“หวังว่าจะจบสิ้นกันสักทีนะ”
เคนจิบิดร่างกายช่วยคลายความรู้สึกเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อความจริงควรรู้สึกสบายขึ้น แต่อาจเพราะความตึงเครียดเพิ่งคลี่คลายสภาพร่างกายจึงแสดงความอ่อนล้าออกมา
เคนจิมองไปยังอาคารที่กำลังลุกไหม้ ควันหนาทึบคละคลุ้งผสมเศษขี้เถ้า
“ไม่นึกเลยว่าการจะล้มเจ้านั่นได้ต้องลงทุนระเบิดตึกทั้งหลังแบบนี้”
เรย์ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นกลางถนนอย่างหมดเรี่ยวแรงความเหนื่อยล้าจากการเพ่งสมาธิถึงขีดสุดในการต่อสู้ที่ผ่านมาทำให้เขารู้สึกหน้ามืด จนต้องหลับตาลงเหมือนว่าตนไม่ได้หายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอดนานนับวัน
“หนีไปหนีมาจนสภาพกลายเป็นเหมือนพวกหนังวันสิ้นโลกไปซะแล้วนะคะ—เอ๊ะ!? ไม่จริงน่า ไม่มีทาง…”
มัตสึบาระพึมพำเธอจ้องเขม็งไปที่เศษซากอาคารซึ่งกำลังลุกไหม้ เสียงเหมือนกับกระดูกกระทบคอนกรีตดังครืดคราดซ้ำ ๆ จนเห็นการเคลื่อนไหวของร่างใหญ่ยักษ์ไหม้เกียมมีควันลอยฉุนออกมาจากตัว กลิ่นเหม็นฉุนของเนื้อไหม้แสบจมูก เสียงฝีเท้าหนัก ๆที่กำลังใกล้เข้ามาบ่งบอกว่าการต่อสู้ยังไม่จบ
“ไม่นะ...จริงเหรอ เอาจริงดิ”
สีหน้าของฮารุโตะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“อะไรจะตายยากตายเย็นขนาดนี้วะเนี่ย”
เคนจิกำหมัดแน่น สถานการณ์ตอนนี้โคตรเลวร้ายแต่การยอมแพ้ไปแบบนี้ไม่ใช่สไตล์ของตน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด
โทชิโร่กระชับดาบในมือจ้องมองตัวประหลาดซึ่งพรากชีวิตพวกพ้องของเขาไปมากมาย
ทว่าสุดท้าย...มันย่างก้าวออกมาจากเปลวเพลิงเพียงไม่กี่ก้าวก็คุกเข่าล้มตึงลง
เรย์มองเห็นว่ามันพยายามฟื้นตัวทว่าพลังงานแปลก ๆที่หลงเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ของศัตรูกำลังไหลเวียนไปทั่วร่างกายอย่างบ้าคลั่งเพื่อจะพยายามคงสภาพรูปร่างไว้ทำให้อวัยวะบ้างส่วนที่งอกออกมาบิดเบี้ยวผิดรูป
ส่วนบนร่างกายเริ่มละลายเป็นของเหลวเหนียวหนืดเอ่อล้นออกมาราวกับเลือดที่ไหลจากปากแผล
เพียงพริบตาของเหลวสีขาวได้พุ่งกระฉูดขึ้นปานประหนึ่งน้ำพุร้อนทิ้งไว้เพียงเมือกน่าเกลียดสีขาวกระจายอยู่เต็มพื้น
มีกุญแจสีทองหนึ่งดอกสะท้อนแสงวาบวับขนาดใหญ่ปรากฏออกมาหลังจากร่างกายละลายแหลกเหลวไปจนหมด โทชิโร่จึงเดินไปหยิบมันขึ้นมาพินิจแล้วพึมพำเบาๆ
“อยู่ที่เจ้านี่เองงั้นสินะ...กุญแจดอกสุดท้ายที่ตามหากัน”
พวกผีดิบเริ่มปรากฏตัวออกมาจากเงามืดตามมุมต่างๆ ของเมือง เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นอย่างแผ่วเบาค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วราวกับเป็นสัญญาณบอกเหตุที่ไม่สู้ดีนัก ดวงตาของพวกมันวาววับด้วยความหิวกระหายจ้องมองไปยังทิศทางของเสียงการต่อสู้ เสียงครวญครางต่ำ ๆ ที่ดังออกมาจากลำคอทำให้บรรยากาศยิ่งน่าสะพรึงกลัวแต่ละตัวมุ่งตรงไปยังแหล่งกำเนิดเสียงอย่างไม่ลังเลเป้าหมายเดียวของมันคือหาเหยื่อเพื่อดับความกระหายที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น
“พวกมันแห่กันมาไม่ขาดสายเลย”
เจ้าหน้าที่ที่กำลังเฝ้ามอนิเตอร์พูดขึ้นขณะที่สายตาจับจ้องอยู่บนหน้าจอวิดีโอที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพของฝูงผีดิบจำนวนมหาศาลที่กำลังตลบหลังกองกำลังของฝ่ายศัตรูปรากฏชัดบนหน้าจอพวกมันคืบคลานผ่านเงามืดและโหมกระหน่ำเข้าหากองกำลังที่มาบุกชุมชนของพวกเขา
เสียงปืนและการต่อสู้ก้องกังวานไปทั่วพวกศัตรูที่ถูกล้อมต้านทานด้วยทุกวิถีทางแต่กลับถูกโถมด้วยพละกำลังที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของพวกผีดิบพวกมันโจมตีอย่างไม่ปรานี กระชาก ลากดึง และปลิดชีพผู้ที่พบเจออย่างไร้ความเมตตา
“แล้วทีนี้เราจะทำไงดีครับพวกบ้านั่นล้อมอยู่ด้านนอกเต็มไปหมด ที่แน่ ๆผมไม่เคยเห็นจำนวนพวกมันเยอะขนาดนี้มาก่อน”
หนึ่งในผู้ช่วยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเขามองออกไปยังหน้าจอที่แสดงภาพศัตรูและผีดิบที่กำลังเข้าตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด
“หาทางติดต่อคุณโทชิโร่แจ้งให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมเอาไว้ แล้วแบ่งกำลังบางส่วนไปอุดทางเข้าอื่น ๆทั้งหมดด้วย”
“รับทราบ”
อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายกองทัพผีดิบที่เข้ามาในครั้งนี้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยกำจัดศัตรูที่กำลังล้อมกรอบพวกเขาไว้ฝ่ายศัตรูที่เคยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ กลับต้องมาพบกับการถูกตลบหลังกะทันหันพวกเขาถูกโอบล้อมด้วยฝูงผีดิบที่มาจากทุกทิศทาง ไม่สามารถหนีรอดไปได้ง่าย ๆการโจมตีของผีดิบทำให้กองกำลังศัตรูสับสน และสูญเสียกำลังไปอย่างรวดเร็วเสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระสุนปืนที่หมดลงทีละนัดภาพที่เห็นจากมุมกล้องวงจรปิดคือความโกลาหลและการต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด
เหล่าผีดิบถั่งโถมเข้ามาดังคลื่นสึนามิ
ชั่วพริบตาบนถนนก็มีเศษหินและเศษฝุ่นเล็กๆ ฟุ้งกระจายขึ้นมาบริเวณโดยรอบมีเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ร่างกายเน่าเปื่อยกระตุกขึ้นอย่างแรงด้านหลังมีละอองเลือดพ่นออกมาเป็นสาย ห่ากระสุนก่อตัวเป็นเหมือนกำแพงที่มองไม่เห็นหยุดการพุ่งเข้ามาของกองทัพผีดิบคลั่งเอาไว้
“ไอ้พวกผีดิบเฮงซวยทำไมมันมีเยอะขนาดนี้วะเนี่ย”
“หุบปากแล้วยิงต่อไปถ้าไม่อยากตาย!”
“ทางนี้กระสุนใกล้หมดแล้วขอกำลังเสริมด่วน”
การจู่โจมของพวกมันทั้งต่อเนื่องไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่เคยลดละ การบุกซ้ำแล้วซ้ำเล่าบั่นทอนทั้งกำลังรบ เรี่ยวแรง และขวัญกำลังใจของพวกเขาไปทีละนิด
ร่างของชายคนหนึ่งถูกกลบจนมิดด้วยฝูงผีดิบที่รุมขย้ำฉีกทึ้งเนื้อด้วยขากรรไกรเยิ้มน้ำลายเขาร้องออกมาเป็นเสียงขลุกขลักเหมือนกำลังสำลักขณะที่ต่อสู้กับการจู่โจมอย่างอ่อนแรงเลือดไหลรินออกจากปากแผลมากมาย นั่นเป็นเสียงร้องของคนที่กำลังจะตาย
พวกมันนั้นไร้ซึ่งชีวิตและความรู้สึกไม่มีความโศกเศร้าต่อความตายของพวกพ้อง และปราศจากความหวาดกลัวหากเป็นเช่นนี้ต่อไปสุดท้ายกองกำลังของพวกเขาต้องแตกพ่ายลงอย่างง่ายดายจนแทบไม่เหลือผู้รอดชีวิตเมื่อต้องถูกกระแสคลื่นผีดิบจำนวนมากถาโถมเข้าใส่
สถานีรถไฟทางทิศใต้บริเวณนากาโนะซันพลาซ่าบัดนี้ถูกปกคลุมด้วยฝูงผีดิบที่โผล่ออกมาจากเงามืดความมืดทำให้การเคลื่อนไหวของพวกมันดูน่าหวาดกลัวร่างผอมโซของพวกมันโถมทะลักเข้ามาราวกับน้ำที่พุ่งออกจากเขื่อนแตกเสียงครวญครางที่น่าขนลุก เสียงฝีเท้าทับถมกันดังระรัวก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
กว่ากลุ่มของเรย์จะวิ่งฝ่าพวกผีดิบกลับมาถึงหน้าอาคารซันพลาซ่าทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว เมื่อภาพเบื้องหน้ากำลังโกลาหลราวกับกลียุคเปลวไฟลุกไหม้สูง ส่องแสงสว่างวูบวาบตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืนผู้คนต่างวิ่งหนีตายจากเหล่ากองทัพผีดิบที่ล้นทะลักเข้ามาจากช่องอุโมงค์รถไฟทางทิศใต้ราวกับพวกมันพยายามจะกลืนกินทุกชีวิตที่พบเจอ
“โยซึรุ ชิโฮะ!”
เคนจิรีบวิ่งกลับเข้าไปข้างในอาคารหลักเป็นคนแรกใบหน้าแสดงถึงความกังวลและความร้อนรน
“เดียวสิ! รอฉันด้วย”
ฮารุโตะวิ่งตามไปติด ๆความหวังเดียวของพวกเขาคือการหาคนที่รักให้เจอท่ามกลางความวุ่นวายนี้
“เหมือนพวกมันกำลังรอเวลานี้อยู่เลยนะครับหลังจากปล่อยให้พวกเราสู้กันเองจนพินาศไปข้าง”
เรย์มองภาพตรงหน้าอย่างเจ็บใจเหล่าผีดิบพวกนี้โผล่ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ท่ามกลางกระแสแห่งความสิ้นหวังจิตใจของทุกคนปั่นป่วนว้าวุ่น ถัดจากนี้ควรทำอย่างไร ทุกคนเคว้งคว้างไปหมดหลังถูกโจมตีระลอกนี้ ขวัญกำลังใจของทุกคนตกต่ำถึงขีดสุด
โทชิโร่เหวี่ยงดาบใส่ผีดิบที่กำลังพุ่งเข้ามาจนร่างเน่าเปื่อยนั่นขาดเป็นสองซีก
“ที่นี่คงต้านพวกมันได้อีกไม่นานพวกเธอรีบกลับเข้าไปด้านใน แล้วอพยพทุกคนไปที่เอโกตะเดียวนี้”
สถานการณ์ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดท่ามกลางบรรยากาศที่หากก้าวพลาดสักก้าว คงเต็มเปี่ยมไปด้วยความตายนับไม่ถ้วนในยามที่จิตใจทุกคนกำลังห่อเหี่ยวสิ้นหวัง โทชิโร่ตัดสินใจกระชับดาบในมือแน่นหันไปยิ้มให้กับเพื่อนในทีมของเขาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็นเวลานาน
“หรือไม่ก็หนีไปแต่ตัวทิ้งคนอื่นไว้ที่นี่ ซึ่งฉันไม่ทำอย่างนั้นแน่ เพราะฉันไม่ได้ฝ่าฟันทุกอย่างมาเพื่อสิ่งนี้ใช่ไหมล่ะ”
ทุกคนในทีมกว่าสิบคนต่างหัวเราะ ทำงานร่วมกันมาหลายปีลงสนามต่อสู้ด้วยกันบ่อย ย่อมเข้าใจทันทีว่าโทชิโร่กำลังคิดอะไรอยู่
มันต็มไปด้วยความเปี่ยมภาคภูมิจิตใจดีงาม และยึดถือความเสียสละ
“ให้ตายสินายเนี่ยจริง ๆ เลยน้า...”
“มันบ้าชัดๆ พวกคุณไม่มีทางจัดการพวกมันได้หมดแน่”
มัตสึบาระส่ายหัวไปมาอย่างไม่เห็นด้วย
“ฟังนะพวกเธอไปรวบรวมคนที่รอดชีวิตแล้วใช้เส้นทางฉุกเฉินที่เราเตรียมไว้ ระหว่างนั้นพวกฉันจะยื้อเวลาให้ได้นานที่สุดแล้วจะรีบตามไป”
โทชิโร่เปิดปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบนิ่งสงบแต่เปี่ยมด้วยการเตรียมใจอย่างเงียบงัน
“รุ่นพี่ขี้โกง....ฉันไม่เอาแบบนี้! ฉันน่ะทำไม่ได้หรอกจะให้ทิ้งพวกคุณไว้ที่นี่ได้ยังไง ถ้าทำแบบนั้นพวกคุณก็กลายเป็นเหยื่อล่อน่ะสิ!?”
มัตสึบาระโกรธจนขนลุกซู่ไปทั่วตัวเธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายโกหก ไม่มีทางที่คนจำนวนเพียงเท่านี้จะต้านไหว
“ฟังนะ...พวกเขายังต้องการเธอ และเธอทำสิ่งนี้แทนฉันได้ ฉันเชื่อแบบนั้นนี่เป็นคำสั่งของฉันอย่างน้อยก็ให้ฉันได้ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ที่นี่จนถึงที่สุดเถอะ"
คำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทว่าก็เต็มไปด้วยความเข้มแข็งของหัวหน้า ทำให้ทาดาชิตัดสินใจดึงมือของมัตสึบาระที่พยายามขืนตัวต่อต้านเนื่องจากไม่ต้องการทอดทิ้งโทชิโร่และคนอื่นๆ ไว้
"มัตสึบาระเราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วนะ"
ทาดาชิกัดฟันกล่าวเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างจากมัตสึบาระ แต่เขาเองยังมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่
"หัวหน้าคะ..."
มัตสึบาระแม้มปากแน่นอย่างไม่อยากจะยอมรับ
"รีบไปซะ พวกมันน่าจะปั่นป่วนไปสักพักฉันจะยื้อเวลาให้ เพราะฉะนั้น— ช่วยมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้นะ"
เรย์อดนับถือในความแน่วแน่ของอีกฝ่ายไม่ได้หากเปลี่ยนจุดยืนเป็นตัวเขาที่ต้องตัดสินใจล่ะ จะยอมเสียสละเพื่อคนอื่นได้หรือไม่—แน่นอนคำตอบย่อมปรากฏออกมาทันทีว่า ‘ไม่’
เมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้นมัตสึบาระกำหมัดทั้งสองข้างแน่น
“เข้าใจแล้วค่ะฉันจะรับหน้าที่พาทุกคนหนีไปจนถึงที่ปลอดภัยให้เอง เพราะฉะนั้นรุ่นพี่เองก็ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ด้วยนะคะ”
โทชิโร่ไม่ได้ตอบรับกลับเป็นคำพูดมือหนาวางบนศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆ แทนคำตอบ
คำสั่งสุดท้ายที่ดังก้องในใจทำให้ในที่สุด เธอก็ยอมหันหลังวิ่งกลับเข้าไป พร้อมกับภาพของโทชิโร่ที่ค่อย ๆเลือนหายไปจากสายตา