ปัง!หมัดของวาสกระแทกเข้าใส่ฝ่ามือของไคซินเต็มเหนี่ยว ความแรงของหมัดนั้นทำให้ไคซินแอบหน้าถอดสีเล็กๆแต่ก็รีบเก็บอาการไว้
“อย่าทำร้ายพวกมัน ที่นี่เราอยู่ร่วมกับพวกมันแบบพึ่งพาอาศัยกัน”ไคซินพูดเสียงเฉียบ พร้อมถอนมือก่อนแล้วลอบนวดเบาๆโดยไม่ให้วาสเห็น
“ข้าเสร็จธุระที่นี่แล้ว เราไปพบท่านไออ้อนกันเถอะ!”ว่าแล้วไคซินก็หันหลังออกเดินไป
วาสเบนสายตาไปมองหนูหินกลายพันธุ์ มันกำลังจ้องมองวาสด้วยสายตาคุกคามเหมือนว่ามันจะรู้ว่าวาสต้องการจะทำร้ายมัน
คนแคระหนุ่มดูอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าวาสไม่สนใจเขาสะบัดหน้าเดินตามไคซินออกไป
เพียงออกมาจากโพรงหิน วาสก็สูดอากาศร้อนระอุเข้าเต็มปอด
ฐานทัพลับตั้งอยู่ภายในถ้ำหินใต้ดินขนาดใหญ่พอจะบรรจุประชากรคนแคระได้ทั้งเผ่าพันธุ์
เสาหินขนาดมหึมาหลายร้อยต้นถูกออกแบบให้ค้ำยันเพดานหินทาด้านบนไว้ไม่ให้ถล่มลงมา
เสียงตีเหล็กดังเป็นจังหวะ ไอร้อนที่ฟุ้งกระจายเพิ่มอุณหภูมิให้สูงกว่า 50 องศา เสียงเฮฮาจากในบาร์ที่คับคั่งไปด้วยคนแคระขี้เมา
ฐานทัพลับแห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับอยู่ที่อาณาจักรคนแคระ
แตกต่างไปแค่เปลี่ยนที่อยู่จากด้านในภูเขาเป็นถ้ำใต้ดินที่มีแต่หินและหนูหินจำนวนมากที่เดินว่อนไปหมด และมีส่วนหนึ่งที่คลอเคลียอยู่กับคนแคระราวกับสัตว์เลี้ยง
‘พวกเขาฝึกพวกมัน!’วาสอุทานขึ้นในใจ
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะฝึกมอนเตอร์ให้เชื่อง เพียงแต่มันทำได้ยากก็เท่านั้น
มอนเตอร์ทุกชนิดมีสัญชาตญาณดุร้ายอยู่ในตัว พวกมันไม่มีทางยอมสยบต่อใครง่ายๆ
ทว่าดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้ฝึกให้พวกมันเชื่องทุกตัวเสียทีเดียว ยังมีหนูหินหลายตัวที่ยังดูหวาดระแวงพวกคนแคระอยู่
แต่เมื่อคนแคระยื่นผลึกเล็กๆบางอย่างสีเทาใสให้ พวกหนูหินก็มีท่าทีเปลี่ยนไป
พวกมันจ้องผลึกสีเทาใสไม่วางตาพร้อมแววตาหิวกระหาย
ก่อนจะมีตัวหนึ่งเดินเข้าไปใกล้อย่างกล้าๆกลัวๆและคว้าผลึกสีเทาใสไปและแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย
“มอนเตอร์หนูเทาเป็นมอนเตอร์ที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ แต่สิ่งที่พวกมันชอบที่สุดคือผลึกสีเทาพวกนี้ซึ่งเป็นแร่ที่หาได้เฉพาะในดินแดนหินเทาแห่งนี้ โดยผลึกสีเทาจะซ่อนอยู่ในหินสีเทาที่มีเต็มไปหมดในดินแดนนี้ เผ่าพันธุ์คนแคระของเรามีวิธีสกัดแร่ชนิดนี้ได้จำนวนมากและเราใช้แร่พวกนี้ในการฝึกหนูหินและขออาศัยอยู่ร่วมกับพวกมัน”ไคซินอธิบายในระหว่างเดิน
วาสชื่นชมบรรยากาศภายในฐานทัพลับไปพลางฟังที่ไคซินพูดไปพลาง
จากที่ดูเหล่าคนแคระทำตัวไม่เหมือนคนที่กำลังหลบหนีสักเท่าไหร่
พวกเขายังใช้วิถีชีวิตตามเดิมเฮฮาปาร์ตี้กันตามปกติ เพียงแต่ไม่เปิดบ้านต้อนรับเผ่าพันธุ์อื่นอีกแล้วเท่านั้น
เพราะฉะนั้นด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งผิดจากคนแคระของวาสทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาทันที
สายตาที่จ้องมองมาไม่ได้ดูอบอุ่นต้อนรับแขกต่างเผ่าพันธุ์เหมือนเดิม แต่เต็มไปด้วยความระแวดระวังแฝงไปด้วยการต่อต้าน
โชคดีที่วาสเดินมาพร้อมกับไคซิน ไม่เช่นนั้นเขาจะถูกคนแคระทุกคนในฐานทัพลับฉีกเป็นชิ้นๆทันทีที่ก้าวเข้ามา
ความจริงแล้ววาสชื่นชอบเผ่าพันธุ์คนแคระพอสมควร เพราะเขาได้รับการช่วยเหลือจากไออ้อนมามาก
การที่ถูกมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตรจากคนแคระอย่างนี้ทำให้วาสลำบากใจพอสมควร
ไคซินเหมือนรับรู้ความรู้สึกของวาสจึงเร่งฝีเท้าให้ไวกว่าเดิม
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงที่หมาย บ้านหลังใหญ่ที่ทำมาจากหินอย่างเรียบง่ายและมีคนแคระรูปร่างกำยำหลายคนยืนเฝ้าระวังอยู่รอบบ้าน
“ท่านไออ้อนอยู่ด้านใน เชิญท่านเข้าไปได้ ข้าคงมาส่งได้เท่านี้”ไคซินก็ก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะจากไป
วาสสูดลมหายใจเข้าลึกและผลักประตูเข้าไปด้านใน สิ่งแรกที่พบก็คือห้องรับแขกที่ดูอบอุ่นพร้อมกับครอบครัวของไออ้อนที่อยู่กันพร้อมหน้า
ดูเหมือนทุกคนจะรอวาสอยู่นานแล้ว และก่อนที่วาสจะทำอะไร คนแรกที่พุ่งเข้าหาวาสก็คือองค์หญิงไอริน
“ฮืออออ...ท่านวาสช่วยท่านปู่ด้วย!”เด็กหญิงคนแคระกอดขาแน่นพลางร้องไห้เสียงดัง
วาสลูบศีรษะเธอเบาๆและเอ่ยทักทายทุกคนในห้องรับแขก
สีหน้าของทุกคนในครอบครัวของไออ้อนดูไม่ดีนักเนื่องจากอาการบาดเจ็บของไออ้อน
“ตาแก่นั่นอยู่ไหนครับ”วาสถามเสียงเรียบ
“เชิญตามข้ามาทางนี้ท่านวาส”ราชาคนแคระไอก้าที่มีสีหน้าวิตกกังวลขณะพูดแล้วเดินนำวาสไป
ห้องของไออ้อนอยู่บนชั้นสอง ภายในห้องไม่มีอุปกรณ์ใดๆมากนัก มีเพียงแต่เตียงขนาดใหญ่ที่มีร่างของไออ้อนนอนหลับสนิทอยู่
สีหน้าของคนแคระชรานิ่งสงบไม่ต่างจากคนนอนหลับทั่วๆไป แต่ราชาคนแคระไอก้าบอกเขาว่าตั้งแต่ถูกไคซินพากลับมาไออ้อนก็ไม่เคยตื่นขึ้นอีกเลย
นอกจากนี้ร่างกายของไออ้อนก็เริ่มอ่อนแอขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ทุกคนในครอบครัวร้อนใจขึ้นทุกขณะ
พวกเขาลองทำทุกทางแล้วทั้งเชิญหมอที่เก่งกาจมารักษา ใช้สมุนไพรล้ำค่าที่หาได้ยาก แต่ไออ้อนก็ไม่ฟื้นขึ้นสักที
“ผมจะพาเขาไปรักษาตัวในโลกมิติ!”พอได้ยินวาสกล่าวเช่นนั้น ราชาคนแคระไอก้าก็ใจชื้นขึ้นเยอะ
ชื่อเสียงอันโด่งดังในฐานะเผ่าพันธุ์นักปราชญ์ของชาววีดไม่ได้ได้มาง่ายๆ
หากถึงมือของชาววีดราชาคนแคระไอก้าเชื่อว่าพ่อของเขาจะต้องมีทางรักษาแน่นอน เพราถ้าชาววีดยังรักษาไออ้อนไม่ได้ ในโลกนี้ก็คงไม่มีใครรักษาได้อีกแล้ว
วาสพยุงร่างไร้สติของไออ้อนขึ้น ร่างกายที่เคยหนักแน่นเต็มไปด้วยพลังกลับอ่อนปวกเปียกจนน่าตกใจ ทำให้วาสอดรู้สึกเจ็บปวดใจไม่ได้
วูบ!
วังวนมิติผุดขึ้นมาก่อนที่วาสจะเดินเข้าไปทันที
ภายในโลกมิตินั้นวาสดีดกายพุ่งไปบนอากาศด้วยความเร็วสูง เป้าหมายของเขาคือริมทะเลสาบที่ผู้เฒ่าเวนก้าชอบนั่งเล่นอยู่เป็นประจำ
และดังเช่นทุกวัน ตอนนี้ผู้เฒ่าเวนก้ากำลังนั่งนิ่งอยู่ที่ริมทะเลสาบ ผิวกายเปลือกไม้นิ่งสงบไม่ไหวติง ใบไม้เขียวสดใสบนศีรษะปลิวสไวไปตามลม มองดูไกลๆแล้วไม่ต่างจากต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่งที่หยั่งรากอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน
สายตาแก่ชราที่เริ่มพร่ามัวมองแต่ที่คันเบ็ดในมือ แต่หูของเขากลับได้ยินเสียงแหวกอากาศที่ตรงมาหาเขา
“หือ...”ผู้เฒ่าเวนก้าอุทานขึ้น เงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าก่อนจะเอ่ยทักทายว่า
“พาท่านไออ้อนมาแล้วหรือท่านวาส”วาสพยักหน้าวางร่างไออ้อนลงข้างๆผู้เฒ่าเวนก้า
“ช่วยเขาทีนะครับ”
“ข้าจะพยายามเต็มที่”มือที่เหมือนกิ่งไม้ยื่นไปแตะที่หน้าผากของไออ้อนก่อนจะเรืองแสงสีเขียวออกมา
ผู้เฒ่าเวนก้าหลับตาลง ลมหายใจเชื่องช้ากว่าเดิม
วาสนั่งรอด้วยใจลุ้นระทึก ก่อนที่ผู้เฒ่าเวนก้าจะลืมตาขึ้นมาด้วยสีหน้าย่ำแย่
“ไม่ดีเลย! อาการของท่านไออ้อนสาหัสมาก โดยเฉพาะสมองของเขาที่โดนทำลายไปเกือบ 80% ทำให้ระบบภายในร่างกายของเขากำลังหยุดทำงานอย่างช้าๆ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านไออ้อนเป็นนักรบกลายพันธุ์เกรงว่าเขาคงเสียชีวิตไปนานแล้ว!”
วาสช็อกหัวใจแทบหยุดเต้น อาการของไออ้อนไม่ต่างจากสภาวะสมองตายในโลกเดิมของเขา ซึ่งคนที่มีอาการนี้ไม่ต่างจากตายไปแล้ว!
“มีทางรักษาเขาหรือเปล่า!”โลกใบนี้ไม่เหมือนกับโลกใบเดิมของวาส ตรรกะเดิมๆไม่สามารถใช้ตัดสินอะไรได้ วาสจึงไม่รีบที่จะถอดใจ
ผู้เฒ่าเวนก้าใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฟ้า
ด้านบนนั้นถึงแม้จะเป็นตอนกลางวัน แต่กลับมีหมู่ดาวทอประกายแสงเจิดจ้าที่ถูกเชื่อมโยงกันด้วยแสงสีเขียวปรากฏเป็นรูปพฤกษาต้นหนึ่งนั่นคือพฤกษาอนันตกาล 1 ใน 4 มรดกของชาววีด
“ตอนนี้คงมีแค่ทางแก้ชั่วคราวเท่านั้น”ผู้เฒ่าเวนก้าโบกมือเรียกซากทัพตัวหนึ่ง ก่อนที่เขาจะบินขึ้นไปหาพฤกษาอนันตกาลอย่างใกล้ชิด
ชาววีดชราพูดคุยกับพฤกษาอนันตกาลอยู่หลายประโยคก่อนที่พฤกษาอนันตกาลจะเปล่งแสงสีเขียวเจิดจ้าไปทั่วโลกมิติจนทำให้ชาววีดทุกคนต้องเงยหน้าขึ้นมอง
มีบางอย่างลอยออกมาจากพฤกษาอนันตกาล ก่อนที่พฤกษาอนันตกาลจะอ่อนแสงลงจนแทบมองไม่เห็น
ผู้เฒ่าเวนก้ามองพฤกษาอนันตกาลแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยพึมพำว่า
“ต่อจากนี้พฤกษาอนันตกาลคงอาศัยเวลาฟื้นตัวสักระยะหนึ่ง”
ผู้เฒ่าเวนก้าบินกลับลงมา ในมือของเขามีผลบางอย่างลูกสีแดงสดอยู่ลูกหนึ่ง
ผลสีแดงเต้นตุบๆเหมือนมีชีวิต ผู้เฒ่าเวนก้าบอกให้วาสเปิดปากไออ้อนออกแล้วออกแรงบีบผลสีแดงสดรีดน้ำสีแดงใสจำนวนมากออกมาหยดใส่ปากของไออ้อน
“เขาจะ...”ก่อนที่วาสจะเอ่ยจบ คนแคระชราที่นอนอยู่ก็สะดุ้งเฮือกอย่างแรง เบิกตากว้างขึ้นโดยไม่มีใครตั้งตัว
“ที่นี่ที่ไหน!!”ไออ้อนตะโกนเสียงแหบ ความทรงจำครั้งล่าสุดของเขาหยุดอยู่ที่ตอนต่อสู้กับกีชา
“ตาแก่! คุณฟื้นแล้ว!”วาสเอ่ยขึ้นเสียงดัง
ไออ้อนหันขวับไปมอง เมื่อเห็นใบหน้าของวาสก็ทำให้จิตใจที่ไม่สงบของเขานิ่งลง
“เล่าทุกอย่างให้ฉันฟังหน่อยสิ เจ้าหนูวาส!”
ทั้งสองคนสนทนากันอยู่พักใหญ่ โดยที่วาสพยายามเล่าทุกเรื่องที่รู้ให้ไออ้อนฟัง
ไออ้อนที่รู้ว่าสมองของตัวเองถูกทำลายไปเกือบทั้งหมดก็ไม่ได้แปลกใจ การโจมตีของกีชาครั้งนั้นรุนแรงมากพอจะสังหารนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่2 ทั่วๆไปได้ง่ายๆ แค่เขารอดมาจนถึงทุกวันนี้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
“ตอนนี้อาการของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”ไออ้อนหันหน้าไปถามผู้เฒ่าเวนก้า เขาไม่เชื่อว่าอาการที่หนักหนาเช่นนี้จะถูกรักษาหายได้ด้วยสมุนไพรลูกเดียว
“สมุนไพรที่ท่านได้กินไปเมื่อสักครู่เรียกว่าผลคืนสภาพ มันจะช่วยฟื้นสภาพร่างกายให้คืนกลับมาในสภาพสมบูรณ์เป็นระยะเวลา 1 ปี เมื่อครบเวลา1ปี ร่างกายของท่านจะคืนกลับสภาพเดิม ไม่สิ หนักหนากว่าเดิมด้วยซ้ำ สมองของท่านอาจจะถูกทำลายอย่างสมบูรณ์”วาสหน้าเครียด แต่ไออ้อนยังมีสีหน้าเฉยเมย
“ถ้าอย่างนั้น พอครบกำหนดเวลาแล้วกินผลคืนสภาพอีกผล...”วาสพยายามหาทางแก้
“ทำอย่างนั้นไม่ได้ ผลคืนสภาพนับเป็นสมุนไพรที่ขัดต่อกฎธรรมชาติอย่างยิ่ง ชั่วชีวิตหนึ่งสามารถรับประทานได้เพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น หากฝืนกินอีกครั้งจะเป็นการเร่งผลเสียให้เกิดขึ้นก่อนเวลา ร่างกายจะเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว”
ผู้เฒ่าเวนก้าหยุดหายใจครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“ทางเดียวที่จะช่วยท่านไออ้อนได้คือข้าจะต้องปรุงยาบางอย่างขึ้น ซึ่งโอกาสที่จะหลอมยาชนิดนี้ขึ้นได้น้อยมากๆจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ ทางเดียวที่จะทำสำเร็จ ข้าจำเป็นจะต้องใช้เตาหลอมจักรวาล 1 ใน 4มรดกเข้าช่วย!”