บทที่ 44 ฝนแรกในคืนเดือนมืด
ที่หอไม้ชั้นเดียวกลางสระบัว คืนเดือนมืดนับว่าเหมาะแก่การปิดฉากกระดานหมากที่เดินมาอย่างยาวนาน วันนี้ไม่ว่าจะแผนใด หมากใด เบี้ยใดก็ล้วนเป็นฝั่งของหมากขาวที่มีเปรียบทั้งสิ้น หมากขาวในมือของบุรุษกลางคนที่สวมชุดคลุมขาวใกล้รุกฆาตคว้าชัยเต็มที ผ่านพ้นไม่กี่อึดใจนี้ข่าวดีที่เมืองจรดเมฆาคงส่งมาถึง แต่ขณะที่มันกำลังยกยิ้มอย่างได้ใจในหมากกระดานที่ตนวางไว้ ใบบัวและผิวน้ำที่เงียบสงบก็พลันมีเสียงตกกระทบดังเป็นหย่อมๆ ไม่นานเสียงนั้นก็ดังถี่กระชั้นพร้อมกับความชื้นที่แผ่ปกคลุมไปทั่วสระบัว
ฝนแรกแห่งปีได้มาเยือนแคว้นหมื่นขุนเขาแล้ว!
เสียงหยาดฝนกระทบลงบนหลังคาหอไม้นับเป็นเสียงที่ชวนอภิรมย์ใจแก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ทว่าใบหน้าของบุรุษกลางคนในชุดคลุมขาวกลับเหย๋เกรไร้ซึ่งความอภิรมย์ใจอันใด เพราะกระดานหมากนี้สิ่งที่มันกลัวที่สุดก็คือฝน มันไม่รู้ว่าภายใต้ฝนมีอะไร เพียงแต่ทุกครั้งที่มันเดินหมากหน้าฝนกับคนที่อยู่เมืองจรดเมฆา มันมักจะไม่ชนะหรืออาจเสียเปรียบด้วยซ้ำ มันจึงได้เร่งปิดฉากก่อนคืนเดือนมืดก็เพราะจะหนีฝน ฝนที่ห่างหายไปนานมาก จู่ๆ กลับเลือกเวลาตกได้บัดซบเกินกว่าที่มันจะควบคุมได้อย่างแท้จริง
แผนการมันยังควบคุมได้ แต่ดินฟ้าอากาศยากที่คนเดินดินจะกำหนดได้จริงๆ มันจึงทำได้แต่เพียงกำหมัดทุบกระดานหมากอย่างรุนแรง ในใจได้แต่ภาวนาให้หมากขาวของมันรุกฆาตหมากดำจนหมดสิ้นไปก่อน หรือทางที่ดีก็หวังให้ฝนยังไม่ตกในเมืองจรดเมฆาในคืนเดือนมืดนี้
หวังก็ได้แต่หวัง ทว่าดูเหมือนสิ่งที่มันหวังและคำภาวนาของมันจะส่งไปไม่ถึงเมืองจรดเมฆา เพราะในเวลาเดียวกันนี้ ที่เมืองจรดเมฆาฝนกำลังเทกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง ฝนนี้กลบลบทุกสรรพสิ่งในคืนเดือนมืด ล้างกลิ่นคาวโลหิตที่เริ่มคละคลุ้ง กลบเสียงดังจากการต่อสู้เป็นตาย ทั้งยังปัดเป่าม่านตาที่ดำมืดของเฉินซือหยางให้บางเบาลงจนกลับมาเป็นปกติ
เฉินซือหยางรู้สึกตัวจากเสียงเรียกของจินเยว่ ด้านสติสัมปะชัญญะก็กลับคืนเต็มสิบส่วนจากเม็ดฝนที่ตกกระทบ ยิ่งฝ่ามือของซุนหลงที่วางลงยังบ่าของมัน ความตรึงเครียดก็คล้ายถูกปัดเป่าไปพร้อมกับฝนนี้ มันรู้สึกว่าฝ่ามือนี้ของซุนหลง เป็นฝ่ามือที่พร้อมจะแบกรับทุกสิ่งต่อจากมันได้แล้ว มันสามารถรั้งเวลาแก่ซุนหลงได้เพียงพอแล้ว
“เพียงพอแล้วสินะ"
เฉินซือหยางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าเหนื่อยหอบ
ด้านซุนหลงก็ลดมือจากบ่าของชายหนุ่ม ก่อนเดินไปหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของมัน แล้วกล่าวว่า
“เจ้าทำได้เกินคำว่าเพียงพอ เจ้ามอบเวลาที่มีค่าอย่างหาที่สุดไม่ได้ ข้าติดหนี้ชีวิตเจ้าแล้ว"
ความเป็นตายสำคัญอยู่ตรงหน้า คนบนรถม้าทั้งสามคันระดับพลังฝีมือล้วนไม่ธรรมดา เพียงลงมือแค่สอง พวกมันก็นับว่าน่ากลัวแล้ว ยิ่งคนที่สามยังไม่ได้ลงมืออีก เฉินซือหยางจึงไม่ได้สนใจคำกล่าวขอบคุณและการพร่ำพรรณาติดหนี้น้ำใจในครั้งนี้ มันเพียงกล่าวถามย้ำคำเดิมที่เคยกล่าวไปครั้งก่อน
“ท่านยังแน่ใจว่าสู้ได้"
ซุนหลงบัดนี้ไม่แม้แต่จะแหงนหน้าไปมองฟ้าอีกต่อไป มันเพียงสาดสายตาที่เป็นประกายเจิดจ้าจ้องไปที่รถม้าทั้งสามซึ่งจอดประจันหน้าอยู่
“ย่อมเป็นเช่นนั้น"
เฉินซือหยางผงกศีรษะ ก่อนเก็บดาบทุกเล่มเข้าสู่กล่องอาวุธ จากนั้นเดินหันกายเข้าไปหาเถ้าแก่หวัง ช่วยถ่ายเทพลังลมปราณและช่วยห้ามเลือดประคองอาการเท่าที่จะทำได้ แล้วก็พาเถ้าแก่หวังหลบฉากจากรัศมีของซุนหลง หลังจากฟังคำตอบและมองดูแววตาคู่นั้น เฉินซือหยางก็รู้สึกว่าตนนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป มันเพียงพาเถ้าแก่หวังหลบจากลูกหลงที่อาจจะเกิดจากการต่อสู้ก็พอ
เมื่อเฉินซือหยางพาหวังเถาถอยหลบออกไปจากระยะการต่อสู้แล้ว ซุนหลงก็วางกระบี่สีเงินวาวในมือลง เมื่อเห็นซุนหลงวางกระบี่ เสียงหัวเราะในลำคอด้วยความดูแคลนก็ดังขึ้นที่รถม้าฝั่งซ้าย
“เมื่อผสานจิตวิญญาณไม่ได้ มีกระบี่ดีก็เหมือนไม่มี คิดถูกแล้วที่ท่านเลือกวางกระบี่และยอมตายแต่โดยดี"
เสียงของคนบนรถม้าฝั่งขวาก็กล่าวเสริมโดยพลัน
“น่าจะคิดได้เร็วกว่านี้ จะได้ตายอย่างไม่เจ็บปวดทรมานและไม่พาคนอื่นต้องมาตายด้วย… เหอะ แต่ถึงจะวางกระบี่ยอมแพ้ก็เถอะ ตอนนี้นับว่าสายไปแล้ว ข้าไม่มีทางปล่อยให้คนที่ช่วยเจ้ารอดไปได้แม้แต่คนเดียว ข้าจะส่งพวกมันให้ตามเจ้าไป"
หลังคำดูแคลนสองประโยคจากคนบนรถม้าทั้งสอง เสียงประสานสองท่วงทำนองก็ดังตามมา หนึ่งเพลงพิณบรรเลงอย่างเร่งเร้า หนึ่งขลุ่ยครวญที่ลากยาวราวกับเสียงแห่งห้วงธารา บทเพลงทั้งสองอยู่ในขั้นการผสานจิตวิญญาณ อานุภาพพลังปาฏิหาริย์จึงทอดออกท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ก่อนบทเพลงเหล่านั้นจะกอปรรวมเอาพลังแห่งจิตวิญญาณแผ่พุ่งเข้าหาร่างที่เปียกโชกของซุนหลงอย่างพร้อมเพียง
“แม้แต่อาวุธคู่กายยังมิอาจใช้ได้ ก็จงวางไว้และยอมตายเช่นนี้เถอะ!”
“ถึงใช้ได้แล้วอย่างไร กระบี่นั่นก็มิต่างจากไม้ท่อนหนึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าพิณและขลุ่ยของพวกข้า!”
เสียงสอดประสานจากรถม้าทั้งสองฝั่งดังขึ้นพร้อมกับพลังจิตวิญญาณที่กวาดม้วน พลังปาฏิหาริย์สองสายสำแดงเดช แหวกหยาดฝนที่ร่วงโรยจนเห็นเป็นช่องอากาศทางยาว พลังใกล้บรรลุถึงคน แต่ตัวของซุนหลงกลับยังยืนนิ่งไม่ขยับ มือก็ไม่เอื้อมไปคว้าจับกระบี่สีเงินวาวที่ถูกวางไว้ นี่ยิ่งชี้ชัดว่ามันรู้ตนว่ามิอาจจะขัดขืนแล้ว
ทว่าเพียงพลังจิตวิญญาณขั้นการผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายบรรลุไปถึงตรงหน้าของซุนหลง พลังสองสายนั้นกลับนิ่งค้างไม่เคลื่อนไปต่อ ท่วงทำนองสองเสียงทั้งเพลงพิณและขลุ่ยครวญราวกับส่งไปไม่ถึง ดั่งว่าเบื้องหน้าของซุนหลงมีเกราะป้องกันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากั้นขวางก็ปาน
เสียงบรรเลงบทเพลงทั้งสองท่วงทำนองจึงชะงักลง สายตาของคนบนรถม้าล้วนจับจ้องที่ร่างของซุนหลงด้วยหัวคิ้วที่ขมวด พวกมันจ้องนัยน์ตาไปยังปากของซุนหลงอย่างมิได้นัดหมาย เห็นริมฝีปากที่ขมุมขมิบของฝ่ายตรงข้าม แม้ไม่ได้ยินชัดหูแต่พวกมันก็พอจะอ่านปากของซุนหลงที่เอ่ยออกมาได้
ผสานจิตวิญญาณ!
นี่คือสิ่งที่คนบนรถม้าอ่านจากปากที่ขยับของซุนหลง พวกมันรู้สึกงุนงงปนสงสัย ซุนหลงมันคิดการอันใด สู้เป็นตายมาตั้งนาน สัมผัสอยู่กับตัวว่าพลังจิตวิญญาณของมันมิอาจผสานจิตวิญญาณกับกระบี่สีเงินวาวได้ อีกทั้งตอนนี้ตัวกระบี่สีเงินวาวนั่นก็ถูกวางอยู่ที่อื่นมิได้อยู่ในมือของมัน เช่นนั้นมันจะแสดงวาจาเอ่ยถึงการผสานจิตวิญญาณทำไม
“สงสัยจะกลัวตายจนสมองกลับตาลปัตร แม้แต่จิตวิญญาณสรรพสิ่งของกระบี่สีเงินวาวยังมิอาจสัมผัสเชื่อมโยงได้ กลับกล้าเอ่ยปากแสดงการผสานจิตวิญญาณ”
“ช่างเป็นการกระทำที่น่าขันสิ้นดี เหอะ ขอดูหน่อยสิ กระบี่สีเงินวาวของเจ้าจะผสานจิตวิญญาณอย่างไร”
แม้พลังการโจมตีของพวกตนจู่ๆ ก็มิอาจรุกคืบ ซึ่งไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด แต่การเห็นคนที่แม้แต่จะสัมผัสเชื่อมโยงถึงพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งจากอาวุธคู่กายของตนยังทำไม่ได้ ทว่ากลับแสดงท่าทางที่จะทำการผสานจิตวิญญาณออกมา นี่นับเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี และนี่คงเป็นเรื่องตบตาที่อาจหวังดึงเวลาเท่านั้น
แต่ซุนหลงที่ยืนนิ่งฟังคำถากถางมาพักใหญ่ หลังจากที่มันเอ่ยคำว่าผสานจิตวิญญาณออกมาอย่างแผ่วเบา กระบี่สีเงินวาวที่ถูกวางไว้กับพื้น วางไว้ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ มันก็พลันขยับไหวติง ตัวดาบค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้คำดูแคลนและเสียงหัวเราะภายในลำคอของคนบนรถม้าก็ชะงักลง สายตาพวกมันจับจ้องอยู่ที่กระบี่สีเงินวาวที่กำลังลอยขึ้น ขณะจะเอ่ยคำว่าเป็นไปไม่ได้จากปาก ตัวกระบี่สีเงินวาวก็พลันร่วงตกลงยังพื้นอย่างไม่มีทรง มีเพียงเสียงเคร้งดังฉาดใหญ่ก็ไม่ปรากฏพลังปาฏิหาริย์ใดจากกระบี่สีเงินวาวเล่มนี้อีก เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงสร้างความขบขันแก่คนบนรถม้าทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า นี่น่ะหรือการผสานจิตวิญญาณของท่าน”
“ช่างเป็นกระบี่ที่ดีจริงๆ เป็นกระบี่เหนือพิรุณสมคำร่ำลือ เลื่อมใส เลื่อมใส ฮ่าฮ่าฮ่า"
ขณะที่สองบุรุษบนรถม้าฝั่งซ้ายขวากำลังดูแคลนซุนหลงอย่างถึงที่สุด เสียงชราของบุรุษผู้หนึ่งบนรถม้าที่จอดอยู่ตรงกลางซึ่งตลอดมาเงียบปากอยู่เสมอก็พลันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของมันมิได้แฝงด้วยคำดูแคลนดั่งเช่นคนทั้งสอง น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความตรึงเครียดเป็นอย่างมาก
“เหลวไหล ข้ามีศิษย์น้องที่โง่งมตั้งแต่เมื่อไหร่!"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ตำหนิพวกตน อีกทั้งยังแฝงด้วยความตรึงเครียดซึ่งยากนักที่พวกตนจะได้ยินมาจากบุรุษชราผู้เป็นศิษย์พี่ เสียงหัวเราะจึงพลันเงียบลง
“ศิษย์พี่ หรือจะให้พวกเราตรึงเครียดเพียงเพราะกระบี่ที่ไม่ได้…”
ขณะที่คนบนรถม้าฝั่งซ้ายกำลังจะกล่าวคำว่าไม่ได้เรื่องเพื่อวิจารณ์กระบี่สีเงินวาว แต่แล้วสายตาของมันที่ถูกกระบี่สีเงินวาวดึงความสนใจมาโดยตลอดก็ถูกสิ่งอื่นดึงความสนใจไปได้ สายตาของมันเลื่อนไปจับจ้องอยู่ที่บริเวณกลางอากาศเหนือศีรษะของซุนหลง เป็นผลให้คำกล่าวของมันจึงชะงัก หัวคิ้วกลับกลายขมวดเป็นปมราวกับเส้นเชือกที่ผูกติดกันแน่นยากแกะออก
เมื่อเห็นสองศิษย์น้องของตนต่างพากันเงียบขรึม บรรยากาศเริ่มเข้าสู่ความตรึงเครียดนิ่งสงบ บุรุษชราบนรถม้าคันตรงกลางก็พลันกล่าวต่อ
“เรื่องนี้แม้แต่ข้าก็ไม่คาดคิดและไม่เคยรู้มาก่อน… มันไม่ใช่ผู้ที่มิอาจผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กาย ที่มันแม้ผ่านความเป็นตายก็ไม่แสดงขั้นการผสานจิตวิญญาณเป็นเพราะ กระบี่สีเงินวาวนั่นแท้จริงแล้วไม่ใช่อาวุธคู่กายของมัน!”
หลังกล่าววาจาประโยคนี้ ทุกสายตาก็ล้วนจับจ้องไปยังห้วงอากาศเหนือศีรษะของซุนหลง ที่ตรงนั้นมิได้มีสภาพของสายฝนเทกระหน่ำเหมือนบริเวณโดยรอบ ที่ตรงนั้นยังคงมีฝนตก แต่ทว่าฝนที่ตกลงมาทุกสายได้ก่อรวมเป็นม่านมวลน้ำที่ปกคลุมและชี้เหยียดตั้งตรงแทบจรดแผ่นฟ้า
หากมองไม่ดีจะเห็นเป็นหยาดน้ำที่ร่วงหล่นจากฟ้าทั่วไป
แต่เมื่อมองดีๆ มันก็คือกระบี่เล่มหนึ่ง!
อาวุธคู่กายของซุนหลงจึงมิใช่กระบี่สีเงินวาว
ฉายากระบี่เหนือพิรุณของมันก็มิได้เกิดจากกระบี่นั่น
แต่อาวุธคู่กายที่มีพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งของมัน รวมถึงที่มาของฉายามัน
ก็คือ ฝน!