การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 135 ผู้ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์คนใหม่

    บทที่ 135 ผู้ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์คนใหม่ก่อนหน้านั้นไม่นานมากนักในห้องชั้นใต้ดิน ลานหินที่เคยเย็นเยียบนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิไปเพราะพลังเวทย์รุนแรงที่แผ่มาจากดาบเล่มนั้น ซูเฟิงรู้สึกถึงมันได้ดี พลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น อาจจะเลยถึงขั้นระดับศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วก็เป็นได้
    ไฟจากคบเพลิงวูบไหว สุดท้ายแล้วก็ดับลงเพราะแรงลมจากที่ที่ไม่สามารถหาที่มาได้ ซูเฟิงหรี่ตามองในความมืด ฉับพลันแสงสว่างจากดาบที่วางอยู่ที่พื้นก็ส่องเรืองรองเป็นประกาย เขาถอยห่างมาก้าวหนึ่ง จากนั้นร่างของเทพมารก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง คราวนี้ปีศาจมีขวานไฟอยู่ในมือ
    "แม้จะไม่มีร่างกายเช่นเดิมแต่ก็ใช่ว่าจะสู้กันไม่ได้" เทพมารเผยรอยยิ้มขึ้นในที่สุด ซูเฟิงรู้ได้ทันทีเลยว่าเขาถูกนำพามาอีกมิติหนึ่งเรียบร้อยแล้วแม้จะไม่ทันได้ทำอะไรก็ตามที เพียงชั่วพริบตาร่างของเขาก็ถูกย้ายเข้ามายังมิติของเทพมาร
    ซูเฟิงมองไปรอบกาย เห็นเพียงความมืดและแสงดาวเป็นประกายระยับ ไม่มีความรู้สึกถึงพลังของเหล่าทหารหรือได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายของคนในปราสาทอีกต่อไป เหมือนเขาถูกเคลื่อนย้ายมาที่นี่อย่างสมบูรณ์แล้ว
    "ที่นี่เป็นที่ที่เจ้าของดาบใช้ผนึกท่านงั้นหรือ" ซูเฟิงเอ่ยถาม แตะสัมผัสเศษแสงวิบวับนั้น มันแตกตัวออกเหมือนกับละอองเกสรที่อ่อนแอ "แสงเหล่านี้เป็นร่างของท่าน มันแตกสลายแต่ไม่ได้จางหายไป คนที่ผนึกท่านคงคิดการอะไรอยู่"
    เทพมารมองพวกมัน ร่างของเขาที่แหลกสลายเพราะน้ำมือของชิว เหวินเจี้ยนยังไม่หายไปอย่างที่ซูเฟิงพูดจริงๆ แต่เขาก็ไม่เห็นหนทางที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้ ในเวลานี้เทพมารคิดจะทำเพียงถ่วงเวลา ขอแค่ชิว เหวินเจี้ยนกลับมาที่นี่ทัน ทุกอย่างคงเข้าที่เข้าทางเอง
    "ไม่มีใครล่วงรู้ความคิดของคนๆ นั้นได้หรอก" เทพมารกล่าว ซูเฟิงขมวดคิ้ว ชายหนุ่มจอมมารไม่ได้มีท่าทีโกรธแค่เพียงว่าไม่เข้าใจว่าเขาแข็งแกร่งขนาดไหนถึงทำให้เทพมารพูดแบบนั้นได้ "เจ้ากำลังโกรธงั้นหรือ ทั้งที่ข้าบอกแล้วแท้ๆ ว่าเจ้าจะได้ครอบครองข้า"
    ซูเฟิงไม่ใช่คนใช้เวทย์ที่อ่อนด้อย เขามีพลังมากกว่าซูหยางเสียด้วยซ้ำไป ชายหนุ่มวาดวงเวทย์ลงที่พื้นว่างเปล่า มันขึ้นอักขระเช่นเดียวกับที่ชิว เหวินเจี้ยนเคยทำเอาไว้ เทพมารไม่ได้คิดจะต่อต้านเท่าใดนัก พลังของเขาหลับใหลไปมาก เหมือนกับชิว เหวินเจี้ยนตั้งใจเอาไว้ว่าจะกลับมาครอบครองดาบเล่มนี้
    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
    "ท่านจะเป็นของข้า ไม่ว่าจะด้วยอะไรข้าก็จะครอบครองท่าน" พูดจบซูเฟิงก็ร่ายเวทย์บทเดียวกันกับที่ชิว เหวินเจี้ยนเคยร่าย เทพมารไม่แปลกใจเท่าใดนัก ซูเฟิงเคยเป็นหนึ่งในกองทัพที่เคยผนึกเทพมารเอาไว้ เขาคงอยู่ในการต่อสู้ของชิว เหวินเจี้ยนตอนที่ยังเป็นจักรพรรดิ เขาสามารถจดจำการร่ายเวทย์นั้นได้
    "เวทย์บทนั้นเจ้าจำได้ด้วยงั้นรึ" เทพมารยกขวานไฟขึ้นมา ถือมันเอาไว้ด้วยมือที่ดงก่ำทั้งสองข้าง พลังบางส่วนไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาเพราะถูกผู้เป็นเจ้าของระงับเอาไว้ เทพมารกระแทกด้ามขวานลงกับพื้น มิติที่ซูเฟิงยืนอยู่นั้นสะเทือนเลือนลั่นจนซูเฟิงตัวโคลง
    จอมมารเผยรอยยิ้ม ไม่ยอมไหวติงแม้เทพมารจะบั่นทำลายวงเวทย์ของเขาไป มันผุดกลับคืนขึ้นมาเป็นสองเท่าโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้เลยว่าผลังที่แข็งแกร่งนั้นถูกปิดผนึกเอาไว้เกินกว่าครึ่ง
    "ทุกอย่างจะเป็นอย่างที่เจ้าปรารถนาซูเฟิง หากมิติดที่ว่าชิว เหวินเจี้ยนนั้นยังมีชีวิตอยู่" เทพมารพูดอย่างไม่ปิดบัง
    ขวานไฟในมือถูกวาดออกด้านหน้า กำแพงไฟคุ้นตาปรากฏขึ้นรอบกายของซูเฟิง จอมมารลำดับที่สามไม่หวั่นเกรง มือที่ยังว่างอยู่อีกข้างนั้นกางออกไปด้านข้างลำตัว เกราะกำบังสีม่วงเหมือนที่ซูหยางเคยใช้เป็นม่านพลังป้องกันเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงครู่มันก็สลายตัวออกห่อล้อมร่างของซูเฟิงเอาไว้ไม่ให้โดนไฟเผาตาย
    เพราะซูเฟิงเป็นจอมมารถ้าพลังเพียงพอที่จะใช้เวทผนึกเขาก็ไม่ต้องตกตายเเบบชิว เหวินเจี้ยนเพราะร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่ามากนัก เทพมารคำรามเสียงดังสนั่นเมื่อเห็นวงเวทย์มากมายปรากฏขึ้นไม่หยุดหย่อน จอมมารลำดับที่สามไม่ได้ใช้เลือดของตนเอง
    "รอเสียหน่อยเถิดเทพมาร อีกไม่นานท่านก็จะเป็นของข้า ส่วนไอ้เจ้าชิว เหวินเจี้ยนอะไรนั่น ฆาทิ้งเสียก็จบสิ้น" ซูเฟิงกล่าวเช่นนั้น เหลือบตาขึ้นมองเทพมารที่รุดหน้าเข้ามาใกล้ ปีศาจที่ผู้คนหวั่นเกรงสะบัดขวานออกข้างลำตัว เขาไม่สามารถสร้างกำแพงไฟได้อีกแล้วทำให้เวทยืไฟนั้นดูอ่อนแรงลงอย่างถนัดตา เส้นสายสีแดงแสบตาวิ่งวนไปทั่วบริเวณ มันเข้าจู่โจมซูเฟิงทั้งที่อีกฝ่ายมีเกราะป้องกัน
    'เจ้าจักพรรดินั่นผนึกข้าไว้เสียจนพลังไม่ต่างจากมดปลวก' เทพมารสบถด่าในใจ แต่ไม่ได้ถือโทษโกรธ
    เสียอย่างไรเล่นตามเกมไปสักหน่อยก็มิเสียหาย...
    "ท่านเป็นเทพมารจริงหรือ เหตุใดข้าจึงมิสะเทือนเลย" ซูเฟิงย้อนกลับไปบ้าง วงเวทย์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือร่างของเทพมาร ขวานร่อนกลับเข้ามือของเขาอีกครั้ง ปีศาจสีชาดขยับกายไม่ได้ และทั้งหมดนั่นก็เรียกรอยยิ้มจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ซูเฟิงวาดวงเวทย์อันสุดท้ายก่อนที่แสงสีม่วงเจิดจรัสจะโอบล้อมรอบกายของเทพมาร
    น่าแปลกใจ...ไม่รู้ว่าซูเฟิงสังเกตุเห็นใบหน้าของเทพมารหรือไม่ เขาสลายขวานไฟในมือก่อนที่แสงนั้นจะพุ่งเข้าไปที่ร่างเสียอีก ทั้งที่โดนผนึกทับอีกครั้งแท้ๆ เหตุใดเทพมารจึงไม่ได้คำรามอย่างเดือดดาล
    'ข้าทำในส่วนของข้าแล้ว' เสียงของเทพมารถูกส่งออกไปไกลแสนไกล เทพมารหลับตาลงไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใดเพียงแต่หวังไว้ว่าเสียงนี้จะส่งไปถึงเขาคนนั้น และแล้วรอยยิ้มของเทพมารก็หยักลึกกว่าครั้งไหนๆ
    'มากพอแล้ว ที่ต้องทำต่อจากนี้มีเพียงอย่างเดียว รอข้า'---ซูเฟิงคลายวงเวทย์ออกเมื่อร่างของเทพมารหายไปแล้ว ทิวทัศน์รอบข้างก็พลันเปลี่ยนผันเป็นห้องใต้ดินที่มีลานหินนั้นอีกครั้ง คบเพลิงส่องสว่างกว่าเดิมหลายเท่านัก ราวกับจะกล่าวยินดีกับชัยชนะของจอมมารลำดับที่สาม
    จอมมารลุกขึ้นยืนเต็มฝีเท้า เวทย์คุ้มครองที่โอบล้อมร่างกายสลายหายไป ชายหนุ่มก้มลงเก็บดาบที่วางอยู่ที่พื้น ดาบสีดำสนิทที่มีพลังสีแดงไหลเวียนอยู่ภายในไม่ได้แผ่ไอร้อนน่ากลัวอีกต่อไปแล้ว พลังที่น่ากลัวซึ่งเขาสัมผัสได้จากที่ไกลๆ ในทีแรกนั้นไม่มีอีก ชายหนุ่มจับมันขึ้นมา พลิกดาบศักดิ์สิทธิ์เพื่อมองรูปลักษณ์ประหลาดตาหากแต่น่าเกรงขามของมันโดยใกล้
    "ง่ายดายเหลือเกิน" ซูเฟิงพูดเสียงเบา
    เขาเดินออกจากห้องใต้ดินนั้นไปยังห้องโถงบัลลังก์ของซูหยาง ตลอดทางที่ชายหนุ่มเดินผ่านพร้อมกับดาบศักดิ์สิทธิ์ เหล่าจอมโจรที่ประจำอยู่ทั่วปราสาทจะค้อมคำนับด้วยสายตาไม่น่าเชื่อเมื่อเห็นดาบเล่มนั้นและพลังที่แผ่ออกมาให้รับรู้ได้
    ห้องใต้ดินถูกปิดตามหลังซูเฟิง ห้องโถงถูกผลักให้ประตูเปิดออก เขาแทรกตัวเข้าไปด้านในเห็นซูหยางถูกคุมตัวไว้ที่มุมหนึ่งของห้องนั้นที่เคยเป็นของนาง หญิงสาวจอมมารเบิกตากว้างยามเมื่อเห็นดาบอยู่ในมือของซูเฟิง
    "ไม่จริง...ดาบเล่มนั้นไม่มีทางอยู่ในมือของเจ้าได้" ซูหยางพูดตะโกนดังลั่น จอมโจรกดตัวของนางเอาไว้ หญิงสาวกัดฟันกรอด ยอมจำนนเพราะไร้เวทย์และเรี่ยวแรงจะต่อสู้ ยิ่งดาบอยู่ในมือของเขาด้วยแล้วยิ่งกลายเป็นเรื่องยาก
    "ข้าจะแสดงให้ดูว่าไม่มีใครแข็งแกร่งกว่าข้าอีกซูหยาง จงดูนี่เสีย" ซูเฟิงหยุดยืนที่กลางห้องนั้น เขาชูดาบขึ้นเหนือหัว แสงสีแดงที่ไหลอยู่ในใบดาบเรืองรองส่องสว่าง ร่างโปร่งแสงของเทพมารปรากฏต่อหน้าทุกคนที่ตอนนี้ถูกจับมารวมตัวในห้องโถง เสียงโห่ร้องด้วยความตกใจและคำตะโกนของซูหยางดังลั่น
    "เทพมาร..." หนี่เหยาจำร่างของปีศาจสีแดงได้ดี เขาครางในลำคอยามเมื่อเทพมารที่ชิว เหวินเจี้ยนตายเพราะปิดผนึกมันปรากฏอยู่เคียงข้างซูเฟิง
    หากเป็นดั่งคำทำนาย..นี่ก็หมายความว่าจบสิ้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน