ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 42 ยึดถือความเสียสละ

              “หวังว่าจะจบสิ้นกันสักทีนะ”


              เคนจิบิดร่างกายช่วยคลายความรู้สึกเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อความจริงควรรู้สึกสบายขึ้น แต่อาจเพราะความตึงเครียดเพิ่งคลี่คลายสภาพร่างกายจึงแสดงความอ่อนล้าออกมา


            เคนจิมองไปยังอาคารที่กำลังลุกไหม้ ควันหนาทึบคละคลุ้งผสมเศษขี้เถ้า


              “ไม่นึกเลยว่าการจะล้มเจ้านั่นได้ต้องลงทุนระเบิดตึกทั้งหลังแบบนี้”


              เรย์ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นกลางถนนอย่างหมดเรี่ยวแรงความเหนื่อยล้าจากการเพ่งสมาธิถึงขีดสุดในการต่อสู้ที่ผ่านมาทำให้เขารู้สึกหน้ามืด จนต้องหลับตาลงเหมือนว่าตนไม่ได้หายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอดนานนับวัน


              “หนีไปหนีมาจนสภาพกลายเป็นเหมือนพวกหนังวันสิ้นโลกไปซะแล้วนะคะ—เอ๊ะ!? ไม่จริงน่า ไม่มีทาง…”


              มัตสึบาระพึมพำเธอจ้องเขม็งไปที่เศษซากอาคารซึ่งกำลังลุกไหม้ เสียงเหมือนกับกระดูกกระทบคอนกรีตดังครืดคราดซ้ำ ๆ จนเห็นการเคลื่อนไหวของร่างใหญ่ยักษ์ไหม้เกียมมีควันลอยฉุนออกมาจากตัว กลิ่นเหม็นฉุนของเนื้อไหม้แสบจมูก เสียงฝีเท้าหนัก ๆที่กำลังใกล้เข้ามาบ่งบอกว่าการต่อสู้ยังไม่จบ


              “ไม่นะ...จริงเหรอ เอาจริงดิ”


              สีหน้าของฮารุโตะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง


              “อะไรจะตายยากตายเย็นขนาดนี้วะเนี่ย”


              เคนจิกำหมัดแน่น สถานการณ์ตอนนี้โคตรเลวร้ายแต่การยอมแพ้ไปแบบนี้ไม่ใช่สไตล์ของตน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด


              โทชิโร่กระชับดาบในมือจ้องมองตัวประหลาดซึ่งพรากชีวิตพวกพ้องของเขาไปมากมาย


              ทว่าสุดท้าย...มันย่างก้าวออกมาจากเปลวเพลิงเพียงไม่กี่ก้าวก็คุกเข่าล้มตึงลง


              เรย์มองเห็นว่ามันพยายามฟื้นตัวทว่าพลังงานแปลก ๆที่หลงเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ของศัตรูกำลังไหลเวียนไปทั่วร่างกายอย่างบ้าคลั่งเพื่อจะพยายามคงสภาพรูปร่างไว้ทำให้อวัยวะบ้างส่วนที่งอกออกมาบิดเบี้ยวผิดรูป


              ส่วนบนร่างกายเริ่มละลายเป็นของเหลวเหนียวหนืดเอ่อล้นออกมาราวกับเลือดที่ไหลจากปากแผล


              เพียงพริบตาของเหลวสีขาวได้พุ่งกระฉูดขึ้นปานประหนึ่งน้ำพุร้อนทิ้งไว้เพียงเมือกน่าเกลียดสีขาวกระจายอยู่เต็มพื้น


              มีกุญแจสีทองหนึ่งดอกสะท้อนแสงวาบวับขนาดใหญ่ปรากฏออกมาหลังจากร่างกายละลายแหลกเหลวไปจนหมด โทชิโร่จึงเดินไปหยิบมันขึ้นมาพินิจแล้วพึมพำเบาๆ


              “อยู่ที่เจ้านี่เองงั้นสินะ...กุญแจดอกสุดท้ายที่ตามหากัน”



     

              พวกผีดิบเริ่มปรากฏตัวออกมาจากเงามืดตามมุมต่างๆ ของเมือง เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นอย่างแผ่วเบาค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วราวกับเป็นสัญญาณบอกเหตุที่ไม่สู้ดีนัก ดวงตาของพวกมันวาววับด้วยความหิวกระหายจ้องมองไปยังทิศทางของเสียงการต่อสู้ เสียงครวญครางต่ำ ๆ ที่ดังออกมาจากลำคอทำให้บรรยากาศยิ่งน่าสะพรึงกลัวแต่ละตัวมุ่งตรงไปยังแหล่งกำเนิดเสียงอย่างไม่ลังเลเป้าหมายเดียวของมันคือหาเหยื่อเพื่อดับความกระหายที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น


              “พวกมันแห่กันมาไม่ขาดสายเลย”


              เจ้าหน้าที่ที่กำลังเฝ้ามอนิเตอร์พูดขึ้นขณะที่สายตาจับจ้องอยู่บนหน้าจอวิดีโอที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพของฝูงผีดิบจำนวนมหาศาลที่กำลังตลบหลังกองกำลังของฝ่ายศัตรูปรากฏชัดบนหน้าจอพวกมันคืบคลานผ่านเงามืดและโหมกระหน่ำเข้าหากองกำลังที่มาบุกชุมชนของพวกเขา


              เสียงปืนและการต่อสู้ก้องกังวานไปทั่วพวกศัตรูที่ถูกล้อมต้านทานด้วยทุกวิถีทางแต่กลับถูกโถมด้วยพละกำลังที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของพวกผีดิบพวกมันโจมตีอย่างไม่ปรานี กระชาก ลากดึง และปลิดชีพผู้ที่พบเจออย่างไร้ความเมตตา


              “แล้วทีนี้เราจะทำไงดีครับพวกบ้านั่นล้อมอยู่ด้านนอกเต็มไปหมด ที่แน่ ๆผมไม่เคยเห็นจำนวนพวกมันเยอะขนาดนี้มาก่อน”


              หนึ่งในผู้ช่วยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเขามองออกไปยังหน้าจอที่แสดงภาพศัตรูและผีดิบที่กำลังเข้าตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด


              “หาทางติดต่อคุณโทชิโร่แจ้งให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมเอาไว้ แล้วแบ่งกำลังบางส่วนไปอุดทางเข้าอื่น ๆทั้งหมดด้วย”


              “รับทราบ”


              อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายกองทัพผีดิบที่เข้ามาในครั้งนี้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยกำจัดศัตรูที่กำลังล้อมกรอบพวกเขาไว้ฝ่ายศัตรูที่เคยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ กลับต้องมาพบกับการถูกตลบหลังกะทันหันพวกเขาถูกโอบล้อมด้วยฝูงผีดิบที่มาจากทุกทิศทาง ไม่สามารถหนีรอดไปได้ง่าย ๆการโจมตีของผีดิบทำให้กองกำลังศัตรูสับสน และสูญเสียกำลังไปอย่างรวดเร็วเสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระสุนปืนที่หมดลงทีละนัดภาพที่เห็นจากมุมกล้องวงจรปิดคือความโกลาหลและการต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด



     

              เหล่าผีดิบถั่งโถมเข้ามาดังคลื่นสึนามิ


              ชั่วพริบตาบนถนนก็มีเศษหินและเศษฝุ่นเล็กๆ ฟุ้งกระจายขึ้นมาบริเวณโดยรอบมีเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ร่างกายเน่าเปื่อยกระตุกขึ้นอย่างแรงด้านหลังมีละอองเลือดพ่นออกมาเป็นสาย ห่ากระสุนก่อตัวเป็นเหมือนกำแพงที่มองไม่เห็นหยุดการพุ่งเข้ามาของกองทัพผีดิบคลั่งเอาไว้


              “ไอ้พวกผีดิบเฮงซวยทำไมมันมีเยอะขนาดนี้วะเนี่ย”


              “หุบปากแล้วยิงต่อไปถ้าไม่อยากตาย!”


              “ทางนี้กระสุนใกล้หมดแล้วขอกำลังเสริมด่วน”


              การจู่โจมของพวกมันทั้งต่อเนื่องไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่เคยลดละ การบุกซ้ำแล้วซ้ำเล่าบั่นทอนทั้งกำลังรบ เรี่ยวแรง และขวัญกำลังใจของพวกเขาไปทีละนิด


              ร่างของชายคนหนึ่งถูกกลบจนมิดด้วยฝูงผีดิบที่รุมขย้ำฉีกทึ้งเนื้อด้วยขากรรไกรเยิ้มน้ำลายเขาร้องออกมาเป็นเสียงขลุกขลักเหมือนกำลังสำลักขณะที่ต่อสู้กับการจู่โจมอย่างอ่อนแรงเลือดไหลรินออกจากปากแผลมากมาย นั่นเป็นเสียงร้องของคนที่กำลังจะตาย


              พวกมันนั้นไร้ซึ่งชีวิตและความรู้สึกไม่มีความโศกเศร้าต่อความตายของพวกพ้อง และปราศจากความหวาดกลัวหากเป็นเช่นนี้ต่อไปสุดท้ายกองกำลังของพวกเขาต้องแตกพ่ายลงอย่างง่ายดายจนแทบไม่เหลือผู้รอดชีวิตเมื่อต้องถูกกระแสคลื่นผีดิบจำนวนมากถาโถมเข้าใส่

     



              สถานีรถไฟทางทิศใต้บริเวณนากาโนะซันพลาซ่าบัดนี้ถูกปกคลุมด้วยฝูงผีดิบที่โผล่ออกมาจากเงามืดความมืดทำให้การเคลื่อนไหวของพวกมันดูน่าหวาดกลัวร่างผอมโซของพวกมันโถมทะลักเข้ามาราวกับน้ำที่พุ่งออกจากเขื่อนแตกเสียงครวญครางที่น่าขนลุก เสียงฝีเท้าทับถมกันดังระรัวก้องกังวานไปทั่วบริเวณ


              กว่ากลุ่มของเรย์จะวิ่งฝ่าพวกผีดิบกลับมาถึงหน้าอาคารซันพลาซ่าทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว เมื่อภาพเบื้องหน้ากำลังโกลาหลราวกับกลียุคเปลวไฟลุกไหม้สูง ส่องแสงสว่างวูบวาบตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืนผู้คนต่างวิ่งหนีตายจากเหล่ากองทัพผีดิบที่ล้นทะลักเข้ามาจากช่องอุโมงค์รถไฟทางทิศใต้ราวกับพวกมันพยายามจะกลืนกินทุกชีวิตที่พบเจอ


              “โยซึรุ ชิโฮะ!”


              เคนจิรีบวิ่งกลับเข้าไปข้างในอาคารหลักเป็นคนแรกใบหน้าแสดงถึงความกังวลและความร้อนรน


              “เดียวสิ! รอฉันด้วย”


               ฮารุโตะวิ่งตามไปติด ๆความหวังเดียวของพวกเขาคือการหาคนที่รักให้เจอท่ามกลางความวุ่นวายนี้

             

              “เหมือนพวกมันกำลังรอเวลานี้อยู่เลยนะครับหลังจากปล่อยให้พวกเราสู้กันเองจนพินาศไปข้าง”


              เรย์มองภาพตรงหน้าอย่างเจ็บใจเหล่าผีดิบพวกนี้โผล่ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ท่ามกลางกระแสแห่งความสิ้นหวังจิตใจของทุกคนปั่นป่วนว้าวุ่น ถัดจากนี้ควรทำอย่างไร ทุกคนเคว้งคว้างไปหมดหลังถูกโจมตีระลอกนี้ ขวัญกำลังใจของทุกคนตกต่ำถึงขีดสุด


              โทชิโร่เหวี่ยงดาบใส่ผีดิบที่กำลังพุ่งเข้ามาจนร่างเน่าเปื่อยนั่นขาดเป็นสองซีก


              “ที่นี่คงต้านพวกมันได้อีกไม่นานพวกเธอรีบกลับเข้าไปด้านใน แล้วอพยพทุกคนไปที่เอโกตะเดียวนี้”


              สถานการณ์ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดท่ามกลางบรรยากาศที่หากก้าวพลาดสักก้าว คงเต็มเปี่ยมไปด้วยความตายนับไม่ถ้วนในยามที่จิตใจทุกคนกำลังห่อเหี่ยวสิ้นหวัง โทชิโร่ตัดสินใจกระชับดาบในมือแน่นหันไปยิ้มให้กับเพื่อนในทีมของเขาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็นเวลานาน


              “หรือไม่ก็หนีไปแต่ตัวทิ้งคนอื่นไว้ที่นี่ ซึ่งฉันไม่ทำอย่างนั้นแน่ เพราะฉันไม่ได้ฝ่าฟันทุกอย่างมาเพื่อสิ่งนี้ใช่ไหมล่ะ”


              ทุกคนในทีมกว่าสิบคนต่างหัวเราะ ทำงานร่วมกันมาหลายปีลงสนามต่อสู้ด้วยกันบ่อย ย่อมเข้าใจทันทีว่าโทชิโร่กำลังคิดอะไรอยู่


              มันต็มไปด้วยความเปี่ยมภาคภูมิจิตใจดีงาม และยึดถือความเสียสละ


              “ให้ตายสินายเนี่ยจริง ๆ เลยน้า...”


              “มันบ้าชัดๆ พวกคุณไม่มีทางจัดการพวกมันได้หมดแน่”


              มัตสึบาระส่ายหัวไปมาอย่างไม่เห็นด้วย


              “ฟังนะพวกเธอไปรวบรวมคนที่รอดชีวิตแล้วใช้เส้นทางฉุกเฉินที่เราเตรียมไว้ ระหว่างนั้นพวกฉันจะยื้อเวลาให้ได้นานที่สุดแล้วจะรีบตามไป”


              โทชิโร่เปิดปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบนิ่งสงบแต่เปี่ยมด้วยการเตรียมใจอย่างเงียบงัน


              “รุ่นพี่ขี้โกง....ฉันไม่เอาแบบนี้! ฉันน่ะทำไม่ได้หรอกจะให้ทิ้งพวกคุณไว้ที่นี่ได้ยังไง ถ้าทำแบบนั้นพวกคุณก็กลายเป็นเหยื่อล่อน่ะสิ!?”


              มัตสึบาระโกรธจนขนลุกซู่ไปทั่วตัวเธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายโกหก ไม่มีทางที่คนจำนวนเพียงเท่านี้จะต้านไหว


              “ฟังนะ...พวกเขายังต้องการเธอ และเธอทำสิ่งนี้แทนฉันได้ ฉันเชื่อแบบนั้นนี่เป็นคำสั่งของฉันอย่างน้อยก็ให้ฉันได้ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ที่นี่จนถึงที่สุดเถอะ"


              คำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทว่าก็เต็มไปด้วยความเข้มแข็งของหัวหน้า ทำให้ทาดาชิตัดสินใจดึงมือของมัตสึบาระที่พยายามขืนตัวต่อต้านเนื่องจากไม่ต้องการทอดทิ้งโทชิโร่และคนอื่นๆ ไว้


              "มัตสึบาระเราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วนะ"


              ทาดาชิกัดฟันกล่าวเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างจากมัตสึบาระ แต่เขาเองยังมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่


              "หัวหน้าคะ..."


              มัตสึบาระแม้มปากแน่นอย่างไม่อยากจะยอมรับ


              "รีบไปซะ พวกมันน่าจะปั่นป่วนไปสักพักฉันจะยื้อเวลาให้ เพราะฉะนั้น— ช่วยมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้นะ"


              เรย์อดนับถือในความแน่วแน่ของอีกฝ่ายไม่ได้หากเปลี่ยนจุดยืนเป็นตัวเขาที่ต้องตัดสินใจล่ะ จะยอมเสียสละเพื่อคนอื่นได้หรือไม่—แน่นอนคำตอบย่อมปรากฏออกมาทันทีว่า ‘ไม่’


              เมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้นมัตสึบาระกำหมัดทั้งสองข้างแน่น


              “เข้าใจแล้วค่ะฉันจะรับหน้าที่พาทุกคนหนีไปจนถึงที่ปลอดภัยให้เอง เพราะฉะนั้นรุ่นพี่เองก็ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ด้วยนะคะ”


              โทชิโร่ไม่ได้ตอบรับกลับเป็นคำพูดมือหนาวางบนศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆ แทนคำตอบ


              คำสั่งสุดท้ายที่ดังก้องในใจทำให้ในที่สุด เธอก็ยอมหันหลังวิ่งกลับเข้าไป พร้อมกับภาพของโทชิโร่ที่ค่อย ๆเลือนหายไปจากสายตา