ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 129 วินิจฉัยโรคของเฟิ่งหยู

            พวกเขาเดินทางครึ่งวันจึงเดินทางมาถึงเมืองเอริค  เฟิ่งหยูมองดูสองข้างทางที่มีการค้าขายอยู่สองข้างทางไม่ต่างจากเมืองจินเฟิงของเขาเท่าไหร่นักเพียงแต่สินค้าที่วางจำหน่ายจะเป็นสินค้าจำพวกบ่มเพาะพลังเสียมากกว่าและราคาที่ติดไว้นั้นเรียกได้ว่าแพงเป็นอย่างมาก

            ตลอดทางเฟิ่งหยูยังสังเกตุได้อีกว่าสมุนไพรหาง่ายในโลกเดิมของเฟิ่งหยูแต่มาอยู่ที่นี่กลับเป็นของที่หาได้ยากยิ่ง ทรัพยากรต่าง ๆ มีอยู่อย่างจำกัดจริงๆ  เช่นนั้นโอสถเม็ดหนึ่งก็แพงมหาศาลอย่างนั้นสินะ พวกเขายังคงมุ่งตรงไปยังวังหลวงของเมืองเอริคโดยไม่ยอมหยุดพักเลยสักที่เดียว

            เมื่อทุกคนมาถึงเมืองยังราชวังเมืองเอริค ต่างตะลึงกับความงดงามของราชวังแห่งนี้มันสวยงามเป็นอย่างมาก

            “ท่านลุงโอสถเม็ดหนึ่งในเมืองนี้ เขาขายกันราคาเท่าไหร่?” เฟิ่งหยูเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “เพียงแค่โอสถระดับปฐพีมูลค่ามันหลายแสนผลึกม่วงเชียวหละ”

            “ระดับปฐพี เช่นนั้นหรือ แล้วโอสถที่ข้าให้ท่านทานไป อยู่ในระดับไหนท่านพอจะทราบบ้างไหม”

            “ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน ว่าระดับของโอสถเขาวัดกันยังไง เจ้าเองก็ลองถามองค์หญิงดูก็ได้ตอนที่เจ้ารักษาบิดาขององค์หญิงเสร็จแล้ว”

            “ข้าจะลองดู พวกท่านหละอยากจะทำอะไรบ้างลองคิดเอาไว้ดูบ้างเผื่อบางทีโอกาสอาจจะลอยมาหาพวกท่านเองก็ได้”

            พวกเขาเดินตามองค์หญิงเข้าไปยังห้องพักของเจ้าเมืองเพียงไม่นานก็มาถึงห้องพักของเจ้าเมือง

            “เอาหละพวกเจ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่ เราจะเข้าไปรายงานบิดาของเราก่อน”

            “ขอรับ พวกเราจะรออยู่ที่นี่”

            หลังจากองค์หญิงเดินเข้าไปในห้องพักของเจ้าเมืองไม่นาน

            “ท่านลุง เจ้าเมืองคนนี้เป็นยังไงบ้างท่านพอจะทราบเรื่องราวของเขาบ้างไหม”

            “เจ้าเมืองคนนี้นับว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง เขาชอบช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอบางทีก็ออกตรวจตราด้วยตนเอง เป็นคนไม่ถือตน พวกชาวเมืองต่างรักและเคารพเจ้าเมืองคนนี้เป็นอย่างยิ่งเจ้าถามทำไมหรือ?”

            “ข้าก็ถามไปอย่างนั้นแหละ อย่างที่ท่านรู้ข้าไม่เคยรับรู้เรื่องราวภายนอกเลยดังนั้นทุกอย่างจึงเป็นของที่แปลกใหม่สำหรับข้า ข้าต้องขออภัยที่รบกวนพวกท่าน”

            “ ข้าเองก็ลืมไป ว่าเจ้าไม่เคยออกมาจากป่าเลย ที่เจ้าถามก็ไม่ผิดและไม่ได้รบกวนพวกเราหรอก เป็นพวกเราเองต่างหากที่ต้องขอโทษเจ้า”

            “เอาหละ อย่าพึ่งพูดอะไรเลย ตอนนี้องค์หญิงเดินออกมาโน่นแล้ว”อ้ายหลี่กล่าวแทรกขึ้นมา

            “พวกท่านตามเรามา ท่านพ่ออนุญาตให้พวกท่านเข้าทำการรักษาแล้ว”

            “ขอรับ”

            เฟิ่งหยูเดินนำทั้งสองคนตามองค์หญิงเข้าไปยังห้องพักของเจ้าเมืองในทันทีเมื่อทั้งสามเข้ามาข้างใน มีขุนนางมากมายหลายคนยืนเรียงราย อยู่พร้อมหน้ามีหมอหลายคนที่ทำการรักษาก่อนหน้าเฟิ่งหยู

            พวกเขามองมายังเฟิ่งหยูและสองพ่อลูก

            “คารวะท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยเฟิ่งหยู และนี่ท่านลุงอ้ายซีฮ่าวกับอ้ายหลี่ผู้ติดตามข้าน้อยขอรับ”

            “ได้ยินชื่อเสียงแพทย์เทวะ จากหมู่บ้านสามอรุณวันนี้พวกเราขอชมให้เป็นบุญตาสักหน่อยเถอะ” หนึ่งในกลุ่มของหมอที่ทำการรักษาเอ่ยขึ้นมา

            “ชื่อเสียงนั้นพวกเขาต่างเรียกขานข้าเองข้ามิได้มีความสามารถมากมายขนาดนั้นหรอก เพียงแค่รักษาอาการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆหรือโรคภัยที่ไม่ค่อยจะร้ายแรงก็เพียงเท่านั้น” เฟิ่งหยูตอบกลับ  

            “เอาหละพวกเจ้าอย่าได้พูดให้มากความ เชิญท่านเฟิ่งหยูตรวจสอบอาการของบิดาข้าก่อนเถอะ”

            “บิดาของเจ้าเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ?”

            “พวกเราทุกคนต่างวินิจฉัยไม่ได้กันทั้งนั้นถึงได้ยังไม่มีใครลงมือรักษาเลย”

            “พวกท่านวินิจฉัยไม่ได้ แล้วให้ข้ามารักษานี่นะ”

            เฟิ่งหยูเดินเข้าไปยังเจ้าเมือง เขาจับชีพจรของเจ้าเมืองดูพร้อมกับแผ่จิตสัมผัสตรวจสอบร่างกายของเจ้าเมืองอย่างละเอียดในทันที  เฟิ่งหยูใช้เวลาตรวจสอบอยู่ประมาณสิบห้านาที

            “บิดาของข้าเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ ท่านพอจะบอกเราได้หรือไม่?”องค์หญิงซู่เจียวเจี๋ยเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง

            “บิดาของท่านเส้นชีพจรอุดตันหลายจุดทั้งยังพยายามฝืนเพิ่มระดับพลังเพื่อก้าวข้ามขั้นพลังทำให้พลังตีกลับ”

            “ท่านพอจะมีวิธีรักษาบ้างหรือไม่?”

            “ไม่ยากหรอก ข้าใช้เวลาไม่มากบิดาของท่านจะกลับมาเป็นปกติเช่นเดิมเพียงแต่ ข้าต้องขอรักษาเจ้าเมืองเพียงลำพัง พร้อมกับผู้ช่วยของข้าเท่านั้น ท่านจะว่ายังไง”

            “เจ้าจะหวงความรู้เช่นนั้นหรือ ไม่อยากให้พวกเราเปิดหูเปิดตาบ้างหรือไง”

            “ข้ามิได้หวงความรู้ แต่วิธีการของข้า หากพวกท่านได้เห็นพวกท่านก็จะเอาแต่ถาม และรบกวนการรักษาของข้า หากข้าไม่มีสมาธิการรักษาของข้าก็จะกลับเป็นอันตรายต่อเจ้าเมืองแทน”

            “หรือว่าพวกเจ้ามีวิธีรักษาเจ้าเมือง ข้าเองวินิจฉัยให้แล้วหากพวกท่านมีวิธีการรักษา ข้าก็จะไม่ขวางพวกท่านเชิญพวกท่านรักษาได้ตามสะดวก”

            “ข้าขออยู่ดูเจ้ารักษาบิดาของข้าได้ไหม ข้าเป็นห่วงบิดาของข้า”

            “ท่านจะอยู่ดูก็ได้ แต่ท่านเห็นอะไร หรือได้ยินสิ่งใด ท่านห้ามเอ่ยปากแม้แต่นิดเดียวถ้าท่านทำได้ ข้าก็ยินดีให้ท่านอยู่ดูพวกเรารักษาอาการของบิดาของเจ้าได้”

            “ได้ ข้าจะไปปริปากพูดตลอดการรักษาของท่านพวกท่านทุกคนออกจากห้องไปก่อน”

            “ขอรับองค์หญิง”

            หลังจากนั้นไม่นานทุกคนได้ออกจากห้องของเจ้าเมืองไปเรียบร้อยแล้วเฟิ่งหยูจัดแจงให้อ้ายหลี่ และหลี่ซีฮ่าว จัดเตรียมสถานที่ เขานำเจ้าเมืองลงมานั่งตรงกลางห้องจากนั้นจัดแจงโอสถให้กับอ้ายหลี่

            “นี่เป็นโอสถเสริมปราณ เมื่อข้าให้สัญญาณให้เจ้าป้อนโอสถเจ้ารีบนำใส่ปากของเจ้าเมืองทันที หน้าที่ของเจ้ามีเพียงแค่นี้ เจ้าทำได้ไหม”เฟิ่งหยูแอบกระซิบอ้ายหลี่เบา ๆ

            อ้ายหลี่พยักหน้าเป็นการตอบรับ จากนั้นเฟิ่งหยูได้ทำการถอดเสื้อคลุมทั้งหมดของเจ้าเมืองออกพร้อมกับนำมือของเขาทาบตรงแผ่นหลัง เขาเริ่มปล่อยจิตสัมผัสออกไปอีกครั้งครั้งนี้เขาสำรวจอย่างละเอียดถึงเส้นลมปราณที่อุดตันของเจ้าเมือง  เมื่อเขาเจอเส้นลมปราณที่อุดตันจำนวนหกเส้นเรียบร้อยแล้ว

            เฟิ่งหยูทำการปลอดปล่อยเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ เขาบีบอัดพลังเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ให้เป็นเส้นเล็กๆ ค่อย ๆ ไหลไปตามเส้นลมปราณของเจ้าเมืองอย่างระมัดระวัง  เขาค่อย ๆใช้เปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ชำระล้างเส้นลมปราณทุกเส้นรวมถึงเส้นลมปราณที่อุดตันด้วย

            เฟิ่งหยูกระจายเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ช้า ๆ จวบจนเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเฟิ่งหยูจึงทำการดึงเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ของเขากลับมาพร้อมกับส่งสัญญาณให้อ้ายหลี่ทันทีเมื่ออ้ายหลี่เห็นสัญญาณจากเฟิ่งหยูเขารีบนำเม็ดโอสถเสริมปราณที่เฟิ่งหยูให้มาป้อนเข้าปากของเจ้าเมืองในทันที

            ตู้มมมม......

            ตู้มมมม......

            ตู้มมมม......

            เสียงระเบิดดังออกมาอย่างต่อเนื่องจากตัวของเจ้าเมืองพร้อมกับการดูดซับพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดจากร่างของเจ้าเมืองด้วยความรวดเร็วเฟิ่งหยูและอ้ายหลี่รีบถอยออกห่างจากตัวของเจ้าเมืองในทันที

            พลังฟ้าดินหมุนวนรอบ ๆ บริเวณ ข้าวของภายในห้องปลิวกระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้าทั่วบริเวณพลันมืดมิด เมฆสีดำสนิทเริ่มก่อตัว เพียงไม่นานสายฟ้านับไม่ถ้วนเริ่มฟาดลงมาทั่วบริเวณ

            “พวกท่านรีบออกไปก่อนข้าจะคุ้มครองท่านเจ้าเมืองเอง”

            องค์หญิงและอ้ายหลี่ และอ้ายซีฮ่าว รีบพากันออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อพวกเขาออกมาด้านนอกต่างถูกเหล่าขุนนางทั้งหลายสอบถามทันทีอ้ายหลี่จึงตะโกนบอกให้ทุกคนออกไปจากที่นี่ก่อน แล้วค่อยอธิบายกันทีหลัง

            พายุเริ่มก่อตัว เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ดังสนั่นไปทั่วเมืองหลวงสายฟ้าฟาดลงมาตรงที่เจ้าเมืองนั่งอยู่เฟิ่งหยูคอยรับสายฟ้าส่วนใหญ่เอาไว้แทนเพื่อทำการชำระร่างกายของเขาส่วนที่เหลือให้มันฟาดลงบนตัวของเจ้าเมืองเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ร่างกายของเจ้าเมืองได้รับการชำระล้างเพียงแค่สิบห้านาที ท้องฟ้าพลันกลับมาเป็นปกติ เจ้าเมืองพลันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา พร้อมกับมองไปรอบ ๆ พลันเหลือบไปเห็นเฟิ่งหยูนั่งสมาธิปรับแต่งร่างกายของเขาพร้อมกับเสื้อผ้าที่ไหม้เกรียม

            เมื่อเหตุการณ์กลับเป็นปกติเหล่าขุนนาง องค์หญิงซู่เจียวเจี๋ยรวมถึงอ้ายหลี่ อ้ายซีฮ่าว รีบวิ่งเข้ามาในห้องพักอย่างรวดเร็วพวกเขาเห็นข้าวของกระจัดกระจายไปทั่วหลังคาแตกละเอียด เห็นเป็นช่องขนาดใหญ่ขึ้นมา

            องค์หญิงซู่เจียวเจี๋ย รีบวิ่งไปกอดเจ้าเมืองในทันทีเมื่อเห็นบิดาของเขายืนตระหง่าอยู่กลางห้องอ้ายหลี่และอ้ายซีฮ่าวรีบวิ่งไปยังเฟิ่งหยูในทันที เหล่าขุนนางพากันตกตะลึงหมอที่มาทำการรักษาเจ้าเมืองในตอนแรกต่างพากันยืนตะลึง

            “ท่านเจ้าเมืองสามารถก้าวข้ามขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเก้าไปยังขั้นเซียนระดับสองได้แล้วอย่างนั้นหรือ?”เสียของขุนนางคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา

            พวกเขาต่างมองไปยังเฟิ่งหยูในทันทีเฟิ่งหยูในท่านั่งสมาธิพร้อมกับเสื้อผ้าที่ไหม้เกรียมยังคงนั่งปรับแต่งร่างกายของเขาอยู่โดยไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเพียงไม่นานเฟิ่งหยูค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา

            “ขอบใจเจ้ามาที่รักษาเราให้หาย และยังช่วยเราให้ก้าวข้ามขั้นหลอมรวมลมปราณทะลวงผ่านขั้นเซียนได้สำเร็จ”

            “ไม่เป็นไรขอรับ ข้าน้อยได้รับการร้องขอจากองค์หญิงให้มารักษาท่านเจ้าเมืองข้าน้อยช่วยเท่าที่ข้าน้อยสามารถทำได้เพียงเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรมากมายเลย”

            “เอาหละพวกท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ เจ้าเองก็คงรับทัณฑ์สวรรค์ไปมากรีบไปพักผ่อนให้หายดีก่อนแล้วพวกเราค่อยมาคุยกันทีหลัง”

            “ขอบคุณท่านเจ้าเมือง”

            เฟิ่งหยูพร้อมด้วยอ้ายหลี่และอ้าวซีฮ่าวรีบเดินตามขุนนางที่นำทางเขาไปยังห้องพักในทันที

            “เขาทำได้ยังไงกัน เพียงระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงสามารถทำให้เจ้าเมืองกลับมาเป็นปกติได้จริงๆ  สมกับฉายาแพทย์เทวะจริงๆ  อายุยังน้อยข้าว่าเขาคงจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตเป็นแน่พวกเราอายุปูนนี้แล้ว แม้แต่วินิจฉัยอาการของเจ้าเมืองยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แต่เจ้าหนูนั่นกลับสามารถรักษาท่านเจ้าเมืองให้สามารถกลับมาเป็นปกติได้ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถทำให้เจ้าเมืองเลื่อนระดับพลังยุทธ์เป็นขั้นเซียนได้อีกด้วย”ขุนนางทั้งหลายต่างพูดคุยกันถึงเฟิ่งหยูตลอดทั้งวัน