ใต้เงาแดดยามสาย แสงทองที่กรองผ่านม่านเมฆบางเบาสาดส่องทั่วชายฝั่ง กระเพื่อมลงบนผิวน้ำที่ทอดยาวไกลราวผืนแพรเงินสว่าง เมื่อสายลมพลิ้วผ่าน คลื่นบางก็ทอดทาบเบา ๆ บนฝั่งเปียกชื้น อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวยืนเคียงกันอย่างเงียบงัน สายตาทั้งคู่ทอดมองไปยังเนินหินใต้ต้นสนใหญ่ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหลุมศพของเด็กน้อยและชายผู้หนึ่ง
ไม่มีสุสานหรูหรา ไม่มีป้ายไม้จารึกเพรียบพร้อม เพียงแต่มีก้อนหินหยาบกร้านวางเด่นอยู่ก้อนหนึ่ง ก้อนหินนั้นมิได้จารึกชื่อเสียงเกียรติยศ มิได้บ่งบอกฐานันดรศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงสัญลักษณ์เดียวที่บ่งชี้ว่า ภายใต้ผืนดินแห่งนี้ ร่างอันไร้วิญญาณสองร่างได้หลับใหลอยู่ อวี้เหวินก้าวเท้าอย่างมั่นคงเข้าไปหยุดยืนต่อหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาดุจลมหายใจ
“ในคืนที่เจ้าสลบนั้น… ข้าได้เผชิญกับความจริงมากกว่าที่คิด ทั้งความตื้นลึกของจิตใจคน และความมืดดำซึ่งกัดกร่อนวิญญาณ หลิวหง…เขามิได้เป็นเช่นที่เราเห็น นัยน์ตาที่ข้าคิดว่าอบอุ่น กลับเคยถูกครอบงำด้วยเงาร้าย…”
เซี่ยชิงหลัวยืนสงบนิ่ง สายลมยามอรุณรุ่งพัดพลิ้วชายอาภรณ์สีขาวบางเบาของนาง ราวม่านเมฆต้องลม ใบหน้างามล่มเมืองซึ่งถูกปิดบังด้วยผ้าแพรขาวผุดผ่อง เอียงมองหลุมศพนั้นเนิ่นนาน ก่อนจะเปล่งเสียงใสกระจ่างดุจหยาดน้ำค้างต้องแสงตะวัน
“เคราะห์กรรมของโลกมนุษย์ ล้วนผันแปรไร้เที่ยง ผู้คนมากมายหาได้กระทำผิดเองเสมอไป แต่ก็มิอาจหลีกพ้นเงาแห่งผลลัพธ์…”
ดวงตาของอวี้เหวินไหวระริกเพียงเล็กน้อย เขาก้มลงมองฝ่ามือที่เคยเปรอะเปื้อนโลหิตในค่ำคืนก่อน สีหน้าเคร่งขรึมดุจหินผา กลับแฝงไว้ด้วยความแน่วแน่มั่นคงดุจคมกระบี่
“ข้าจะจดจำไว้... ทั้งผู้ที่จากไป และผู้ที่ยังอยู่”
เสียงสนทนาของทั้งสองค่อย ๆ จางหายไปท่ามกลางเสียงลมและเกลียวคลื่น อวี้เหวินหมุนกายก้าวออกจากเนินหิน โดยมีเซี่ยชิงหลัวเคียงข้าง ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านทางทิศเหนืออีกครั้ง
หมู่บ้านที่เคยแฝงกลิ่นอายอึมครึมในยามก่อน บัดนี้กลับฟื้นคืนชีวิต สีหน้าแววตาของชาวบ้านที่เคยเลื่อนลอยบัดนี้เปล่งประกายแห่งความหวังอีกครั้ง เด็กน้อยหัวเราะวิ่งไล่กันตามซอกบ้าน ผู้เฒ่านั่งพูดคุยกันใต้ต้นไม้ เสียงทอผ้า เสียงตีเหล็ก เสียงตะโกนเรียกกันในตลาดน้อย ๆ ล้วนกลับมาดังเช่นเคย
อวี้เหวินเดินตรงไปยังเรือนไม้หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมลำธาร กลิ่นหอมอ่อนของสมุนไพรลอยออกมาจากหน้าต่าง เขาเคาะบานประตูเบา ๆ แล้วรอไม่นาน ประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง ใบหน้าทรงกลมเต็มไปด้วยรอยยิ้มใจดีที่กลับกลายเป็นแข็งค้างทันทีเมื่อเห็นบุรุษตรงหน้า
“ท่านหญิง...” อวี้เหวินโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ามีเรื่อง...ต้องแจ้งแก่ท่าน”
เมื่อถ้อยคำนั้นจบลง หญิงผู้นั้นทรุดตัวลงแทบเท้าของเขาโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด น้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน ดวงตาสั่นระริกหอบสะอื้น มือที่ถือผ้าเช็ดหน้ากำแน่นสั่นไหว
อวี้เหวินยืนนิ่ง ปล่อยให้นางร่ำไห้อยู่เนิ่นนาน กระทั่งเสียงสะอื้นแผ่วเบาลง เขาจึงเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแฝงความหนักแน่น
“เมื่อคราครั้งก่อนที่ข้าได้พบหน้าท่าน ข้ารู้สึกบางอย่างที่แปลกแยกจากคนทั้งหมู่บ้าน... ข้าเข้าใจแล้ว ท่านเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมัน ผู้ใหญ่บ้านหลิวหง…ย่อมต้องปกป้องท่านด้วยบางสิ่งอย่างสุดหัวใจ”
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเปียกชื้นด้วยคราบน้ำตา หากแต่มีประกายบางอย่างในแววตา
“เขา...มิเคยยอมให้ข้าแตะต้องของบางอย่างที่เขาพกติดตัวเสมอมา ข้าคิดว่า...อาจเป็นเพราะมัน…”
อวี้เหวินผงกศีรษะ สีหน้าเรียบสงบ ก่อนจะหยิบหยกสีฟ้าก้อนหนึ่งที่เขานำมันออกมาจากร่่างหลิวหง ยื่นส่งให้นางอย่างเงียบงัน
“ของชิ้นนี้...อาจมีค่ามากกว่าที่ท่านรู้”
จากนั้นเขาจึงกล่าวต่อเสียงหนักแน่น
“หากท่านไม่มีที่ไป… เดินทางไปยังหอโอสถฟ่านทางทิศตะวันออกของเมืองซูไห่ เอ่ยนามข้าเถิด จะมีคนให้ความช่วยเหลือท่านอย่างแน่นอน”
หญิงผู้นั้นมองหยกในมือ แล้วเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ น้ำตาเอ่อล้นอีกคราแต่ครั้งนี้มิใช่เพราะโศกเศร้า หากแต่เป็นความรู้สึกที่หลากหลายอันยากอธิบาย
อวี้เหวินหันกายจากมาโดยไม่เอ่ยคำใดอีก เซี่ยชิงหลัวที่รออยู่เงียบ ๆ ใต้ต้นท้อใกล้ลำธาร ก้าวเคียงเขาโดยไม่มีคำถามใด
ทั้งสองออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งสู่เส้นทางกลับตำหนักมังกรเมฆา ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้านนี้
ระหว่างทาง เสียงลมพัดผ่านยอดไม้สูง เสียงน้ำไหลจากลำธารริมเขา เสียงนกป่าที่เริ่มกลับมาร้องเจื้อยแจ้ว ล้วนดั่งเสียงขับกล่อมแห่งการเดินทาง
เขาเคียงนาง…นางเคียงเขา
ไม่มีคำพูดมากมาย หากแต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง ยิ่งกว่าถ้อยคำใดในโลกนี้
ประสบการณ์สิบวันที่ผ่านมา เหมือนหมึกที่ซึมลึกลงในกระดาษมิอาจลบเลือน
ภายในหัวใจของอวี้เหวิน ม่านหมอกของความระแวงบางอย่างได้จางหายไป
ส่วนในแววตาของเซี่ยชิงหลัว แม้ยังมีความเย็นชา หากแต่ก็มีประกายบางอย่างที่อ่อนลงกว่าเก่า
การเดินทางนี้...อาจมิใช่เพียงเพื่อภารกิจเท่านั้น หากแต่เป็นการเรียนรู้ถึงหัวใจของตนเอง
และนับจากวันนี้ ทุกย่างก้าวที่มุ่งหน้ากลับตำหนักมังกรเมฆา จะมิใช่เพียงการกลับสู่สำนัก...หากแต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของเส้นทางแห่งผู้บ่มเพาะที่ชื่อว่า “อวี้เหวิน” และ “เซี่ยชิงหลัว” อย่างแท้จริง
...
ณ เรือนหลังใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางลานศิลา ท่ามกลางเรือนเล็กเรือนน้อยที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบในจวนตระกูลซ่ง หนึ่งในตระกูลผู้ทรงเกียรติแห่งเเผ่นดินเเถบนี้ ยามสายลมรินโชยจากสวนหลังเรือน กลิ่นบุปผาแรกแย้มลอยแตะจิตใจผู้มาเยือน ดั่งจะล้างความขมขื่นที่ซุกซ่อนอยู่ในห้องเงียบสนิทบานหนึ่ง
เสียงฝีเท้าของหญิงวัยกลางคนดังก้องเบาๆ บนพื้นไม้เรียบเรียงเป็นจังหวะมั่นคง นางนุ่งห่มด้วยชุดผ้าไหมสีแดงเข้ม ปักลายโบตั๋นผลิบานด้วยด้ายทอง ดุจบุปผาเปล่งแสงในราตรี ดวงหน้างามสง่ามีริ้วรอยเพียงบางเบารอบหางตา แต่แววตาคู่นั้นกลับแหลมคมและแน่วแน่ ดั่งผู้มองเห็นความลับทั้งปวงในใต้หล้า
"หนานเอ๋อร์... มารดาได้นำอาหารเเละโอสถมาให้เจ้าแล้ว" เสียงหวานทว่าแฝงความห่วงใยเอ่ยขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับมือเรียวที่ลูบไล้บานประตูไม้เก่าอย่างทะนุถนอม ก่อนจะค่อยๆ ผลักเปิดเข้าไป
กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรลอยคลุ้งแตะจมูก ภายในห้องเงียบสงัดมีเพียงแสงสลัวลอดผ่านหน้าต่าง ร่างของบุรุษหนุ่มผมดำยาวสลวยมิได้มัดรวบ นอนคว่ำอยู่บนเตียงไม้เนื้อดี แม้ใบหน้าจะมิได้หล่อเหลาคมคายดุจเทพเซียน แต่ดวงตากลับเปล่งประกายอ่อนโยนและแน่วแน่มั่นคงยามเมื่อหันมา
"อาการเจ้าดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง ยังคงปวดเมื่อยส่วนใดอีกหรือไม่?" สตรีวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางวางถาดไม้ลงบนโต๊ะข้างเตียง ในถาดนั้นปรากฏโถกระเบื้องบรรจุยาต้มที่ยังคงมีไอร้อนกรุ่น และชามข้าวต้มส่งกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง
เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มบางๆ ประคองร่างลุกขึ้นนั่ง "ลูกดีขึ้นมากแล้วขอรับท่านแม่ บาดแผลฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้ ต้องขอบคุณโอสถวิเศษของท่าน..."
ยังไม่ทันกล่าวจบ นางก็ก้าวเข้ามาช่วยประคองด้วยความห่วงใย ลูบแผ่นหลังที่ยังมีรอยแดงไหม้อยู่ใต้เสื้ออย่างแผ่วเบา นัยน์ตาของนางเจือแววเจ็บปวดทันทีเมื่อเห็นแผลลึกยาวจากการเฆี่ยนตี และรอยไหม้ขรุขระเป็นริ้ว
“เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว...” เสียงนางเบาราวสายลมพัดใบไม้ไหว “คราวหน้าอย่าได้โง่เขลาเช่นนี้อีก มิฉะนั้น... บิดาของเจ้าคงไม่เมตตาอีกเป็นแน่”
คำว่า "บิดา" เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงประหลาดยากจะจับต้องได้ เด็กหนุ่มก้มหน้านิ่ง ก่อนรับคำเบาๆ
“ขอรับ... ท่านแม่”
ความเงียบทอดยาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยเสียงแผ่ว “ท่านแม่... ข้ามีบางสิ่งอยากถาม”
สตรีวัยกลางคนหันใบหน้ามาอย่างช้าๆ ดวงตางดงามจับจ้องบุตรชายด้วยความประหลาดใจ
"มีสิ่งใดหรือที่มารดาปิดบังเจ้าไว้?" นางเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงสงบ
ซ่งเหว่ยหนานสูดลมปราณเข้าลึก จ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่ที่เปี่ยมด้วยความรักใคร่นั้น
“วันนั้น... ข้าได้ยินบทสนทนาระหว่างท่านกับท่านพ่อ... น้ำเสียงของท่านดูห่างเหิน ดุจคนที่มิได้มีใจผูกพัน ท่านไม่ได้กล่าวถึงความรักเลย ท่านพูด... ดั่งคนที่ติดหนี้พระคุณ...”
คำกล่าวของบุตรชายดังก้องในห้องอันเงียบสงัด ราวอสนีบาตฟาดผ่ากลางใจในฤดูเหมันต์ สตรีวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย แววตาที่เคยสงบนิ่งกลับสั่นไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนที่นางจะเบือนสายตาไปยังกรอบหน้าต่างที่แสงสุริยาในยามสายสาดส่องผ่านม่านบางเบา
ลมหอบหนึ่งพัดกลีบดอกโบตั๋นจากต้นริมหน้าต่างปลิวลงพื้นช้าๆ
“เจ้าโตพอจะสังเกตแล้วสินะ...” นางเอ่ยช้าๆ ราวชั่งน้ำหนักแต่ละถ้อยคำ
“บางเรื่อง... มิใช่เวลาอันควรที่จะกล่าวถึงในตอนนี้ แต่เจ้าจงจำไว้ หนทางของสตรีในตระกูลใหญ่... มักมิได้มีสิทธิ์เลือกมากนัก ไม่ว่าจะเป็นภรรยา เป็นมารดา หรือเป็นคนของตระกูลใด ทุกสิ่งล้วนถูกกำหนดไว้แล้วแต่เบื้องต้น”
“เช่นนั้น... ท่านรักเขาหรือไม่?” เขาถามตรง ดวงตาเปี่ยมด้วยความไม่เข้าใจปนลังเล
หญิงวัยกลางคนยืนนิ่ง ก่อนเผยยิ้มจาง ๆ ซึ่งมิได้แฝงความสุข แต่คล้ายมีอะไรบางอย่างถูกปิดตายไว้ในรอยยิ้ม
“ในโลกนี้... ไม่ใช่ทุกผู้จะได้รักตามใจปรารถนา และไม่ใช่ทุกความผูกพัน จะต้องเริ่มจากรักเสมอไป...”
สิ้นคำ นางก็เอื้อมมือมาแตะเบาๆ ที่บ่าเขา น้ำเสียงอ่อนลงดั่งมารดากล่อมบุตร
“เจ้าฟื้นตัวให้ดี เรื่องอื่น... จงอย่ากังวลให้มากนัก”
จากนั้นนางก็หมุนกายออกจากห้อง ปล่อยให้แสงแดดส่องต้องผืนหลังผ้าสีชาดของนาง เงาของนางทอดยาวไปตามทางเดินที่ทอดยาวออกจากห้อง ดั่งอดีตอันไกลโพ้นที่แม้เลือนราง แต่ยังทิ้งร่องรอยไว้ในทุกย่างก้าว
ภายในห้อง ซ่งเหว่ยหนานนั่งนิ่ง เพียงมองไปยังถ้วยยาและชามข้าวต้มเบื้องหน้า ลมหายใจแผ่วเบาสะท้อนความกังวลในห้วงใจ... ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ในความเงียบนั้น กลับมีเสียงกระซิบแผ่วเบาเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของเขา
"บางที... ข้าคงต้องค้นหาคำตอบด้วยตนเอง..."
...
ใต้ท้องฟ้าอันโปร่งใสของยามสาย ลมจากทะเลทางทิศตะวันออกพัดแผ่วเฉื่อยเฉื่อยผ่านยอดไม้และหลังคาอาคาร บนเส้นทางหินสีเทาอ่อนที่ทอดยาวสู่ลานหน้าตำหนักสูงใหญ่ ร่างสองร่าง หนึ่งดำ หนึ่งขาว ค่อยๆ ย่างก้าวอย่างมั่นคงเข้าใกล้สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีเหตุการณ์ดุเดือดเกิดขึ้น
ตำหนักมังกรเมฆายังคงตระหง่านสง่างามดุจอดีต สถาปัตยกรรมอันวิจิตรสง่าโดดเด่นด้วยเสาหินแกะสลักลวดลายมังกรร้อยพันตัวเลื้อยพันกัน ลานหินเบื้องหน้าตำหนักกว้างขวางคลาคล่ำไปด้วยเหล่าศิษย์มากมาย บ้างเร่งฝีเท้า บ้างสนทนากล่าวคุย เสียงหัวเราะและคำพูดปะปนกันกลายเป็นคลื่นเสียงอันคึกคัก
ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น อวี้เหวินในชุดดำสะบัดปลายชายเสื้อ เดินเคียงคู่ไปกับสตรีผู้หนึ่งในชุดขาวบางเบาราวม่านหมอก นางสง่างามเฉกเช่นหิมะแรกของปี แม้ใบหน้าถูกบดบังด้วยผ้าขาวบาง แต่ดวงตากลับเจิดจ้าดุจจันทราในคืนเดือนเพ็ญ
ทั้งสองเดินตรงไปยังหอภารกิจซึ่งตั้งอยู่กลางตำหนัก หอคอยสูงเจ็ดชั้นก่อด้วยศิลาครามผสมเงิน ล้อมรอบด้วยสระรูปดอกบัวขนาดใหญ่ที่ปล่อยไอหมอกขาวระลอกบาง กลืนเข้ากับผืนฟ้าเบื้องหลังราวภาพวาดสวรรค์
เมื่ออวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวย่างเท้าเข้าสู่ลานหินหน้าหอภารกิจ สายตาหลายคู่พลันหันขวับมาตามสัญชาตญาณ บ้างจ้องด้วยความสงสัย บ้างด้วยความครหาปนเหยียดหยัน
"นั่นมันเขานี่นา..." เสียงหนึ่งกระซิบเบาแต่ชัดเจนท่ามกลางกลุ่มศิษย์
"ใช่แล้ว! ศิษย์คนนั้นที่บังอาจเผชิญหน้ากับหลินเซวียนเมื่อสิบวันก่อน!"
"ข้าก็นึกว่าเขาจะไม่กล้ากลับมาเสียแล้ว...ไม่คาดคิดว่าจะโผล่มาอีกครั้ง"
"ฮึ จ้าวชิงอวิ๋นรู้เรื่องนี้แล้วแน่...อยากรู้จริงว่าชะตาของเขาต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร?"
เสียงสนทนาแว่วมาทางด้านหลัง อวี้เหวินแม้จะเดินตรงไปเบื้องหน้า แต่หูของเขากลับรับทุกคำถากถางอย่างชัดเจน สายตาของผู้คนเหล่านั้นช่างคล้ายเข็มนับร้อยเล่มที่ปักร่างเขาทุกย่างก้าว
หอภารกิจเบื้องหน้าเต็มไปด้วยผู้คน เด็กหนุ่มเดินนำเข้าไปด้านในจนถึงส่วนรับรางวัลซึ่งตั้งอยู่ใกล้ผนังหินแกะสลักลวดลายหงส์มังกร ซุ้มรับรางวัลนั้นมีโต๊ะหินสีดำตั้งเรียงราย โดยมีศิษย์ในชุดเครื่องแบบตำหนักประจำจุดอยู่
ศิษย์ผู้ดูแลชายหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกเมื่อเห็นทั้งสองมาหยุดยืนตรงหน้า "ภารกิจของพวกเจ้าคือสิ่งใด ยื่นป้ายหยกมา" น้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ความใส่ใจ
อวี้เหวินยื่นป้ายหยกสีเขียวอ่อนออกมา เซี่ยชิงหลัวก็ทำเช่นเดียวกัน ศิษย์ผู้ดูแลหยิบมันไป ตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้น
"ขอหลักฐานแสดงว่าภารกิจของพวกเจ้าสำเร็จ" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
อวี้เหวินขมวดคิ้ว "หลักฐาน?" น้ำเสียงพลางฉายแววสับสน "ภารกิจเพียงแค่ให้กำจัดสัตว์อสูรเท่านั้นไม่ใช่หรือ?"
"หึ ภารกิจจัดการอสูร หากไม่มีสิ่งยืนยัน เช่น ขน กระดูก หรือแก่นอสูร ก็ถือว่ายังไม่เสร็จสิ้น" ศิษย์ผู้นั้นแสยะยิ้มบาง ก่อนกล่าวต่อ "เจ้ามิได้รู้หรือว่าเราตรวจสอบเช่นนี้เสมอ?"
หัวใจอวี้เหวินเย็นวูบลงทันใด สีหน้าที่เคยมั่นคงพลันแปรเปลี่ยนเป็นหม่นเศร้า "นี่มิใช่ว่าภารกิจของข้าต้องสูญเปล่าไปดอกหรือ? ตรากตรำฟาดฟันกับสัตว์อสูร กลับมิได้นำสิ่งใดกลับมาเป็นพยานหลักฐาน...โง่เง่านัก!"
เขาได้แต่กัดฟันกรอด พลางหลุบตาลงเล็กน้อย สีหน้าแฝงความขุ่นใจและเสียดาย
ทว่า...ในยามที่ความหวังใกล้ดับสิ้น เสียงอ่อนหวานแต่เปี่ยมอำนาจก็ดังขึ้นเบื้องข้าง
"ป้ายหยก...ข้าขอคืน" เซี่ยชิงหลัวยื่นมือเรียวยาวไปหยิบป้ายหยกคืนจากศิษย์ผู้นั้น
เพียงปลายนิ้วนางสะบัดเบาๆ แสงสีครามส่องวาบ ชิ้นส่วนสิ่งหนึ่งร่วงลงบนโต๊ะเบื้องหน้า แก่นอสูรขนาดเท่ากำมือ สีฟ้าครามแวววาว เย็นเยียบจับใจ
"สิ่งนี้...พอใช้ได้หรือไม่?" นางเอ่ยเรียบง่าย แต่ดวงตาที่ทอดมองกลับทรงพลังเยือกเย็นราวธารหิมะพันปี
ศิษย์ผู้ดูแลตะลึงงันครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเงียบงัน "ใช้ได้...เป็นแก่นของอสูรระดับกำเนิดกายขั้นสมบูรณ์ ข้าจะลงรับรองภารกิจสำเร็จเดี๋ยวนี้"
อวี้เหวินหันขวับไปมองสตรีข้างกาย แววตาเต็มไปด้วยความตื้นตัน "นาง...เก็บแก่นอสูรไว้โดยที่ข้ามิทันรู้ตัว? หากข้ามาผู้เดียวภารกิจนี้คงมิได้แม้แต่แต้มเดียว..."
เขาส่ายหัวพลางถอนหายใจเบาๆ ในใจพลันปนเปด้วยความรู้สึกมากมาย "นางมิได้กล่าวอวดอ้างอันใด เพียงลงมืออย่างเงียบเชียบ...ผู้หญิงผู้นี้ ช่างน่าครั่นคร้ามนัก..."
ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ในหอภารกิจ อวี้เหวินยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างนาง ราวกับพบว่าท่ามกลางสายตาหลายร้อยคู่ในหอคอยแห่งนี้ มีเพียงสตรีข้างกายที่อยู่เคียงเขาโดยมิไถ่ถามเหตุผลอันใดเลยแม้แต่น้อย...