เงาแค้นกระบี่มังกร

    สตรีปริศนา

    ลมร้อนหอบเอาฝุ่นทรายจากแนวสนามรบนอกด่านพัดกรรโชกเข้าใส่กำแพงเมืองหลิงหยวนจนเกิดเสียงหวีดหวิว ‘กู่เหวินเทียน’ ในชุดผ้าป่านสีขาวหม่นขาดกะรุ่งกะริ่งเดินเอามือกุมท้องโซเซมาตามแนวอิฐเก่าผุพังท้ายตลาด ยามนี้ความหิวโหยมันทวีความรุนแรงจนบัณฑิตจิ้นซื่ออย่างเขาแทบจะหน้ามืดตามัว

    “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่ถ้าไม่มีท้องให้เดิน... ก็คงกลายเป็นผีเฝ้าชายแดนแน่ๆ” เขาสบถอุบอิบพลางเงยหน้าขึ้นมองหอสังเกตการณ์ร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมกำแพงเมืองทิศตะวันตก หวังจะขึ้นไปนอนตากลมหลบผู้คนสักงีบ

    ทว่าเมื่อก้าวขึ้นมาถึงชั้น2 สายตาที่พร่ามัวกลับเหลือบไปเห็นเงาร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้

    นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม แม้จะแต่งกายคล้ายคุณหนูตระกูลพ่อค้าข้ามแดนเพื่อพรางตา ทว่าท่วงท่าการยืนเหยียดหลังตรงกลับแผ่ซ่านอำนาจอันสูงส่งออกมาอย่างปิดไม่มิด ใบหน้าครึ่งล่างถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าสีโปร่ง ในมือเรียวงามตวัดพู่กันจีนร่างเส้นสายลงบนม้วนกระดาษหนังแกะอย่างเงียบเชียบ ลายเส้นเหล่านั้นคือผังการเดินเวรและจุดบอดของค่ายทหารเมืองหน้าด่านทั้งหมด

    “คุณหนูใหญ่ มีคนขึ้นมาขอรับ” เสียงทุ้มต่ำขององครักษ์เงาซ่อนตัวกระซิบบอกเตือน

    หญิงสาวลึกลับม้วนเก็บกระดาษหนังแกะเข้าสู่อกเสื้อทันที มือเรียวขยับไปแตะที่ด้ามกระบี่สั้นใต้แขนเสื้อ แววตาคู่คมฉายรังสีสังหารเข้มข้น พร้อมจะสะบั้นคอผู้มาเยือนหากความลับระดับแผ่นดินนี้รั่วไหล

    ทว่า... สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของนางกลับเป็นบัณฑิตหนุ่มสภาพโทรมดั่งขอทานเกรดA ที่กำลังเดินสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ พลางจ้องมองมาที่อกเสื้อของนางตาเป็นมัน

    “แม่นาง... เมื่อครู่ข้าเห็นเต็มตาว่าเจ้าเพิ่งยัด ‘ห่อขนมเปี๊ยะ’ แผ่นเบ้อเริ่มเข้าอกเสื้อไป!” เหวินเทียนพึมพำ น้ำลายแทบสอ “แบ่งให้บัณฑิตผู้หิวโซสักครึ่งชิ้นเถิด ข้าดมกลิ่นแป้งทอดชั้นดีตามขึ้นมาจากบันไดเลยนะเนี่ย!”

    หญิงสาวลึกลับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ มือที่กุมด้ามกระบี่ถึงกับชะงัก ‘ขนมเปี๊ยะงั้นรึ? นี่มันเห็นม้วนกระดาษหนังแกะลับของข้าเป็นขนมเปี๊ยะไปได้อย่างไร!’

    “เจ้าบ้ามาจากไหน” นางแค่นเสียงถามด้วยความระแวง “ไสหัวไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับขอทาน”

    “ขอทานอันใดกัน! วาจาร้ายกาจนัก” เหวินเทียนปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าป่านของตน พยายามยืดอกให้ดูภูมิฐานแต่ท้องกลับร้องโครกครากออกมาขัดจังหวะ “ข้าคือบัณฑิตกู่ นามเหวินเทียน ยามนี้ชะตาพลิกผัน…เผลอโดนโจรป่าปล้นจนถังแตก ตัวท่านแต่งกายด้วยผ้าไหมหรูหรา ท่าทางคงเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ล่ะสิ เหตุใดจึงใจแคบกับคนหิวเพียงนี้?”

    “ข้าไม่ได้กินอะไรทั้งนั้น และไม่มีขนมให้เจ้า” นางตอบเสียงเย็น “ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ก็ถอยไป”

    “หน้าตาก็งดงาม แต่กลับไร้น้ำใจสิ้นดี” เหวินเทียนถอนหายใจยาวพลางบ่นอุบอิบ นั่งยองๆ ลงกับพื้นบันไดอย่างหมดสภาพ “เมืองหลิงหยวนนี่มันแดนสนธยาโดยแท้ ข้าอุตส่าห์หนีรอดจากพวกมือสังหารลุยป่าฝ่าดงมาตั้งไกล กะจะมาพึ่งพิงเมืองหน้าด่าน แต่ทหารยามฝั่งตะวันออกกลับเอาแต่ซุกหัวนอนอู้งานตอนเที่ยงวัน ไม่ยอมตรวจตราปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าเมืองมาง่ายๆ ส่วนพวกพ่อค้าในตลาดก็ดุยังกับหมาบ้า เอะอะก็ควักไม้พลองไล่ตีคน... มีเงินสักอีแปะไหมล่ะแม่นาง? ถือว่าทำบุญล้างซวยให้ข้าเถอะ”

    คำพูดบ่นปนลองเชิงของเหวินเทียน ทำให้หัวใจของหญิงสาวลึกลับกระตุกวูบใต้ผ้าคลุมหน้า

    ‘ทหารยามฝั่งตะวันออกแอบซุกหัวนอนตอนเที่ยงวัน... ปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าเมืองมาง่ายๆ งั้นรึ?!’

    ข้อมูลยุทธศาสตร์สำคัญที่นางกำลังเพียรพยายามแกะรอยและสืบหาจุดบอดมาหลายวัน กลับหลุดออกมาจากปากของบัณฑิตซุ่มซ่ามคนนี้อย่างง่ายดายราวกับคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ นางจ้องมองกู่เหวินเทียนใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกสับสน... ‘เจ้าหมอนี่มันเป็นใครกันแน่? คนบ้าที่บังเอิญไปเห็น หรือยอดฝีมือที่แกล้งทำเป็นหิวเพื่อมาเตือนข้า?’

    “หุบปากพล่ามของเจ้าซะ” นางแค่นเสียงตัดบท พลางล้วงหยิบเงินอีแปะกำใหญ่รวมถึงเหรียญเงินแท้ชิ้นเล็กๆ ออกมาจากถุงผ้าปักลายมังกรคาบแก้วใบหรู โยนลงบนพื้นเสียงดังเคร้งคร่าง “เอาเงินนี่ไป แล้วไสหัวไปซื้อขนมเปี๊ยะที่เจ้าอยากกินซะ อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”

    เหวินเทียนตาโตเท่าไข่ห่าน รีบก้มลงตะครุบเก็บเงินบนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่น นับจำนวนในมือด้วยรอยยิ้มบานแฉ่งจนหน้าบานเป็นจานเชิง

    “โอ้โห! คุณหนูผู้ใจบุญ! วาจาอาจจะร้ายกาจดั่งพิษงู แต่กระเป๋าหนักดุจท่านเศรษฐี! ยามนี้

    กู่เหวินเทียนได้ทุนรอนกู้ชีพแล้ว ข้าขอตัวไปจัดการซาลาเปาก่อนละนะ!”

    ว่าแล้วเจ้าตัวก็หมุนตัว วิ่งเหยาะๆ ลงจากหอร้างมุ่งหน้าไปทางตลาดทันที ทิ้งให้สตรีลึกลับในชุดไหมครามยืนนิ่งอยู่บนหอคอยเพียงลำพัง ลมพัดผ้าคลุมหน้าของนางเผยให้เห็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและลึกล้ำ

    นางม้วนกระดาษหนังแกะในอกเสื้อแน่นขึ้น ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำกับเงามืดเบื้องหลัง

    “ไปสืบประวัติของ ‘กู่เหวินเทียน’ มาให้ข้าอย่างละเอียด... ดูซิว่าเขาเป็นหมากของใคร หรือเป็นแค่บัณฑิตสติไม่ดีจริงๆ”