Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 45 - วันหนึ่งในอาณาเขต

    ตอนที่ 45 – วันหนึ่งในอาณาเขต

     

                เย็นของวันนั้น ขณะพวกเด็กทหารม.ปลายกำลังกินข้าวเย็นที่ณปภาทำให้อยู่ ทรัพย์สินก็ถามทวินนาขึ้นมา ถึงเรื่องที่เกิดในวันนี้ “น้องนา เกิดอะไรขึ้นน่ะ? เห็นมีรายงานว่าทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนในห้องนี่?”

                “อ๋อ” ทวินนาที่กำลังจะใช้ช้อนตักข้าว เป็นอันต้องหยุดไปเลย “คือมีเรื่องนิดหน่อยน่ะค่ะ”            

                “แล้วมันเรื่องอะไรล่ะ?” ทรัพย์สินสอบสวนเธอ เขาเองก็ไม่อยากจะลงโทษเธอหรอก เพราะเป็นพวกเดียวกัน เขาเลยถามขึ้นมาว่าเป็นเพราะสาเหตุใด?

                “ไอ้พวกนั้น” ทวินนาหมายถึงกลุ่มเด็กผู้หญิงที่เธอทะเลาะด้วยวันนี้ “มันนินทาน้องพัน นาเห็นว่าไม่สมควร ก็เลยเข้าไปห้าม แต่อีกฝ่ายกลับหาเรื่องก่อน นาก็เลยต้องตอบโต้”

                “เรื่องที่ไอ้พันเป็นฆาตกรอีกแล้วน่ะเหรอ?” ภัทรถามขึ้นมา ทำเอาวรรณสาหันขวับมามองอย่างโมโห ภัทรที่เห็นดังนั้น เขาก็เอามือปิดปาก เผลอพูดเรื่องไม่ดีออกไปเสียแล้ว

                “พันไม่ใช่ฆาตกร” วรรณสาเอ่ยออกมาแล้วก็จ้องหน้าทวินนาด้วย “มันชักจะไปกันใหญ่แล้ว พัน แน่ใจเหรอว่าจะไม่แก้ข่าว ตอนนี้ ทั้งโรงเรียนต่างลือข่าวนี้กันไปทั่วแล้วนะ”

                วรรณสาหันไปเอ่ยถามพันธกรที่นั่งใกล้ๆ เธอ ฝ่ายพันธกรก็หยุดกินข้าว ก่อนจะใช้ผ้าสะอาดเช็ดปาก แล้วก็พูด

                “แก้ข่าวเหรอ? แก้ยังไงล่ะ? ก็ในเมื่อคนพูดไปทั่วแล้ว แก้ไม่ได้หรอก” พันธกรว่าอย่างปลงตก “ปล่อยให้เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว ถึงคนอื่นจะมองยังไง แต่มีพวกสา ไอ้ดินกับพวกพี่สินที่เข้าใจพัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

                วรรณสาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจที่พันธกรไม่ยอมแก้ข่าว เธอไม่สบายใจจริงๆ ที่ข่าวออกมาเป็นแบบนี้ ทวินนาก็ด้วย เธอไม่อยากให้พันธกรเปรอะเปื้อนคราบสกปรกเลย

                หลังจากมื้อเย็นผ่านไป วรรณสาก็ช่วยณปภาเก็บจานชามเหมือนเคย แล้วเอาไปล้างที่อ่างล้างจาน ในตอนนั้นเอง ณปภาก็ถามขึ้นมาว่าที่โรงเรียนมีข่าวลืออะไรเรื่องพันธกรหรือ? เผอิญเธอได้ยินพวกเด็กทหารม.ปลายพูดเรื่องนี้ขึ้นมา

                “อ๋อ คือ....” วรรณสาเลยเล่าเรื่องทั้งหมดไปให้ฟัง ว่าข่าวลือนั่นหาว่าพันธกรเป็นคนฆ่าบ๊อบ ทั้งๆ ที่จริงๆ มันคนละเรื่องกันเลย พอณปภาได้ฟังดังนั้น เธอก็ยกมือกุมอกอย่างหวั่นใจ

                “ตายแล้ว แล้วทำไมเขาไม่แก้ตัวล่ะ?”

                “หนูก็ไม่ทราบเหมือนกัน ถ้าเป็นหนูนะ หนูจะแก้ข่าวทันที” วรรณสาส่ายหน้าออกมา “ไม่รู้ว่าพันเขาคิดอะไรอยู่?”

                “แล้วหนูนาก็ไปทะเลาะกับเพื่อนร่วมห้องเพราะเรื่องนี้ใช่ไหม?” ณปภาหมายถึงทวินนา “เธอเองก็ไม่อยากให้น้องพันแปดเปื้อนเหมือนกัน น้องนาคิดอะไรกับน้องพันหรือเปล่า?”

                วรรณสาไม่อยากตอบเลย แต่ถ้าจะตอบว่า ‘ไม่มีอะไร’ ก็เกรงว่าจะเสียมารยาท เพราะมันต้องมีเรื่องแน่ๆ เธอก็เลยพยักหน้า บอกออกไปว่าทวินนาเองก็ชอบพันธกรเหมือนกัน

                “แย่แล้ว” ณปภาพูดออกมา “น้องสาต้องรีบทำคะแนนเข้าไว้นะ ขืนถูกแย่งไปล่ะแย่เลย”

                “สาไม่ใช่เจ้าของของพันหรอกค่ะ” วรรณสาบอกเสียงเบา “พันจะเลือกใคร ก็แล้วแต่พัน หนูไม่ใช่เจ้าของของเขา หนูไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองตัวเขา”

                ณปภาเอามือของตัวเองมาจับวรรณสา “แต่ไม่ว่ายังไง น้าก็อยู่เข้าข้างหนูนะ” เธอพูดออกมาอย่างจริงจังและจริงใจ วรรณสาสัมผัสได้เลย เธอกล่าวขอบคุณณปภาที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเธอ

                “ขอบคุณมากนะคะ น้าภา” วรรณสาบอก “แต่สุดท้าย มันก็อยู่ที่พันจะเลือกใคร”

                “แล้วตอนนี้ น้องนาเขาพยายามเข้าใกล้น้องพันหรือเปล่า?” ณปภาถามออกมาอย่างเป็นห่วง ท่าทางเธอจะสนับสนุนด้านวรรณสาเต็มที่ วรรณสายิ้มออกมาแล้วก็พูด

                “โชคดีที่พี่นาเป็นคนเรียบร้อย ก็เลยยังไม่ได้เข้าหามากเท่าไหร่ค่ะ” วรรณสาตอบออกมา “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูก็จะพยายามเต็มที่ แต่ท้ายที่สุด ก็แล้วแต่พันว่าจะเลือกใคร?”

                “ดีแล้วล่ะที่คิดแบบนี้” ณปภาว่าออกมาพร้อมกับเอาน้ำล้างมือ “อา งานเสร็จละ น้องสาขึ้นไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวงานบ้านทั้งหมด น้าจัดการเอง”

                “จะดีหรือคะ?” วรรณสาถามอย่างเกรงใจ ณปภาก็เลยบอกให้เธอไปพักได้เลย ที่เธอทำมาก็มากพอแล้ว ไม่อยากให้เธอเหนื่อยไปมากกว่านี้ วรรณสาจึงยกมือไหว้ขอบคุณ แล้วก็เดินขึ้นบันไดชั้นสองไป ก็เจอทวินนากำลังดักอยู่พอดี วรรณสาจะเดินเลี่ยงไป แต่ทวินนากลับพูดขึ้นมาก่อน

                “เรื่องของน้องพัน พี่เองก็จะพยายามเต็มที่เหมือนกัน” ทวินนาบอกออกมาแล้วก็กอดอก “น้องสาเองก็คงพยายามเต็มที่เหมือนกันสินะ?”

                “ค่ะ” วรรณสายอมรับออกมาเลยอย่างไม่อาย ไม่เกรงกลัวอีกฝ่าย “สาเองก็จะไม่ยอมแพ้หรอก”

                เธอพูดแล้วก็เดินเลี่ยงทวินนาออกไป ทวินนาหันขวับกลับไปมองวรรณสาที่เดินเข้าห้องพวกผู้หญิงไป ก่อนจะส่งเสียง ‘เฮอะ’ ออกมาเล็กน้อย

                ในคืนนั้น พสุกับพวกทรัพย์สินก็นั่งเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนาน แต่ภัทร ผู้เป็นเซียนไพ่ก็กำหนดบทลงโทษขึ้นมาก่อน ทำเอาชัชชัยถึงกับบอกว่า “ไม่เอาแล้วนะ บทลงโทษที่ให้หอมแก้มกันน่ะ จะอ้วก”

                “หอมแก้มกัน?” พสุเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัย ชัชชัยก็เลยเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยเล่นไพ่กันมาก่อนแล้ว และบทลงโทษคือคนแพ้ต้องหอมแก้มคนชนะ พสุได้ยินอย่างนั้น เขาก็ทำสีหน้ารังเกียจ

                “งั้นจะเอาบทลงโทษอะไรดีล่ะ?” ภัทรถามออกมา พันธกรเลยบอกออกมาว่า

                “เล่นไปเถอะ ไม่ต้องมีบทลงโทษก็ได้”

                “ไม่เอาเว้ย เดี๋ยวไม่สนุก” ภัทรบอกออกมาพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เอางี้ดีกว่า คนที่แพ้ต้องเป็นเบ๊ เป็นคนรับใช้คนชนะวันหนึ่งเต็มๆ เอาแบบนี้ดีกว่า”

                “น้องพูดบทลงโทษขึ้นมาเองนะ” ทรัพย์สินกล่าวกับภัทร “จะมาแก้ไขทีหลังไม่ได้นะ”

                “ครับ ผมรู้ ผมพูดอะไรออกไป” ภัทรพูดออกมาอย่างมั่นใจ ว่าเขาจะไม่แพ้แน่นอน “ทุกคนเตรียมตัวเป็นคนรับใช้ภัทรได้วันเดียวเลย”

                “แหม มั่นใจจริงนะ” พสุพูดแล้วก็หัวเราะออกมา “งั้นมาดูกัน ว่าใครจะชนะในเกมนี้?”

                แล้วพวกผู้ชายก็นั่งเล่นไพ่กันไป เล่นไปเล่นมา ผลสรุปกลับออกมาว่าพสุเป็นคนชนะ แล้วคนที่แพ้ก็คือพันธกร พันธกรถึงกับร้องโอดครวญออกมา 

                “นี่ฉันต้องเป็นทาสรับใช้ไอ้ดินวันหนึ่งเต็มๆ เลยเหรอ?” พันธกรถามออกมาอย่างเหนื่อยใจจริงๆ “จะบ้าเหรอ? เรื่องแบบนั้นใครจะไปทำกัน?”

                “อ้าว? อ้าว? ก็บทลงโทษกำหนดไว้แล้ว” พสุบอกออกมาพลางส่งรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ไปให้พันธกร “นายขัดไม่ได้นะ นายต้องเป็นเบ๊ฉันหนึ่งวัน นับแต่วันพรุ่งนี้เลย”

                “โธ่เอ๊ย” พันธกรโยนไพ่ลงบนพื้น และแล้วก็ถึงเวลาสี่ทุ่ม ทรัพย์สินก็เดินไปแปรงฟัน ก่อนจะปิดไฟในห้องเพื่อนอนหลับพักผ่อน วาสุกรีกับปราชญากระโดดขึ้นเตียง ส่วนพวกพันธกรก็นอนลงไปบนพื้นแข็งๆ

                “อืม...” พสุครุ่นคิดแล้วก็กระซิบกับพันธกรที่นอนอยู่ข้างๆ ขึ้นมา “พรุ่งนี้จะให้แกทำอะไรดีนะ?”

                “อย่าหนักมากนักนะเว้ย อย่าได้ทีขี่แพะไล่” พันธกรบอกออกมา ทำเอาพสุหัวเราะออกมานิดหน่อย ก่อนที่เขาจะบอก

                “นอนหลับเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”

                แล้วพสุก็เป็นฝ่ายนอนหลับไปก่อน พันธกรเองที่นอนไม่หลับ เขาก็แอบลุกขึ้นไปนอกห้อง ปฏิคมเองที่นอนไม่หลับเช่นกัน พอเห็นพันธกรเดินออกไปนอกห้อง เขาก็เลยตัดสินใจเดินไปด้วย พันธกรเดินลงมาด้านล่างและออกไปจากบ้านของณปภาเพื่อสูดกลิ่นลมของยามดึก พอดี ปฏิคมเดินออกมาพอดี พันธกรได้ยินเสียงฝีเท้าก็เลยหันกลับไป

                “อ้าว? ไอ้คม นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอ?” พันธกรทักทายเพื่อนยิ้มๆ ฝ่ายปฏิคมก็บอกออกมา

                “พักนี้ แกสนิทกับไอ้ดินมากกว่าฉันอีก” ปฏิคมพูดออกมา แต่เขาไม่ได้โกรธเคืองอะไรหรอก ทว่าพันธกรท่าทางจะเข้าใจผิด เขารีบบอกออกมา

                “แกก็เป็นเพื่อนฉันเหมือนเดิมนั่นแหละ” พันธกรรีบพูดเพราะกลัวเพื่อนจะเข้าใจผิด ฝ่ายปฏิคมก็หัวเราะออกมา 

                “ฉันไม่ได้ว่าอะไร” ปฏิคมบอก “ก็แค่พูดเท่านั้นเองว่า ช่วงนี้แกสนิทกับไอ้ดินมากกว่าฉันเสียอีก”

                “แกเสียใจเหรอ? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องขอโทษด้วย” พันธกรบอกออกมา ปฏิคมที่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็ส่ายหน้าออกมา

                “ถ้าฉันจะเสียใจ ฉันคงเสียใจเรื่องอื่นมากกว่า” ปฏิคมบอกเป็นนัยๆ ทำเอาพันธกรรู้ทันที ต้องเป็นเรื่องของวรรณสาแน่ๆ วรรณสาเป็นคนปฏิเสธปฏิคมเอง เขาได้ยินกับหู

                “เรื่องสาเหรอ?” พันธกรถามออกมาทั้งที่รู้อยู่แล้ว ปฏิคมก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะพยักหน้า

                “บอกตรงๆ ฉันเองก็ยังทำใจไม่ได้เท่าไหร่” ปฏิคมสารภาพความจริงออกมา “ฉันชอบสามาตั้งแต่ม.ต้นแล้ว แต่สากลับไปชอบ...”

                แล้วปฏิคมก็ปิดปาก ทำเอาพันธกรสงสัยทันที พอพูดมาถึงตอนที่บอกว่าวรรณสาชอบใคร? ปฏิคมชอบหยุดทุกที เขาเลยสงสัยว่าวรรณสาชอบใครกันแน่? เขาเลยถามปฏิคมออกไป

                “ฉันตอบไม่ได้ ไม่งั้นสาได้โกรธแน่” ปฏิคมบอกออกมา พันธกรจึงคะยั้นคะยอ และบอกว่าเขาจะไม่บอกวรรณสาเลย

                “แกก็ลองสำรวจดูคนใกล้ๆ ตัวสิ” ปฏิคมบอกใบ้ให้ “แล้วก็จะรู้เองแหละว่าสาชอบใคร?”

                พูดเสร็จ ปฏิคมก็เดินกลับเข้าไปในบ้านของณปภาทันใด ทิ้งให้พันธกรยืนอยู่นอกบ้านแบบนั้นด้วยความงุนงง เขาถามตัวเองออกมา

                “คนใกล้ตัว?” เขายังคงซื่อบื้อเรื่องความรักอยู่ “หมายความว่าไง?”

                รุ่งเช้าของอีกวันมาถึง พวกเด็กทหารม.ปลายก็ลงมากินข้าวเช้าตามระเบียบ คราวนี้ อัมพรลงมาร่วมกินด้วย หลังจากไม่ได้ลงมาหลายวันแล้ว กมลที่เห็นเธอก็มองเธออย่างไม่ประสงค์ดี แต่เป็นโชคดีที่อัมพรไม่เห็นสายตานั้น ไม่งั้นคงเกิดเรื่องแน่

                “กินให้หมดนะจ๊ะ” ณปภาพูดพลางเอาผ้าเช็ดมือ “แล้วตอนเย็นกลับมากินข้าวที่บ้านล่ะ อ้อ! น้องวาจะกินจากบ้านอื่นมาก็ไม่เป็นไรนะ น้าไม่ได้ว่าอะไร”

                “ไม่หรอกครับ วันนี้ ผมจะกลับมากินอาหารบ้านน้าภา” วาสุกรีตอบยิ้มๆ พลางขยับแว่นสายตาของตัวเอง ณปภาได้ยินดังนั้นก็เลยยิ้มให้เขา ก่อนที่พวกพันธกรกับทรัพย์สินจะไปโรงเรียน ส่วนคนอื่นๆ ก็ออกไปเที่ยวในอาณาเขต

                กมลสงสัยอัมพรมานานแล้วว่าเธอรู้สึกสำนึกผิดแล้วจริงๆ หรือ? ตลอดเวลาสองสามวันมานี่ อัมพรไม่ได้แสดงฤทธิ์อะไรออกมาเลย ได้แต่หลบตัวอยู่ในห้อง พออัมพรจะขึ้นบันไดไปชั้นสาม กมลก็เลยถามเธอขึ้น

                “แก...” กมลเริ่มบทสนทนา “เป็นอะไรของแก? ทำไมไม่เหมือนตัวแกตามปกติเลย?”

                อัมพรถอนหายใจออกมา ก่อนจะหันมาบอก “ฉันไม่อยากทะเลาะด้วย”

                “ฉันก็ไม่อยากทะเลาะหรอก แต่สงสัย แกสำนึกผิดแล้วจริงๆ เหรอ? ทั้งเรื่องพี่สิน แล้วก็เรื่องของฉัน?” กมลถามตรงๆ ออกมาเลย อัมพรที่กำลังจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสามถึงกับหยุดกึก แล้วก็หันหน้ามา

                “เธอจะไม่เชื่อก็แล้วแต่” อัมพรบอกออกมาเสียงเบา “แต่ฉันไม่คิดร้ายกับใครอีกแล้ว”

                ว่าเสร็จ อัมพรก็เดินขึ้นไปบนห้องนอนชั้นสามทันที คำพูดของเธอทำเอากมลถึงกับงุนงง ท่าทางของอัมพรอ่อนลงจริงๆ ไม่แสดงอารมณ์ร้ายออกมาให้เห็นแล้ว ทำเอากมลสงสัยทันทีว่าเธอพูดจริงหรือเปล่า?

                ที่โรงเรียนในอาณาเขต หลังจากเสร็จพิธีเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว อาจารย์ก็ปล่อยเด็กขึ้นห้อง พสุยังคงได้ยินเสียงนินทาจากเพื่อนในห้องรอบข้างที่กำลังนินทาพันธกรอยู่ เขาถึงกับโพล่งออกมาใส่เด็กนักเรียนพวกนั้น

                “ไอ้พันเป็นคนช่วยอาณาเขตไว้นะ!” พสุร้องออกมา ทำเอาพันธกรที่นั่งอยู่ข้างๆ ตกใจขึ้นมา “แล้วมันก็ไม่ใช่ฆาตกร ทำไมทุกคนลืมบุญคุณมันไปแล้วหรือ? ที่มันช่วยพวกเราไว้จากพวกเอไอ?”

                “ไม่ได้ลืมบุญคุณ แต่เรื่องฆาตกรนั่นมันก็จริงนี่” เด็กชายชั้นม.สี่คนหนึ่งในห้อง ผู้ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยกล่าวขึ้น ทำเอาพสุอยากจะเดินไปหาเรื่อง แต่ถูกพันธกรจับเสื้อเอาไว้

                “พอเหอะ ช่างมันเหอะ” พันธกรบอกออกมา ทำเอาพสุถึงกับหันมามอง แล้วทำหน้าแบบไม่เข้าใจ

                “แกยังแก้ข่าวได้นะ” พสุบอกออกมา “ทำไมไม่แก้ข่าวล่ะ?”

                “ก็บอกแล้วไง คนอื่นจะว่ายังไงก็ช่างมันเหอะ” พันธกรพูดออกมาเสียงเบา “ขอแค่มีแกกับพวกรุ่นพี่เข้าใจฉัน ฉันก็พอใจแล้ว ฉันไม่ต้องการอะไรอย่างอื่นอีก”

                พสุถอนหายใจเฮือกออกมา ก่อนจะมาลงนั่งข้างๆ พันธกร ขณะที่ทุกคนในห้องก็พากันนินทาพันธกรอยู่ จนกระทั่งอาจารย์เข้ามา ทุกคนถึงได้เงียบและตั้งใจฟังอาจารย์สอน

                คาบพักเที่ยง หลังจากรีบกินข้าวเสร็จแล้ว ปัทมาก็มาทำหน้าที่เป็นพนักงานยืมคืนให้แก่นักเรียนคนอื่นๆ ในห้องสมุดเหมือนเคย เผอิญวาสุกรีเดินเข้ามาพอดี ปัทมาเห็นเขาเข้าจึงร้องทัก

                “วา” ปัทมาเรียกชื่อเขา วาสุกรีที่เดินก้มหน้าพลางหอบหนังสือมาก็เลยเงยหน้าขึ้นมาทันใด         

                “อ้าว? ปัท?” วาสุกรีทักทายปัทมา “ขยันจังนะ กินข้าวหรือยัง?”

                “กินแล้วจ้ะ” ปัทมาบอกตามจริง “วามาเอาหนังสือเตรียมสอบเหรอ?” เธอถามเขาขึ้นมา ซึ่งวาสุกรีก็พยักหน้าอย่างตอบว่าใช่

                “ใช่ ปัทรู้ได้ไงน่ะ?” วาสุกรีถามเธอขึ้นมา ปัทมาก็อมยิ้ม ก่อนจะบอกออกมา

                “เรารู้เรื่องของวาทุกอย่างนั่นแหละ” ปัทมาบอกออกมา “แล้วรู้ไหมว่านั่นหมายถึงอะไร?”

                “เอ๊ะ?” วาสุกรีไม่เข้าใจสิ่งที่ปัทมาพูดออกมา ปัทมาที่เห็นเขาทำท่าแบบนั้น เธอก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องทันที

                “รีบไปยืมหนังสือสิ เวลาพักจะหมดแล้วนะ” ปัทมาว่าขึ้นมา วาสุกรีเลยขอตัวไปหยิบหนังสือเตรียมสอบวิชาคณิตศาสตร์มา ขณะที่ปัทมายืนมองเขาแล้วก็หน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างอายๆ 

                “เธอพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไง? ยัยปัท? ไม่อายบ้างเหรอ?” ปัทมาพึมพำกับตัวเอง แล้ววาสุกรีก็มายืมหนังสือกับเธอ เธอก็จัดการทหารยืมให้เขา ก่อนจะถาม

                “วันนี้วาจะมาบ้านปัทอีกไหม?” ปัทมาถามออกมาอย่างลุ้นๆ ว่าวาสุกรีจะยอมไปหรือเปล่า? ฝ่ายวาสุกรีก็ทำท่าเหมือนไม่ค่อยสบายใจ ปัทมาเห็นดังนั้น เธอก็เลยบอกออกมา

                “ถ้าไม่ว่าง ไม่ต้องไปก็ได้” เธอรีบบอกออกมา “ปัทไม่ได้ว่าอะไรเลย”

                “จริงเหรอ?” วาสุกรีถามเธอขึ้นมา เธอก็พยักหน้าว่าเธอไม่ว่าอะไรจริงๆ         

                “ขอบคุณนะ ปัท ที่ไม่ได้โกรธวา” วาสุกรีบอกออกมาอย่างยินดี ปัทมาเองก็ดีใจเหมือนกัน เธอบอกออกมา

                “ปัทจะโกรธวาได้ยังไง? ก็วาเป็นคนช่วยเหลือพวกเราเอาไว้นี่” ปัทมาบอก แล้วเสียงกระดิ่งเข้าห้องก็ดังขึ้น ปัทมาเห็นว่าหมดเวลาแล้ว เธอเลยบอกลาวาสุกรี วาสุกรีก็บอกลาเธอก่อนจะเดินออกจากห้องสมุดไป ฝ่ายปัทมา พอวาสุกรีออกไปแล้ว เธอก็รู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่วาสุกรีวันนี้ไม่ได้ไปบ้านเธอ

                ฝ่ายภัทรก็มาเล่นบอลกับพวกพี่เบิ้มเหมือนเดิม เขาจัดการยิงประตูจนเสมอกับพวกทีมพี่เบิ้ม ทำเอาพี่เบิ้มถึงกับเอ่ยชมภัทรออกมาทันที จนภัทรต้องบอกว่า “แหม พี่เบิ้ม ชมผมบ่อยจัง เดี๋ยวผมตัวลอยนะ”

                “ก็น้องเก่งจริงๆ นี่” พี่เบิ้มบอกออกมา “งั้นไปเลี้ยงกันที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือในอาณาเขตไหม?”

                ภัทรเองก็เห็นดีด้วย เขาติดใจรสชาติก๋วยเตี๋ยวนั้นเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าจะกินไม่เยอะ เพราะตอนเย็นต้องไปกินข้าวที่บ้านณปภาอีก พวกพี่เบิ้มกับเขาเดินมายังร้านก๋วยเตี๋ยวกัน เมื่อสั่งไปแล้วและขณะกำลังรอก๋วยเตี๋ยว พี่เบิ้มก็ถามขึ้น

                “แล้วเรื่องที่จะให้พวกพี่ช่วยเหลือในสมรภูมิรบล่ะ?” พี่เบิ้มทวงถามสัญญาที่ภัทรเคยมีไว้ให้ “ไปถึงไหนแล้ว คนที่ชื่อทรัพย์สินที่เป็นหัวหน้าทีมนั้นอนุญาตหรือเปล่า?”

                “เอ่อ” ภัทรเองไม่อยากบอกเลยว่า ทรัพย์สินไม่อนุญาต แต่เขาก็กลัวพี่เบิ้มจะโกรธเอา ก็เลยตอบอ้อมๆ ไปว่า “ขากำลังพิจารณาอยู่ครับ”

                “เออ ดี ขอให้ผ่านเถอะ” พี่เบิ้มที่เป็นคนร่างสูงพูดออกมาทันที “พวกเราเองก็อยากจะปกป้องอาณาเขตเหมือนกัน เมื่อไหร่ที่เขาจะอนุญาต?”

                ภัทรเองก็เงียบไป แล้วก็กินก๋วยเตี๋ยวหมดไปหนึ่งชาม ก่อนจะแยกย้ายกับพวกพี่เบิ้ม เขาเดินกลับไปบ้านณปภาในตอนเย็นแล้ว ได้กลิ่นอาหารหอมลอยเข้าเตะจมูกพอดี เมื่อเข้าไปก็เห็นวรรณกำลังช่วยณปภาหั่นผักอยู่ ภัทรเดินเข้ามาภายในบ้านแล้วก็ถาม

                “วันนี้ ตอนเย็นมีอะไรกินครับ?” ภัทรถามออกมา ทำเอาวรรณสาสะดุ้งอย่างตกใจ ภัทรเลยถามว่าเธอเป็นอะไร? ทำไมต้องทำท่าตกใจด้วย?

                “ก็ภัทรเล่นเดินมาไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยน่ะสิ ถึงได้ตกใจ” วรรณสาตอบออกมา ฝ่ายณปภาที่ไม่ได้ตกใจก็หันมายิ้มให้ภัทร ก่อนจะบอกเมนูอาหารเย็นวันนี้ออกมา

                “โห มีผัดหอยลายด้วย” ภัทรยกมือกุมท้อง เขาก็ยังไม่อิ่มเท่าไหร่หรอก “แล้วผมจะรอทานนะครับ”

                แล้วพวกทรัพย์สินก็กลับมาจากโรงเรียน ทุกคนได้กลิ่นอาหารหอมหวนก็พากันท้องร้อง ณปภาบอกให้ทุกคนไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวเสียก่อน ค่อยลงมากินข้าว พวกทรัพย์สินจึงพากันไปอาบน้ำ ก่อนจะเปลี่ยนชุดลงมากินข้าว ซึ่งวรรณสาก็ช่วยทำอาหารบางอย่างให้อีกแล้ววันนี้ ภัทรที่ตั้งใจแล้วว่าวันนี้จะกินผัดหอยลาย เขาก็รออย่างตั้งหน้าตั้งตา พออาหารมาเสิร์ฟ เขาก็รีบตักหอยลายมากินกับข้าวสวยทันที หอยที่อาณาเขตของเขาหายากและมีน้อย นานๆ ทีเขาถึงจะได้กิน

                “โห นี่สาทำเองเหรอ?” พสุที่มองแกงส้มใส่ผักรวมที่วรรณสายื่นให้ถามขึ้น วรรณสาก็ตอบว่าใช่ และบอกว่านี่คือแกงส้ม เธอก็ไม่เคยกินเหมือนกัน ฝ่ายณปภาก็บอกให้พสุลองชิมดู วรรณสาตั้งใจทำมาก พสุเลยตักน้ำซุปกินดู ก็พบว่ามันอร่อยมาก

                “โห อร่อยมากเลยนะเนี่ย” พสุชื่นชมวรรณสาออกมา ทำเอาเธอยิ้มออกมาอย่างเขินๆ เล็กน้อย แล้วก็มานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วย เพื่อจะกินอาหารร่วมกับทุกคน พอมื้อเย็นผ่านไปแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามห้องตัวเองเหมือนเดิม

                “เออ เรามาวางแผนกันดีกว่าไหม?” จู่ๆ ทรัพย์สินก็เอ่ยขึ้น เมื่อเขาเข้ามาภายในห้องแล้ว “เผื่อพวกเอไอจะกลับมาอีก”

                “นี่ พี่กระสุนผมหมดแล้วนะ” ปราชญาเอ่ยขึ้นมา “แล้วก็ไม่มีกระสุนสำรองแล้วด้วย”

                “ตอนนี้กระสุนของทุกคนก็เหลือน้อยเหมือนกันหมดแหละ” วาสุกรีว่า “ของฉันเองก็ใช่ว่าจะเหลือเยอะ”

                “อืม...” พันธกรทำท่าครุ่นคิด “งั้นก็ต้องหาวิธีที่จะกำจัดพวกมันโดยไม่ให้เสียกระสุนไปเยอะๆ น่ะสิ”

                แล้วพวกหนุ่มๆ ก็พากันวางแผนวิธีกำจัดพวกเอไอโดยที่ไม่ต้องเสียกระสุนไปเยอะ แต่ในคืนนั้น พวกเขายังคิดไม่ออก พอสี่ทุ่มแล้ว ทรัพย์สินก็ตรงไปปิดไฟ ก่อนจะเอนตัวนอนลงบนเตียง ส่วยพวกพันธกรกับพสุก็นอนพื้นด้านล่างตามเดิม

                “เราออกไปหากระสุนกับอาวุธอีกดีไหม?” ปราชญาหันมาถามวาสุกรีบนเตียงนอน ถึงเขาจะพูดเบา แต่ทุกคนในห้องที่ยังไม่ได้หลับก็ได้ยินอยู่ดี ทรัพย์สินจึงเอ่ยขึ้น

                “อย่าเลย มันเสี่ยง น้องปราชเองก็บอกไม่ใช่เหรอว่าเกือบไม่รอดกลับมา?”

                “แต่พวกเราไม่มีกระสุนแล้วนะครับ ถ้าหาไม่ได้ จะเอาอะไรสู้กับพวกมันล่ะ?” ปราชญาว่าออกมา ทรัพย์สินเองก็ถอนหายใจอย่างหนักใจ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

                “คราวนี้ให้พันออกไปด้วยเถอะ” พันธกรอาสาขึ้นมาในห้องมืดๆ “ให้พันออกไปด้วยนะ”

                “ฉันไปด้วยสิ” พสุกล่าวขึ้นมาทันที พันธกรกำลังจะบอกว่าห้ามไป แต่ทรัพย์สินก็ดักขึ้นไว้ก่อนเลย

                “มันอันตรายนะ ด้านนอกน่ะ” ทรัพย์สินบอกออกมา 

                “แต่พี่ ถ้าเราไม่มีกระสุนปืน จะอันตรายกว่านี้หรือเปล่า พี่สิน?” วาสุกรีว่าออกมา ทรัพย์สินเองก็รู้ดีอยู่แล้ว เขานอนเอามือก่ายหน้าผากอย่างเป็นทุกข์

                “แล้วจะทำยังไงดี?” ทรัพย์สินเอ่ยออกมา “กระสุนก็จะหมด แถมออกไปข้างนอกก็เสี่ยงอันตราย”

                พันธกรที่กำลังคิดหาแผนในหัวสมอง เขาก็ส่ายหน้าออกมาอย่างคิดไม่ออก เขาคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ตอนนี้ และเขาก็นอนพลิกตะแคงข้าง ก่อนจะหลับตาลงไป

    คล้ายกับเรื่องDead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย ที่คุณอ่าน