โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 123 ป่ามูเซอดำ

    ขจรตอนนี้เปลี่ยนร่างกลับมาเป็นขจรนักศึกษาแพทย์แล้ว เดินกึ่งวิ่งเข้ามาที่ห้องของ อาลี แต่ทว่าไม่พบใครเลย พอเจอพยาบาลก็บอกว่า อาลีถูกพาไปห้อง ไอซียู แล้ว เพราะมีอาการชักเกรง ขึ้นมาอย่างกระทันหัน

    พอขจรมาถึงห้องไอซียู  ก็พบกับ อาจารย์หมอกำลังช่วยทำการปั๊มหัวใจของอาลีเพื่อให้ฟื้นกลับมา เพราะตอนนี้สัญญาณชีพนั้นไม่มีแล้ว

    ขจรมองเห็นยมทูตยืนอยู่มุมห้องสองตน แล้วเห็นวิญญาณของอาลีกำลังจะออกจากร่าง อาจารย์หมอธารินทร์ บอกให้ทุกคนหยุด แล้วบอกว่า อาลีเสียชีวิตแล้ว พอทุกคนถอยออกมา ขจรเข้าไปยืนข้างอาลี แล้วบริกรรมคาถาสะกดวิญญาณ แล้วใช้ฝ่ามือ ดึงร่างวิญญาณของอาลีที่กำลังจะออกจากร่าง ดันกลับเข้าไปที่ร่างอีกครั้ง

    ไม่สนคำเตือนของ ยมทูตที่พูดออกมา

    “ เจ้าหนุ่ม มันถึงเวลาของเด็กน้อยคนนี้ เจ้าไม่มีทางช่วยเขาได้อีกแล้ว”

    “ ผมเป็นหมอ หากว่ายังมีหนทางช่วยได้แม้เพียงเศษเสี้ยว ผมก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด” ขจรไม่สนใจ ใช้ฝ่ามือที่มีสมุนไพรกล้วยไม้วิญญาณ แล้วปล่อยลงไปที่ร่างของ อาลี จนกระทั่งอาลี มีสัญญาณชีพขึ้นมาอีกครั้ง แต่ว่าการที่จะ ทำลายเนื้องอกในสมอง ขจรนั้นก็ไม่อาจทำอะไรได้ เหมือนกับมีพลังงานบางอย่างมาขวางกั้นเอาไว้ ขจรปล่อยพลังของตัวเองออกมาสุดชีวิต จนอาจารย์หมอและพยาบาลต่างก็ต้องถอยออกมา เพราะมีแรงกดดันบางอย่าง ปล่อยออกมาจากร่างของเด็กน้อยอาลี

    “ อย่าฝืนอีกเลย นี่คือกฏธรรมชาติ ที่ทุกคนต้องเผชิญกับมัน”

    “ ยัง ผมยังมีแรงที่จะรักษาต่อได้”

    ขจรไม่ยอมแพ้ ในการฟื้นชีวิตของ อาลี จนกระทั่งวิญญาณของพ่ออาลีปรากฏขึ้นด้านข้างของ ยมทูตทั้งสอง

    “ ขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยพวกเราสองคน เท่านี้ผมก็กับลูกก็พอใจแล้ว”

    ขจรหันไปมองแล้วก็พบว่า มีสายใยสีขาวเส้นบางๆ ค่อยๆ ออกจากร่างของอาลี แล้วค่อยๆ ลอยไปหาวิญญาณของอรัญเดช เส้นใยสีขาวค่อยๆถักทอ ขึ้นมาเป็นรูปร่างเด็กน้อยอาลี

    “ พ่อครับ พ่อกลับมาแล้ว พ่อเก่งจังเลย ต่อไปอย่าทิ้งผมไปอีกนะครับ”

    “ ไม่แล้วลูก พ่อมารับลูกไปอยู่ด้วยกันแล้ว”

    ทั้งสองหันมาโบกมือให้กับขจร แล้วหันหลังเดินจูงมือกันตามยมทูตทั้งสองไป สัญญาณชีพของ อาลีก็หายไปจากจอมอนิเตอร์ทันที

    อาจารย์หมอธารินทร์เข้ามาตบไหล่ขจรเบาๆ แล้วเอ่ยว่า

    “ พอเถอะ อาลีเขาไปสบายแล้ว”

    ขจรรู้สึกตัว ก็ค่อยๆ เดินออกจากห้องไอซียู แล้วเอาเข็มขัดแชมป์ที่ได้มาโยนทิ้งถังขยะอย่างไม่ไยดี แล้วก็ออกจากโรงพยาบาลไป

    ในตอนเช้า มีเด็กวัยรุ่นสามคน สีหน้าตื่นกลัว แต่ละคนล้วนมีขอบตาคล้ำ ปากคอสั่น ผมชี้ฟู  เข้ามามอบตัวกับ ตำรวจ  สายตาทั้งสามคนสาดส่องไปทั่วสน. คล้ายกับหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่าง   ยอมรับสารภาพว่าฆ่าคนขับเท็กซี่ตาย โยนศพลงแม่น้ำป่าสัก แล้วเอารถเท็กซี่ไปชำแหละเป็นซากชิ้นส่วนขาย อู่เถื่อนแถวอยุธยา

    ขอให้ตำรวจจับเขาเข้าห้องขังไปเลย ไม่อยากอยู่ข้างนอก สร้างความมึนงงให้กับตำรวจที่รับเรื่องยิ่งนัก

    พอตำรวจสอบสวนรายละเอียดจนแน่ใจแล้ว  ก็พากันไปงมศพ สถานที่คนร้ายแจ้งว่าทำการโยนศพทิ้งไป  พบว่าผู้ตายคือ นายอรัญเดช เพชรพยัคฆ์ นักมวยนอกเวลา ซึ่งกำลังโด่งดังในสังคมออนไลน์ ที่เพิ่งเอาชนะแชมป์MMA จากญี่ปุ่นไปได้เมื่อวาน แต่ทว่า ศพของนายอรัญเดช ตายไปแล้วสามวัน แล้วใครกันที่มาขึ้นชกกับแชมป์เคนชิโร่ เรื่องนี้ถูกแชร์ต่อๆ กันไปเป็นไวรัล บางก็ว่าเขาฟื้นคืนชีพ เพื่อมาชกเพื่อให้ลูกชายดูเป็นครั้งสุดท้าย บ้างก็บอกว่า เป็นฝาแฝดของเขาปลอมตัวเข้ามา แต่ว่าเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครหาคำตอบได้ ตลอดไป

    ตอนเช้า ท่านชายมีแคตตาล็อค ของที่จะใช้แจกเป็นที่ระลึกในงานทำพิธีเผาศพของหลวงตาแจ่มมาให้ขจรเลือกว่าจะ เอาแบบไหนดี

    “ รอผมสักครู่นะครับ”

    ขจรเดินกลับเข้าไปในห้องนอน แล้ว นำเหรียญทองคำที่นำมาจากโลกเซียน มันเป็นเหรียญทองเกลี้ยงๆ ไม่มีลวดลายอะไร ขจรเริ่มใช้เข็มที่สำหรับแกะสลักโลหะของโลกเซียน มาวาดภาพของ หลวงตาแจ่ม และ ด้านหลังเป็นภาพยันต์เกราะเพชร แล้ว ออกมามอบให้กับท่านชาย

    “ อืม สวยดีนะ เธอให้ช่างที่ไหนทำให้”

    “ ผมทำเองครับ ช่วยหาโรงหล่อ ช่วยหล่อเหรียญที่ระลึกชุดนี้ให้พอกับจำนวน แขกเหรื่อที่มาในงานเผาศพด้วยนะครับ”

    “ ไม่มีปัญหา ฉันว่า สัก 1 แสนเหรียญก็น่าจะพอ”

    “ ได้ครับ นี่คือ ทองคำ 1 ตัน ให้พวกเขาช่วยหลอมมันออกมาทำเหรียญที่ระลึกนี้ด้วยนะครับ”

    “ อะไรนะ นี่เธอจะให้ทองคำแท้  1 ตันสร้างเหรียญที่ระลึกเนี่ยนะ”

    “ ครับ แต่ผมรู้ว่ามันคงไม่ได้ 100%  แต่ก็อย่างน้อยก็ได้สัก 95 % ก็ยังดี”

    “ นี่มันทองคำโบราณ ตระกูลของเราก็มีแต่ไม่มากเท่านี้ เธอเอามาจากไหนกันแน่?”

    “ เป็นสมบัติของราชวงศ์ที่สูญสิ้นไปแล้วน่ะครับ นำมาแจกประชาชนดีกว่าฝังดินเอาไว้”

    “ ฉันจะเรียกให้ ผู้จัดการชิน ไปจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จทันวันเผา”

    “ขอบคุณครับ”

    ในขณะที่ขจรจะขับรถไปเรียน ก็มีลุงแย้มสัปเหร่อที่วัด โทรเข้ามา

    “ เฮ้ย จร มีคนอยากเจอเอ็งว่ะ เอ็งมาที่วัดตอนนี้ได้ไหม เขาบอกว่า เป็นเพื่อนกับหลวงตาแจ่ม ชื่อจัน”

    ขจรได้ฟังก็รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้ว่าการตายของหลวงตาเขาจะมีส่วนด้วยหรือไม่ จึงรีบรับปาก แล้วขับรถสปอร์ตไปที่วัดทันที

    พอไปถึง พบกับชายชราคนหนึ่งดูจากลักษณะแล้ว น่าจะมีอายุพอๆ กันกับหลวงตาแจ่มนั่งอยู่กับ ชายหนุ่มหน้าขาววัยไล่เลี่ยกับขจร

    “ สวัสดีครับ ผมขจร คุณตาจันใช่ไหมครับ”

    “ ใช่ฉันเอง เธอน่าจะรู้จักฉันมาบ้างแล้วซินะ”

    ตาจันคนนี้ สักยันต์เต็มตัว ร่างกายหมองคล้ำ ขจรสังเกตใบหน้า แล้วแววตา ของตาจัน ในร่างกายมีโรครุมเร้าอยู่หลายโรคเลยทีเดียว

    “ พอรู้จักครับ ว่าคุณตาเคยเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน”

    “ เขาบอกใช่ไหม ว่าพวกเรามีปัญหากันเรื่องอะไร”

    “ หลวงตาแค่บอกว่า คุณตาจัน นั้นชอบฝึกไสยดำ ทำให้ถูกไล่ออกจากวัดไป”

    “ ถูกแค่ครึ่งเดียว ที่ฉันจากไป เพราะว่า ฉันมันกิเลสหนา ผ้าเหลืองไม่อาจช่วยปกป้องคุ้มภัยจากเวรกรรมที่ฉันทำเอาไว้ได้ อาจารย์กับพระก็เช่นเดียวกัน แม้มันจะผ่านไปนานแล้ว แต่ว่า มันก็ยังตามมาเอาคืนพวกเรากันได้ทั้งหมด”

    “ คนที่คุณตากับหลวงตาแจ่มสังหาร ตอนที่ขโมยพระเพชรสีน้ำเงินมา น่ะเหรอครับ”

    “ เธอรู้เรื่องนี้ด้วยรึ?”

    ขจรได้แต่พยักหน้า

    “ เรื่องนี้เป็นตราบาปให้กับพวกเราทั้งสามคนเป็นอย่างยิ่ง หากพวกเราไม่ทำ ก็คงหนีไม่รอดมาถึงทุกวันนี้”

    “ คุณตา บอกวัตถุประสงค์มาดีกว่าครับ ว่าต้องการอะไรถึงได้มาหาผมในวันนี้”

    “ ฉันต้องการให้เธอไปที่ป่ามูเซอดำกับฉัน เพื่อนำพระแก้วเพชรสีน้ำเงินกลับมา”

    ขจรขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยกลับไปว่า

    “ ทำไมผมต้องไปด้วย ในเมื่อความจริงพระแก้วเพชรสีน้ำเงินนั้น ก็เป็นของคนเผ่ามูเซออยู่แล้วนี่” 

    “ พระแก้วเพชรหาใช่ของเผ่ามูเซอไม่ มันเป็นของศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของพุกามประเทศสมัยนั้น แต่บัดนี้มันล่มสลายไปแล้ว ชนเผ่ามูเซอ เพียงไปพบเจอมาเท่านั้น” ตาจันเริ่มมีน้ำเสียงแข็งขึ้น

    “ ผมไม่เห็นความจำเป็นที่ผมต้องไปอยู่ดี ผมคิดว่าหลวงตา ท่านคงไม่อยากให้ผมไปสถานที่แบบนั้น”

    “ เธอไม่อยากแก้แค้นคนที่ฆ่า หลวงตาของเธอเร๊อะ”

    “ ไม่ หลวงตาสอนให้ผม มีสติ ไม่อาฆาตใคร กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นจะตอบสนองคนผู้นั้นเอง”

    ตาจันเริ่มนึ่งเงียบ ไม่คิดว่าขจรปฏิเสธที่จะร่วมมือกับเขา

    สุดท้ายตาจันก็เอ่ยไปออกมาว่า

    “ ฉันรู้ว่าใครเป็นคนที่ บอกให้คนมาขโมยพระแก้วเพชรสีน้ำเงินกลับไป”

    ทีแรกขจรเองก็สงสัยตาจันนี่แหละ ที่เป็นคนบอกพวกโจรพวกนั้น แต่เห็นแกอายุปูนี้ แถมมีโรคภัยรุมเร้า ไม่น่าที่จะเป็นผู้บอกพวกโจรได้

    “ แล้วเป็นใครกัน?”

    “ รับปากกับฉันก่อน ว่าเธอจะพาฉันไปที่ป่ามูเซอดำ”

    ขจรได้แต่ส่ายหัวแล้วถอนหายใจ

    “ ก็ได้ ถ้าเป็นความจริง ผมรับปากจะพาไปก็ได้”

    “ ตกลงตามนั้น คนที่ล่วงรู้เรื่องนี้ คือ ส่างคำ เป็นคนของเผ่ามูเซอ มันเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ขาวอีกคนหนึ่ง”

    ขจรเพิ่งรู้ ในนิมิตของเขานั้น ไม่เห็นมีภาพของ ส่างคำเลย แต่ก็เป็นไปได้ไม่เช่นนั้น พวกหลวงตาจะไปที่เผ่ามูเซอได้อย่างไร

    “ ถามจริงๆ ทำไมผมต้องไปด้วย ผมจะช่วยอะไรได้”

    “ การที่จะเข้าไปในถ้ำมูเซอดำ แล้วกลับออกมาได้อย่างปลอดภัยนั้น ต้องใช้ยันต์เกราะเพชรของอาจารย์ขาว เท่านั้น แล้วคนที่สามารถลงอักขระยันต์ได้ ก็มีแต่อาจารย์ หรือเกจิที่มีฌาณแก่กล้า ฉันมั่นใจว่า พระแจ่มคงไม่ยอมให้ยันต์เกราะเพชรของอาจารย์ต้องสูญหายไปแน่”

    “ แล้วคุณตาไม่มียันต์เกราะเพชรหรือครับ?”

    “ อักขระยันต์แผ่นนี้สืบทอดให้ใช้ได้แค่คนเดียว  อาจารย์มอบให้กับพระแจ่ม ไม่ได้ให้ฉัน แล้วฉันก็รู้มาว่า หากท่านไม่มอบให้กับลูกศิษย์อย่างเธอ มีหรือ ที่พวกโจรเหล่านั้นจะทำอะไรท่านได้”

    ขจรได้ฟังแบบนี้ เหมือนถูกน้ำเย็นราดศรีษะ มือไม้เย็นเฉียบไปหมด นึกว่า ยันต์เกราะเพชรนี้ ใครๆ ก็สามารถสักยันต์ได้เสียอีก หากหลวงตาไม่ถอนยันต์เกราะเพชรของตัวเองออกมาให้เขา ท่านก็คงไม่ต้องมรณภาพแน่ๆ ขจรเริ่มรู้สึกผิดมากขึ้น

    “ ผมขอถามอีกข้อ คุณตาจะไปกับผมทำไม เดินทางขึ้นเขาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะครับ  อายุขนาดนี้แล้วด้วย อยู่ที่นี่ให้ผมกับ คนของคุณตาไปก็ได้นี่ครับ”

    “ ฉันไปไหวอย่างแน่นอน เธอไม่ต้องเป็นห่วง ทุกวันนี้ฉันไม่เคยนอนหลับเลย ฝันเห็นแต่อาจารย์ และคนที่ตายด้วยน้ำมือของฉัน ในเมื่อฉันใกล้จะตายแล้ว ก็ขอให้ฉันไปตายที่ป่ามูเซอดำจะดีกว่า”

    ขจรมองหน้าคุณตาจัน แล้วมองหน้าชายหน้าขาว ที่มากับคุณตาจัน ซึ่งมันก็ทำหน้านิ่งมาก ไม่มีแสดงความรู้สึกอะไรออกมาเลย

    “ ตกลง ผมรอเสร็จงานเผาหลวงตาแจ่มแล้ว มาเจอผมที่วัด แล้วเราจะเดินทางไป ไม่ทราบว่า คุณตามีคนไปด้วยกี่คนครับ”

    “ แค่สี่คน รวมฉันด้วย ก็ห้าคนเท่านั้น”

    ทั้งสองฝ่ายนัดแนะเวลากัน แล้วก็แยกย้ายกันไป จนกระทั่งวันฌาปนกิจหลวงตาแจ่มก็มาถึง

    มีคนมางานเป็นจำนวนมาก จนแน่นวัดไปหมด ส่วนหนึ่งก็มีข่าวออกมาว่า

    งานนี้มีการแจกเหรียญพระรูปเหมือนหลวงตาแจ่มที่เป็นทองคำ ทำให้คนแห่หลั่งไหลกันมาทั่วสารทิศจนเต็มวัดไปหมด

    “ ท่านลุงครับ ไม่ทราบว่า เหรียญทองคำที่ระลึก จะเพียงพอหรือเปล่าครับ”

    ขจรเอ่ยด้วยความกังวล

    “ ไม่ต้องห่วง ฉันสั่งให้พวกเขาทำเอาไว้ 2 แสนเหรียญ คนที่มาวันนี้ไม่น่าจะถึงแสนคน สบายใจได้”

    ระหว่างที่เผาศพของหลวงตาแจ่มนั้น ขจรยังเห็นเงาวิญญาณของหลวงตา ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หลวงตายังคงมีรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตาเหมือนเดิม ขจรไม่พูดอะไรได้แต่ น้ำตาไหลออกมาช้าๆ จนกระทั่งวิญญาณของหลวงตาค่อยๆ หายไป

    หลังงานพิธี  คุณตาจัน ก็มากับคนของท่าน สี่คน มีชายสามหญิงหนึ่งคน

    “ นี่คือศิษย์ของฉัน ปฐพี น้ำ วายุ  อัคคี”

    ชายหน้าขาวคือ ปฐพี ส่วนสาวสวยแต่งกายคล้ายผู้ชาย คือ น้ำ แล้วชายหนุ่มร่างผอมชื่อวายุ และชายหนุ่มผมแดงชื่ออัคคี ขจรพาทุกคนมาขึ้น เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว ที่เตรียมเอาไว้ ซึ่งพอทั้งหมดขึ้นฮ. ชายชื่อวายุ ก็ส่งพิกัดสถานที่ให้กับนักบิน เพื่อไปลงจอด บริเวณทางเข้าป่ามูเซอดำ  ที่เทือกเขาตะนาวศรี

    “ หลวงตาครับ อีกไม่นาน ผมจะจัดการคนชั่วเหล่านี้ให้หมดสิ้น และจะนำพระแก้วเพชรสีน้ำเงินกลับมาไว้ในโบสถ์ดั่งเดิม ขอให้หลวงตาไปสู่สุขคติเถอะนะครับ”.......