกิดความคิด ฟ้าครามค่อนข้างเป็นอัจฉริยะ เรียนรู้ได้เร็ว ในทางกลับกัน ขนาดฟ้าครามยังสามามารถสร้างอวตารคิดค้นขึ้นเองได้แล้วทำไมสองสุดยอดอัจฉริยะจอมเวทย์จะทำไม่ได้ และเรื่องนี้ศิลาก็ได้เตือนฟ้าครามเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว
ตัดมาปัจจุบัน ขุมพลังแรงระเบิดสะเทือนโลกเกิดดขึ้นอีกครั้งราวกับว่าโลกนี้กำลังเดินทางมาถึงฉากอวสาร สุริยะเทพควบคุมอวตารนรสิงห์อัคคนีใช้ร่างกายต้านรับดาราศาสตราเอาไว้อย่างบ้าบิ่น
เหล่าจอมเวทย์ตายไม่เหลือซากแม้แต่คนเดียว อย่าว่าแต่เหล่าจอมเวทย์เลย พวกผู้เล่นยุคสอง ทหารของเมืองสุริยันต่างตกตายไม่เหลือเศษธุรี เมืองสุริยันที่เคยตระการตาโออ่าพังพินาศย้อยยับเตียนเฮี้ยนจนแทบจะกลายเป็นทุ้งลานกว้าง
ในโลกความเป็นจริง ผู้จ้องมองต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่นจากความไร้ปราณีของคุณหนู
“แป๊บเดียว ลาบไม่เหลือซากเลยเน๊อออ....” อายกล่าวยิ้มแห้งๆ ทุกคนผงกหัวยิกๆ “คุณชิงหลง ดาราศาสตรานี่ใช่ หนึ่งในสี่มหาเวทมนต์จักรวาลหรือเปล่า”
มหาเวทย์จักรวาล?....
ไอซ์อุทาน สงสัย “ยังมีเวทมนต์ที่เหนือกว่ามหาเวทย์อีกหรอ?”
ชิงหลงพยักหน้า “ใช่ เรียกว่า สี่มหาเวทมนต์จักรวาล แต่ดาราศาสตราไม่ใช่เวทมนต์ระดับจักรวาล”
ไม่ใช่!!...... .....? ทุกคนอุทาน
โอโหพระเจ้า อุภาพสะท้านโลกขนาดนั้นยังไม่ใช่เวทมนต์ระดับจักรวาล แล้วไอ้เวทมนต์ระดับจักรวาลนั่นจะขนาดไหน
“แล้วตอนนี้เวทมนต์พวกนั้นมีผู้เล่นครอบครองหรือยังคะ” ไอซ์อยากรู้
“มีแล้ว” ชิงหลงตอบ “ถูกครอบครองไปแล้วสองบทด้วยกัน มหาเวทมนต์จักรวาลแรกถูกครอบครองโดยผู้เล่นที่เป็นบัคของเกม ที่คอยสร้างปัญหาให้เราปวดหัวตลอดในเวลานั้น เขาเล่นเกมได้ไม่นานก็ได้มหาเวทมนต์จักรวาลไปครอบครอง”
บอสสสส... !
ชิงหลงพยักหน้า “ใช่ อนันตกาลแห่งการสูญสิ้น หนึ่งในสี่มหาเวทมนต์จักรวาลที่บอสเคยครอบครอง ปัจจุบันอยู่กับคุณหนู บทที่สองอยู่กับสุริยะเทพ และนางผีเสื้อสมุทร อนันตกาลแห่งการกำเนิด อีกสองบท? ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าผู้ครอบครองหรือยัง ได้แก่ มหาเวทมนต์ระดับจักรวาล ภูตชำละล้าง แฟรี่วาส และเฮฟเว่นรอว์ มหาเทพสวรรค์คำราม สุดท้ายฉันแน่ใจว่ายังไม่มีคนครอบครอง มหาเวทมนต์ระดับตำนานจักรวาล ยูนิเวิร์สรอว์ จักรวาลคำราม”