เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    บทที่ 50 มือปราบลำดับเจ็ด (จบเล่ม 1)

    บทที่50มือปราบลำดับเจ็ด


            “ท่านราชครู โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย”ขุนนางหลินประสานมือขึ้นอย่างนอบน้อม พร้อมกล่าวขึ้นอย่างคนที่ทุกข์ร้อนใจมาแรมเดือน

             

            ท่านราชครูเองก็หันไปกล่าวกับอวิ๋นเซ่อ

            “ตอนนี้ตัวตนของเจ้ามีน้ำหนักมากพอแล้วจงให้ความกระจ่างแก่มัน”

             

            อวิ๋นเซ่อก้าวเดินเข้าหาขุนนางหลิน มองเห็นแววแห่งความทุกข์โศกบนใบหน้าของบุรุษชราชายหนุ่มก็อดสะท้อนใจขึ้นมามิได้ บุรุษชราผู้นี้ก็คงจะรักแลทนุถนอมอวิ๋นจื่อลู่ราวกับบุตรในสายเลือดจริงๆมันถึงได้มีสภาพเช่นนี้ พอเห็นดังนั้นอวิ๋นเซ่อก็มีความรู้สึกที่ดีต่อบุรุษชราผู้นี้หากบอกความจริงกับมันไป ก็อาจจะช่วยให้มันได้เริ่มทำใจ มิต้องคอยเป็นเดือดเป็นร้อนตามหาตัวนางไม่สิ้นสุดจนเกิดความทุกข์ทรมานใจเช่นนี้

            “ผู้อาวุโส นางตายแล้ว!”

             

            “เจ้าว่าอะไร!”

            ขุนนางหลินตาเบิกโพลง คนพุ่งกายคว้าจับคอเสื้อของอวิ๋นเซ่อด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำ

            “ไหนเจ้าลองกล่าวอีกครั้ง!”

             

            “นางตายไปแล้วจริงๆ"

             

            ขุนนางหลินเจ็บแปลบไปถึงขั้วหัวใจ มันก็มีประสบการณ์มามิน้อยจึงพอมองออกว่านัยน์ตาที่ถ่ายทอดออกมาของอวิ๋นเซ่อนั้นเป็นความจริงและเป็นนัยน์ตาของผู้ที่โศกเศร้ามิแพ้กันกับมัน

             

            ตึง

            เข่าของขุนนางหลินอ่อนยวบกระแทกพื้น ตาของคนยังเหม่อลอยเบิกค้างน้ำอันใสกระจ่างเริ่มไหลรินอาบสองข้างแก้ม คนกล่าวด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ พร้อมจ้องมองขึ้นไปยังนัยน์ตาของอวิ๋นเซ่อ

            “เจ้าใช่คนที่สังหารนางหรือไม่!”

             

            นัยน์ตาของอวิ๋นเซ่อทั้งทอแววเด็ดเดี่ยวมั่นคงและแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าไม่แพ้ขุนนางหลินชายหนุ่มคุกเข่าลงในระดับเดียวกับบุรุษชรา ก่อนจะกล่าววาจาอย่างหนักแน่น

            “ข้าไม่มีทางที่จะสังหารนาง…..เพราะข้าจะสังหารคนที่มีสายเลือดตระกูลอวิ๋นสายรองด้วยกันไปเพื่ออะไร!”

             

            “เจ้าก็เป็นคนของตระกูลอวิ๋นสายรอง?”

             

            “ผู้อาวุโส ตัวตนของนางสำหรับข้าแล้วเป็นมากกว่าคนตระกูลอวิ๋นสายรองด้วยกันนางคืออวิ๋นจื่อลู่ เจ้ากาดำของข้า ที่ข้ามิเคยลืมเลือน”

             

            ได้ยินคำว่าเจ้ากาดำ ห้วงแห่งความนึกคิดของขุนนางหลินก็ได้นึกย้อนถึงตอนที่มันไปที่ตระกูลอวิ๋นสายรองเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วรับอุปการะอวิ๋นจื่อลู่เป็นบุตรบุญธรรม ครานั้นก่อนที่มันจะพาอวิ๋นจื่อลู่จากมาได้มีเด็กชายผู้หนึ่งที่มาขัดขวางทางแลร้องห่มร้องไห้คิดอยากติดตามบุตรีบุญธรรมของตนมาเด็กชายร้องไห้ฟูมฟายเรียกเจ้ากาดำ เจ้ากาดำจนสลบไสลไปในที่สุด ส่วนบุตรีบุญธรรมของมันก็เอาแต่ร้องไห้เรียกขานชื่อเด็กชายผู้นั้นมิเคยหยุดนามนั้นมันได้ยินมาตลอดทาง นามที่ถูกเรียกขานว่า อวิ๋นเซ่อ

             

            ขุนนางหลินคล้ายได้คิด นามของเด็กหนุ่มขี้แยผู้นั้นแท้จริงกลับเป็นนามเดียวกับตัวตนที่ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งเป็นมือปราบติดลำดับตรงหน้าของมันนี้

            “เจ้าคือเด็กคนนั้น”

             

            ที่นัยน์ตาของอวิ๋นเซ่อก็ปรากฏน้ำอันใสกระจ่างไหลรินร่วงโรยคนจ้องมองบุรุษชราตรงหน้า มือกุมกำชับผ้าพันคอ แล้วกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ

            “ตระกูลอวิ๋นสายรองของข้าทำผิดประการใดถึงถูกคนชั่วช้าฆ่าล้างตระกูลคนสายเลือดตระกูลอวิ๋นสายรองของข้าทำผิดอันใดถึงได้ถูกไล่ล่าสังหารจนไม่มีแผ่นดินให้ยืนหยัดเช่นนี้ท่านรู้หรือไม่ อวิ๋นจื่อลู่นางตกตายในอ้อมกอดข้า โดยตอนนั้นข้าช่วยอะไรนางมิได้เลยข้าต้องทนดูนางตกตายต่อหน้าต่อตา ได้แต่ปล่อยให้เจ้าคนชั่วช้าลอยนวล ข้ามันคนไม่เอาไหนแต่ถึงแม้ข้าจะไม่เอาไหน นางก็ยังฝากฝังปณิธานของนางในการที่จะเป็นมือปราบไว้กับข้าซึ่งตอนนี้สวรรค์ก็ได้ส่งเสริมข้า ส่งเสริมปณิธานของนางแล้ว….. ข้ามือปราบลำดับเจ็ดอวิ๋นเซ่อ จะต้องสังหารผู้ที่เกี่ยวข้องคืนให้หมด พวกมันทุกคนจะต้องชดใช้ข้าจะทวงความยุติธรรมให้แก่นาง และคนของตระกูลอวิ๋นสายรองทุกคน!”

             

            ทุกคำ ทุกประโยคของอวิ๋นเซ่อล้วนหนักแน่นแฝงทั้งความรันทดและความคับแค้นที่ลึกล้ำเทียมฟ้าส่งให้ขุนนางหลินได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้ง รวมถึงเฉียวอู่หรงที่ฟังอยู่ใกล้เคียงด้วยตอนนี้ขุนนางหลินมันไม่มีความสงสัยในตัวของอวิ๋นเซ่อหรือก็คือมือปราบลำดับเจ็ดผู้นี้อีกต่อไปกลับกันมันยังเอาใจช่วยให้บุรุษหนุ่มผู้นี้ทวงความยุติธรรมแลล้างแค้นแทนบุตรีบุญธรรมของตนให้จงได้

            การสนทนาของทั้งอวิ๋นเซ่อและขุนนางหลินได้ถูกท่านราชครูปลดปล่อยพลังลมปราณครอบบริเวณกักกันมิให้กระแสเสียงเคลื่อนผ่านอากาศออกไปให้เหล่าคนมากมายที่อยู่บริเวณโดยรอบได้ยินเพื่อป้องกันมิให้ตัวตนของอวิ๋นเซ่อถูกเปิดเผยมากเกินไป เพราะตอนนี้ศิษย์ของมันยังไม่แกร่งพอที่จะรับมือกลุ่มคนที่หวังร้ายเหล่านั้นได้

             

            ขุนนางหลินกล่าวทั้งน้ำตา

            “เจ้าจะพาข้าและมารดาของนางไปร่ำลาที่หลุมศพบุตรีได้หรือไม่”

             

            อวิ๋นเซ่อจ้องมองอาจารย์ของตน เพราะหลุมศพของอวิ๋นจื่อลู่ชายหนุ่มได้ทำการฝังไว้ยังสถานที่อันสำคัญที่คนนอกมิควรรับรู้แต่ท่านราชครูก็มิได้กล่าวห้ามแต่อย่างใด ท่านผงกศีรษะอนุญาต อวิ๋นเซ่อจึงกล่าวตอบ

            “ย่อมได้"

             

             

            เหตุการณ์อันวุ่นวายที่สถานฝึกมือปราบได้จบลงพร้อมกับเรื่องอันสะเทือนฟ้าสะท้านปฐพีท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ได้ทำการรับศิษย์คนเล็ก เป็นมือปราบลำดับเจ็ดแห่งราชวงศ์หลิงข่าวคราวของมือปราบลำดับเจ็ดนี้จึงเป็นที่โจทย์ขานขจรขจายไปทั่วผืนแผ่นดินใหญ่ปิ่งฉิงสร้างความสนอกสนใจและเป็นที่กล่าวถึงวงกว้าง ทุกผู้ล้วนทราบถึงการมีขึ้นของมือปราบลำดับเจ็ดแต่ไม่มีใครรู้ว่ามือปราบลำดับเจ็ดผู้นี้เป็นใครมาจากไหน ผู้ที่รู้ก็ถูกคำกล่าวที่มิต่างจากคำสั่งเด็ดขาดของท่านราชครูว่าอย่าได้ปากมากเอาไปพูดต่อที่ไหน ทำให้ตอนนี้ตัวตนของมือปราบลำดับเจ็ด ศิษย์คนเล็กของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่จึงยังเป็นปริศนาไปทั่วทั้งปฐพี

             

            แต่ชื่อและวีรกรรมต่างๆ ของอวิ๋นเซ่อล้วนเป็นที่กล่าวขานถึงในสำนักมือปราบฝึกหัดอย่างมากมายบุรุษผู้ตอบคำถามข้อที่สองได้เพียงผู้เดียว คำกลอนของมันที่แฝงไว้ด้วยจิตปณิธานอันลึกล้ำเป็นผู้ปราบพยศม้าแห่งแดนเทพอัคคี วีรกรรมโรงเตี๊ยมไผ่เขียวอันเหี้ยมหาญ บุรุษผู้เอาชัยเหนือต้าจงหมิงทุกด้านชายที่ทำให้ต้นไม้ต้องห้ามเหี่ยวเฉา และผู้ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวของมือปราบฝึกหัดที่พิชิตตึกไม้สี่ชั้น!

             

            ตัวตนของอวิ๋นเซ่อนับจากวันนั้นก็เป็นตัวตนอันสูงสุดแห่งสถานฝึกมือปราบผู้ที่เคยสนับสนุนมันต่างก็พลอยได้รับความสนใจและการประจบเอาใจจากผู้อื่น โดยเฉพาะฟ่านเหลียนผู้ที่ใกล้ชิดและดูเป็นมิตรกับอวิ๋นเซ่อมากที่สุดในสถานฝึกมือปราบตอนนี้ไม่มีใครกล้าหือกล้าอือกับนางซักผู้ แต่ฟ่านเหลียนนางก็คือฟ่านเหลียนเดิมเคยเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ด้านจางอู่จี้มิต่างจากหมาหัวเน่า มันคือหนึ่งในไม่กี่ผู้ที่เคยเหยียดหยามอวิ๋นเซ่อมากที่สุดยิ่งอวิ๋นเซ่อกลับกลายเป็นผู้มีตัวตนแลมีอำนาจมากเท่าไหร่ มันยิ่งต้องอยู่อย่างหวาดกลัวหวาดระแวงจากบุรุษเจ้าสำอางดูถูกผู้คน ก็กลับกลายเป็นคนที่เอาแต่หลบหน้าหดหัวมิต่างจากเต่าหัวหดไร้สง่าราศีของนายน้อยผู้มากบารมีอีกต่อไป

             

            เช่นเดียวกับอาจารย์มือปราบร่างท้วมผู้ที่เคยถือหางต้าจงหมิงจนออกนอกหน้าและเป็นผู้ออกหน้าแก้ต่างให้ต้าจงหมิงทั้งที่อวิ๋นเซ่อมิใช่คนผิด มันนอกจากจะเข้าข้างผิดช่วยเหลือคนให้ร้ายอวิ๋นเซ่อที่ต่อมากลับกลายเป็นมือปราบติดลำดับแล้ว ยังกล้าโต้เถียงหลิงเทียนหยวนองค์ชายรัชทายาทแห่งราชวงศ์หลิงอีกแม้คนทั้งสองจะบอกว่าไม่ถือสาเอาความ แต่การเลือกข้างผิดแต่ต้นก็ทำให้มันดูเป็นตัวประหลาดในสายตาอาจารย์มือปราบบางผู้จนถึงทุกวันนี้

             

            ส่วนผู้ที่ดูจะพึงพอใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอาจารย์ใหญ่หานตงสือการที่ได้เห็นบุคคลที่มันจับตามองและคอยให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด มีอนาคตที่ดีและมีความก้าวไกลเช่นนี้ในฐานะผู้เป็นหนึ่งในอาจารย์ก็นับเป็นที่ปลื้มใจอย่างหาที่สุดมิได้ และมันดีใจที่สำนักมือปราบสามารถมีบุคคลที่เหี้ยมหาญและไม่ธรรมดาเพิ่มอีกผู้เขี้ยวเล็บของสำนักมือปราบแห่งราชวงศ์หลิงถือได้ว่างอกเงยมาอีกหนึ่งแล้ว

             

            และสุดท้ายก็คือหลิงเทียนหยวน หลังจากที่เปิดเผยตัวตนออกหน้าช่วยเหลืออวิ๋นเซ่อพระองค์ก็มิอาจที่จะอยู่ฝึกมือปราบได้อีก ยิ่งมีข่าวการลอบสังหารด้วยแล้ว ความปลอดภัยของพระองค์จึงยิ่งมาเป็นอันดับต้นๆการจะพิสูจน์ตัวเองให้พระบิดาได้เห็นเป็นต้องถูกระงับไว้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่พระองค์ได้รับในสถานฝึกมือปราบแห่งนี้ก็นับว่าล้ำค่าเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะการได้รู้จักกับพี่น้องร่วมสาบานอย่างอวิ๋นเซ่อ

             

             

            สิ่งแรกที่ผู้คนทั้งหลายตามที่ถูกกล่าวถึงต้องกระทำก็คือการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เหล่ามือปราบฝึกหัดก็ต้องกลับไปฝึกไปเรียนตามตาราง เหล่าอาจารย์มือปราบก็ต้องกลับไปสอนสั่งประสิทธิ์ประสาทวิชาอาจารย์ใหญ่ก็ต้องคอยควบคุมความสงบสุขและบริหารให้สถานฝึกมือปราบเป็นไปด้วยความราบรื่นเรียบร้อยผู้ถูกขับไล่ออกจากสำนักมือปราบต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างอัปยศ และหลิงเทียนหยวนก็ต้องกลับไปศึกษาการบริหารบ้านเมืองพร้อมอยู่ในการอารักขาอย่างดีเลิศ

             

            ส่วนทางด้านอวิ๋นเซ่อ สิ่งแรกที่มันต้องกระทำกลับมิใช่การรวบรวมข้อมูลของคดีการสังหารหมู่ตระกูลอวิ๋นสายรองทั้งหมดเพื่อติดตามสืบหาตัวของคนร้ายอย่างที่ปณิธานหรือความตั้งใจแรกเริ่มของมัน แต่สิ่งแรกที่มันจะต้องกระทำก็คือการติดตามอาจารย์ของตนมุ่งหน้าสู่เขตห้าขุนเขาถิ่นแห่งความทุรกันดาร อันเป็นถิ่นกำเนิดของชายหนุ่มแทน

            อวิ๋นเซ่อมิทราบถึงเหตุผลที่ต้องไป ก็ได้แต่เฝ้าถามอาจารย์ตนว่าเหตุใดต้องไปที่นั่นสุดท้ายคำตอบเดียวที่ได้จากอาจารย์ของตนก็คือ

            “เพื่อความแข็งแกร่งของเจ้า”

             

            “ความแข็งแกร่งของข้า?”

             

            “เจ้ามีความแค้นมิใช่รึ แต่ด้วยสภาพเช่นนี้ยังจะแก้แค้นใครได้"

             

            “ท่านจะมิห้าม”

             

            “คนอย่างเจ้า ต่อให้ข้าสิบคนก็จะห้ามได้หรือในเมื่อห้ามเจ้ามิได้ก็มีหนทางเดียวคือต้องส่งเสริม ข้ามิอาจเห็นศิษย์คนใดต้องตกตายก่อนหรอกนะ”

             

            อวิ๋นเซ่อนิ่งเงียบ ได้คิดตามสิ่งที่อาจารย์กล่าวหากมันยังอ่อนแอเช่นนี้ต่อให้สืบหาข้อเท็จจริงพบแล้วมันยังจะทำอะไรได้ การเพิ่มพูนความแข็งแกร่งจึงนับเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแต่ชายหนุ่มก็คิดแล้วคิดอีกแต่ก็ยังคิดมิตกว่าเหตุใดต้องเป็นเขตห้าขุนเขา เขตที่ทุรกันดารห่างไกลและไร้ซึ่งทรัพยากรใดแห่งนั้น เพราะที่นั่นมิน่าจะมีอะไรที่จะเพิ่มพูนความแข็งแกร่งแก่มันได้

            ความสงสัยก็คงมี แต่ความรู้สึกที่จะได้กลับบ้านก็คงอยู่นานเท่าไหร่แล้วที่มันมิได้กลับบ้าน นับแต่เรื่องข่าวคราวการฆ่าล้างตระกูลมันก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกเลยนี่จะเป็นโอกาสอันดีให้มันได้ไปกราบไหว้ผู้ตายไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ญาติ มิตรสหายที่มันรู้จักทุกคนอีกประการหนึ่ง ทางผ่านของเขตห้าขุนเขาย่อมเป็นเขตเหนือบูรพา นี่ก็เกือบหนึ่งปีแล้วที่มันจากบ้านหลังที่สองโดยมิได้แจ้งข่าวคราวให้อวิ๋นจางลี่ทราบแม้มันจะมีความทรงจำกับบ้านหลังนี้ไม่ค่อยดีนัก แต่เพราะมีนางมันถึงอยากกลับ มิรู้ว่านางจะเป็นเช่นไรบ้างใช่จะยังสบายดีอยู่หรือไม่ การหวนคืนกลับของมันในไม่ช้านี้ก็นับเป็นเรื่องที่ดีมิน้อยและที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่องก็คือ มันจะได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยียนสหายเก่า ผู้ซึ่งเป็นศัตรูคนแรกที่คิดสังหารมันเสียที!

             

            ท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่เห็นสีหน้าที่ครุ่นคิดของศิษย์คนเล็กตนคนก็กล่าวขึ้น

            “เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดให้มากความในตอนนี้เพียงเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก็พอ เพราะหนทางข้างหน้ายังมีหลายสิ่งที่รอเจ้าอยู่”

             

            การเดินทางแรกในเส้นทางการเป็นมือปราบติดลำดับของอวิ๋นเซ่อกำลังจะเริ่มต้นขึ้นเขตห้าขุนเขาอันเป็นถิ่นฐานที่มันเกิดและเขตเหนือบูรพาที่เป็นถิ่นให้มันเติบใหญ่ อีกในไม่ช้ากำลังจะกลายเป็นสมรภูมิแรกของมันเด็กรับใช้ของตระกูลอวิ๋นสายหลัก ผู้ที่อ่อนแอไร้ความสามารถ ผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดเวลาผู้ที่เคยขี้ขลาดตาขาว บัดนี้มันกำลังจะกลับไปในฐานะตัวตนที่ยิ่งใหญ่มิแพ้ผู้ใดในปฐพี!

             

             

             

            จบเล่ม1

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องเพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน