อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 179 บนรถม้า

            ภายในห้องทำงานตอนนี้พระราชาอัลเฟรดกำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนคนที่อยู่ตรงข้ามเขานั้นก็มีขุนนางหลายคน ทั้งดยุคกาเลออนที่ตอนนี้ดูแล้วจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว สาเหตุก็เพราะลูกสาวของเขาที่ถูกลักพาตัวไป ลอร์ดอาร์เทมิสที่ยังคงยืนอย่างสงบนิ่งไม่แสดงท่าทียินดีร้าย มาร์ควิสเฟลิกซ์ที่เอาแต่ยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ข้างๆ เพื่อนซี้ของเขา เคานต์เรห์นวาร์ด และคนสุดท้ายไวเคานต์โรซาลินด์ที่ตอนนี้กำลังทำนายอะไรบางอย่างอยู่กลางห้อง และสายตาของเหล่าขุนนางนั้นก็มองไปที่การกระทำของไวเคานต์ผู้นี้

            หากไม่นับพัศดีเบลนกลับบารอนเอเดรียนพี่ต้องคอยออกคำสั่งให้พวกทหารและอัศวินทำการตรวจค้นแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าตอนนี้ขุนนางเมืองไพร์ล็อกงั้นอยู่กันพร้อมหน้า

            ความจริงตอนนี้พวกเขาต่างอยู่ในห้องเฝ้าดูการทำนายของไวเคานต์มาพักใหญ่แล้ว มองเห็นรูปแบบการทำนายหลายๆ อย่าง แม้ว่าที่ผ่านมาทุกคนจะพากันดูถูกไวเคานต์โรซาลินด์ผู้นี้ว่าเป็นแค่ตาแก่คลั่งการทำนาย แต่มาวันนี้ไม่ยอมรับก็ไม่ได้ว่าคนคนนี้มีความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำนายที่หลากหลาย

            การทำนายรูปแบบแล้วรูปแบบเล่าผ่านไป แต่สไม่มีครั้งไหนที่จะสามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาได้เลย ทุกครั้งที่ผลการทำนายออกมาไวเคานต์โรซาลินด์ได้แต่ส่ายหน้า ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำนาย จากผลลัพธ์ที่เป็นอยู่นี้มันยิ่งทำให้ดยุคกาเลออนยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นไปทุกที

            ด้านพระราชาอัลเฟรดที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานนั้นกลับมองผลการทำนายด้วยสีหน้าครุ่นคิด ความจริงเขาเดาบางอย่างออกตั้งแต่ที่ใช้วิธีการทำนายไปได้ 3 วิธีแต่ยังไม่สามารถบอกตำแหน่งของมีเรียได้ว่าโจรลักพาตัวกลุ่มนี้น่าจะมีวิธีการบางอย่างในการปกปิดคำทำนาย เพียงแต่เขาคิดว่าไม่ควรจะพูดออกมา ในขณะที่จิตใจของดยุคกาเลออนที่ต้องการความหวังเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ตัวเขาเองก็เป็นพ่อคนซึ่งมีลูกชายที่ไม่ค่อยจะอยู่สุขจึงเข้าใจหัวอกของอีกฝ่ายดี

            พระราชาอัลเฟรดกวาดสายตามองพวกขุนนางทุกคนภายในห้อง ก็เดาได้ไม่ยากว่าตอนนี้ทุกคนคงคาดเดาออกแล้วแต่ไม่พูดออกมา ขอที่สายตาทั้งสองจะกลับมาให้ความสนใจการทำนายอีกครั้ง

            ‘ปิดกั้นการทำนายงั้นหรอ’ เขาคิดในใจ แล้วอยู่ๆ ก็พาลนึกถึงเจ้าลูกชายตัวแสบของเขาขึ้นมาถ้าจะถามว่าใครที่รู้จักใช้วิธีแปลกๆ ในการแหกกฎเวทย์มนต์ต่างๆ ก็คงไม่มีใครเกินเจ้าลูกชายตัวแสบของเขาเด็ดขาด ทันทีที่เขาคิดถึงเรื่องนี้ประตูห้องก็เปิดออก ตามด้วยใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามา นัยน์ตาสีแดงเพลิงกับผมสีดำขลับเช่นเดียวกับพระราชา แต่ใบหน้างดงามราวกับงานศิลปะชั้นยอด

            “ขออนุญาตนะครับท่านพ่อพอดี เอ๊ะ! มีคนอยู่เต็มเลย” เด็กผู้ชายกวาดสายตามองหล่าขุนนางภายในห้องด้วยความแปลกใจ

            เหล่าขุนนางทันทีที่ได้เห็นหน้าเจ้าชายต่างก็มีปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน ดยุคกาเลออนยังคงมีสภาพจิตใจไม่อยู่ในรอบตัว ไวเคานต์โรซาลินด์ก็มีสมาธิอยู่กับการทำนาย ในขณะที่มาร์ควิสเฟลิกซ์กับสหายของตนเคานต์เรห์นวาร์ด คนหนึ่งเพราะมีเถาวัลย์หนามสีทองอยู่ที่หัวใจ อีกคนหนึ่งหมายมั่นจะเกี่ยวดองโดยการให้ลูกชายของตนทำการหมั้นหมายกับเจ้าหญิงองค์เล็กเรเชล ทั้งสองคนต่างพากันยิ้มแย้มประจบ ในขณะที่ลอร์ดอาร์เทมิสเพียงแค่เหลือบมองเล็กน้อยแต่ในแววตาของเขาเผยให้เห็นความดูแคลนเพียงวูบเดียวแล้วก็หายวับไป

            พระราชาอัลเฟรดมองลูกชายตัวดีแล้วก็ยิ้มก่อนจะถามว่า

            “มีอะไรเหรอ”

            เออร์วินก็เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปก่อนจะบอกว่า

            “พอดีผมมีของที่อยากยืมจากท่านพ่ออยู่น่ะครับ”

            “ของที่อยากยืม?”

            “ใช่ครับเป็นของที่พ่อเคยใช้ผมเห็นในวันนั้นไอ้อันที่เป็นตรารูปกุหลาบสีทอง”

            ทันทีที่ได้ยินว่าลูกชายจะขอยืมอะไรเขาก็มองหน้าลูกชายด้วยความสงสัย

            “ลูกจะขอยืมขอสิ่งนั้นไปทำอะไร”

            “พอดีผมจะเอามันไปทำอะไรนิดหน่อยน่ะครับ”

            พระราชาอัลเฟรดจ้องหน้าลูกชายอยู่อย่างนั้นซึ่งเขารู้สึกเหมือนได้กลิ่นตุๆ ของหายนะ เพียงแต่นึกไม่ออกว่ามันจะไปหายนะระดับไหน เขาถอนหายใจก่อนจะตอบว่า

            “ของสิ่งนั้นพ่อให้ลูกยืมไม่ได้หรอกเพราะมันไม่ใช่ของพ่อ ลูกต้องไปขอยืมแม่ของลูกต่างหาก”

            “เอ๊ะ? มันเป็นของท่านแม่เหรอครับ”

            พระราชาอัลเฟรดพยักหน้าเออร์วินก็กล่าวขอบคุณ

            “ถ้าอย่างนั้นผมขอไปหาท่านแม่ก่อนนะครับ” พูดจบเขาก็หมุนตัวเตรียมจะออกจากห้องแต่แล้วเขาก็หยุดก่อนจะหันมาพูดกับดยุคกาเลออนว่า “ท่านดยุคไม่ต้องกังวลไปหรอกนะครับผมมั่นใจได้เลยว่าเดี๋ยวก่อนตะวันรุ่งวันพรุ่งนี้คุณมีเรียจะต้องกลับมาหาท่านดยุคแน่นอนครับ ดังนั้นท่านต้องรักษาสุขภาพด้วยนะครับเดี๋ยวลูกสาวท่านจะเป็นห่วง” พูดจบเขาก็ออกจากห้องไปทิ้งความงุนงงให้กับดยุคเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่พ่อของเขาก็มองลูกชายโดยไม่พูดอะไร แต่คิดในใจว่า

            ‘หรือที่เจ้าตัวแสบมันมาขอยืมตาประจำตระกูลโรเซ็ตต้าเพื่อจะเอาไปช่วยหนูมีเรีย’ ซึ่งเขาก็ไม่รู้สึกว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เพราะบางทีเจ้าลูกชายตัวดีคนนี้อาจจะรู้วิธีหาโจรลักพาตัวพวกนั้นแล้วก็ได้ แต่นั่นก็ยังทำให้เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าลูกชายคนนี้ถึงไม่พูดออกมาแต่เลือกที่จะเก็บเป็นความลับแล้วจัดการด้วยตัวเอง และเมื่อคิดแบบนี้เขาก็ยิางรู้สึกแปลก เพราะถ้าเออร์วินต้องการที่จะช่วยมีเรียจริง ทำไมต้องทำเป็นลับลมคมในแบบนั้นด้วยสูบบอกข้อมูลให้คนอื่นจัดการไม่ดีกว่าหรอ

            แต่แม้จะคิดแบบนั้นแต่พระราชาอัลเฟรดก็ไม่สงสัยและเรื่องจะปล่อยฟรีลูกชาย เพราะเขาคิดว่าไอ้ตัวแสบคนนี้ถ้ามันตั้งใจจริงฝ่ายที่ควรจะปวดหัวไม่ใช่เขาแต่เป็นศัตรูต่างหาก ตัวที่ไม่รู้ตัวเลยว่าการที่เขาปล่อยฟรีลูกชายในครั้งนี้ มันจะสร้างเรื่องราวใหญ่โตในภายหลังชนิดที่ว่าเขาจะไม่มีวันลืมอีกเลยตลอดชีวิต

             

            คาทาริน่านั่งมองเหตุการณ์ภายในตัวเมืองจากทางหน้าต่าง เธอสังเกตเห็นทหารที่อยู่ๆ ก็ตื่นตัวทำการตรวจค้นนู่นคนนี่ เธอก็รู้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ในหัวของเธอก็นึกถึงใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่ชื่อเดซี่ผู้มีหูสุนัขคนนั้น แม้ว่าเธอจะเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ และยังคงมองว่าเผ่ามารเป็นศัตรูแต่กลับเด็กคนนี้เธอกลับไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างตัวเธอกับอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เธอว่าจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้คนในเมืองนี้ถึงไม่มีท่าทีหวาดกลัวกลับกันแล้วดูจะเอ็นดูทั้งสามพี่น้องไม่น้อย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าลิลลี่คนนั้น

            ‘หวังว่าคงจะไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับพวกเธอนะ’

            คาทาริน่าคิดในใจก่อนจะนึกถึงเด็กผู้ชายคนนั้น เธอนึกถึงข้อมูลที่ย้อนแย้งหลายอย่าง แม้เธอจะยังไม่เชื่อว่าเด็กอายุ 10 ขวบจะมีทักษะการใช้ดาบ 2 ประเภทที่แตกต่างกันได้ แต่ข้อมูลอื่นหลายอย่างก็เชื่อมโยงตัวตนนักล่าค่าหัวคนนั้นกับเจ้าชายผู้นี้

            ก๊อกๆ มีเสียงเคาะประตูของเธอดังขึ้น ตามด้วยเสียงแบรดดังมาว่า

            “ท่านคาทาริน่าครับขอเข้าไปหน่อยได้ไหมครับ”

            คาทาริน่าเดินไปเปิดประตูก่อนจะพูดว่า

            “เข้ามาสิ” แล้วเบี่ยงตัวให้ฝ่ายเข้ามา

            เมื่อแบรดเข้ามาในห้องได้ก็เริ่มพูดทันที

            “ท่านคาทาริน่าครับผมไปสืบมาแล้วครับเหมือนว่าจะมีการลักพาตัวเกิดขึ้น”

            “ลักพาตัว?” คาทาริน่าไม่รู้สึกแปลกใจเพราะตามงานเทศกาลในเมืองต่างๆ ที่มีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาในเมือง ก็มีเรื่องแบบนี้ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพียงแต่การที่มีอัศวินและพวกทหารมาทำการตรวจค้นแบบนี้เป็นเรื่องที่เธอเพิ่งรู้จักเคยเห็น ดังนั้นเธอจึงนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งนั่นก็คือ คนที่ถูกลักพาตัวคราวนี้ไม่ใช่ลูกชาวบ้านทั่วไป และเหมือนจะเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของเธอ เมื่อแบรดพยักหน้าแล้วพูดว่า

            “ใช่ครับเพียงแต่ว่าคนที่ถูกลักพาตัวไปดูเหมือนว่าจะเป็นลูกสาวของดยุคนะครับ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะว่าไม่ได้ถามอะไรให้แน่ชัดครับ”

            คาทาริน่าพูดพร้อมกับทำหน้ารู้สึกสงสัยว่า

            “แปลกหรือโจรพวกนี้มันมั่นใจในตัวเองสูงจนไม่เกรงกลัวอะไรแล้ว”

            แบรดกลับส่ายหน้าก่อนจะพูดว่า

            “ท่านคาทาริน่าต่อให้เป็นขุนนางก็เถอะแต่นี่ก็เป็นแค่เมืองเล็กๆ ที่อยู่สุดขอบทวี ผมว่าท่านเอามาตรฐานของขุนนางในอาณาจักรใหญ่ๆ มาเทียบไม่ได้หรอกนะครับ เพราะถ้าคำนึงถึงเรื่องนี้แล้วขุนนางในเมืองนี้ก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่”

            “แต่ถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็นขุนนางนะการตอแยขุนนางก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีนักหรอก”

            แบรดที่ได้ฟังก็เงียบทันทีเพราะเขารู้สึกว่าที่ฝ่ายคุณมีเหตุผล จริงอยู่ที่ไม่ได้เป็นขุนนางเมืองบ้านนอก แต่พวกโจรลักพาตัวเหล่านี้ก็มักจะเลี่ยงเป้าหมายที่เป็นลูกหลานของคุณนางแล้วเน้นไปที่พวกคนชั้นล่างแทน

            “แล้วท่านคาทาริน่าทำยังไงครับ”

            คาทาริน่ามองเหตุการณ์นอกหน้าต่างแล้วก็ตอบว่า

            “ปล่อยไปเถอะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราให้ความสำคัญกับเด็กคนนั้นเป็นพอ”

            แบรดเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะมองคาทาริน่าและถามเธอว่า

            “ว่าแต่ท่านคาทาริน่าครับ”

            “ทำไมท่านถึงรอให้พ้นงานเทศกาลกําแพงก่อนครับแล้วค่อยลงมือกับเขา”

            คาทาริน่ามองการทำงานของทหารและอัศวินก่อนจะตอบโดยที่ไม่หันไปมองแบรดว่า

            “มันยังมีหลายอย่างที่ดูย้อนแย้งระหว่างเด็กคนนั้นกับคนแคระนักล่าค่าหัวที่เราต้องการตัว และอีกอย่างสัญญาณจากแมลงเกาะชะตามันก็มาบอกว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่เมืองนี้ ไม่ได้บอกว่าคนแคระนักล่าค่าหัวกับเด็กคนนั้นเป็นคนเดียวกันซะหน่อย ที่สำคัญฉันก็อยากให้เขาได้พบกับคู่หมั้นของเขาก่อน”

            “ท่านคาทาริน่าคิดว่าเขาจะไม่ยอมคุยด้วยดีๆ หรอครับ”

            “อาวุธที่ไม่ต้องมีมานามาเกี่ยวข้องก็สามารถสังหารผู้ใช้เวทย์มนต์ได้ มีความสนิทสนมกับเผ่ามารหูสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่ไว้ใจในตัวศาสนจักรทั้งนั้น เธอคิดว่าเขาจะยอมคุยกับพวกเราดีๆ เหรอ”

            แบรดที่ได้ฟังก็นิ่งไปก่อนจะถามว่า

            “ท่านคาทาริน่าคิดจะทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องเผ่ามารหูสัตว์เหรอครับ”

            คาทาริน่าเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า

            “ฉันก็แค่คิดว่าเด็กพวกนั้นดูแล้วไม่น่าจะมีพิษภัยอะไร”

            “แต่พวกเธอเป็นเผ่ามารนะครับท่าน ตามหลักแล้วพวกเธอคือความชั่วร้ายที่ต้องถูกกำจัด แล้วถ้าเขาคนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับคนที่เราตามหาอยู่ หรืออาจจะเป็นคนเดียวกันบางทีภาพลักษณ์ที่พวกเธอแสดงออกมาให้ท่านเห็นก็อาจจะเป็นแค่การเล่นละครก็ได้นะครับ”

            “เรื่องนั้นฉันรู้แต่มันก็เป็นแค่การคาดเดาไม่ใช่เหรอ”

            แบรดนิ่งไปอีกรอบก่อนจะตอบว่า

            “ผมเคารพการตัดสินใจของท่านครับ”

             

            เสียงดังกึกๆ มีเรียลืมตาตื่นขึ้นมายังคงรู้สึกมึนงงกับสถานการณ์ที่เห็น พอลองขยับตัวพบว่าเธอไม่สามารถขยับตัวได้ เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าตัวเธออยู่ในกรงไม้ขนาดใหญ่ ข้างในกรงไม้มีทั้งเด็กและผู้หญิงที่อยู่ในสภาพสำหรับไหล แล้วสั่นสะเทือนที่มีเป็นระยะๆ ทำให้เดาได้ไม่อยากว่าตัวเธอตอนนี้อยู่บนรถม้าที่กำลังวิ่ง

            เสียงดังกึกๆ นั่งข้างๆ เธออีกครั้งพอเธอหันไปมองต้นเสียงขอพบกับ เด็กผู้หญิงผมสีน้ำเงินตาสีฟ้าคนหนึ่ง เธอคนนี้เอาหัวโขกลูกกรงไม้บางครั้งก็เอาหมัดต่อยบางครั้งก็เอาเท้าเตะ เป็นที่มาของเสียงที่ทำให้เธอตื่น มีเรียจำเธอคนนี้ได้ว่าเป็นคนเดียวกับเด็กผู้หญิงที่เธอเห็นว่าเข้าไปในตรอกพร้อมกับหญิงชราแล้วก็พลาดถูกจับตัว

            อีกฝ่ายคล้ายกับรู้ว่าเธอตื่นแล้วจึงหันมองเธอ

            “อ๊ะ! นี่เธอตื่นแล้วงั้นเหรอรอสักครู่นะกำลังหาทางหนีอยู่”

            มีเรียมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยแต่พอจะเปิดปากถามก็พบว่าปากของเธอนั้นมีผ้ามัดอยู่ เมื่อเธอลองสำรวจดูดีๆ จึงพบว่าในกรงไม้นี้มีแค่เธอเท่านั้นที่ถูกจับมัดและมีผ้ามัดปาก

            เด็กผู้หญิงผมสีน้ำเงินตาสีฟ้าคนนั้นพูดจบก็ไม่สนใจเธอ หันไปสนใจลูกกรงต่อ

            “ย้าก!” เธอร้องขึ้นพร้อมกับเงื้อหมัดแล้วต่อยที่ลูกกรงอย่างแรง เธอนี่ไปทักหนึ่งก่อนจะร้อง โอ๊ย!!! แล้วกุมมือตัวเองกลิ้งไปกลิ้งมา

            อยู่ๆ รถม้าก็หยุดวิ่ง ประตูรถม้าเปิดออกเคยให้เห็นชายคนหนึ่ง ทันทีที่มีเรียเห็นอีกฝ่ายก็จำได้ทันทีว่าเป็นหนึ่งในคนที่เธอเห็นในตรอกนั้น ส่วนเด็กผู้หญิงผมสีน้ำเงินตาสีฟ้าเห็นว่ามีคนเปิดประตูรถม้าก็หยุดกลิ้งหันไปบอกอีกฝ่ายแล้วชี้หน้าเขาพร้อมกับร้อง อ๊ะ ออกมา

            ชาคนนั้นวางสายตามองไปทางมีเรียแล้วก็หันมามองเด็กผู้หญิงผมสีน้ำเงินตาสีฟ้า

            “อยู่นี้มีกันไม่เป็นหรือไงไอ้พวกเด็กเวร”

            เด็กผู้หญิงผมสีน้ำเงินตาสีฟ้าก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเธอจ้องหน้าอีกฝ่ายกลับแล้วก็พูดว่า

            “ไอ้คนเลวปล่อยพวกเราไปเดี๋ยวนี้นะไม่อย่างนั้นพี่เจคจะตามมาอัดพวกแก”

            ชายคนนั้นหัวเราะออกมาก่อนจะพูดว่า

            “ตามมาอัดพวกเรางั้นเหรออยู่ที่ไหนพี่เจคอะไรนั่นของแกก็ยังไม่รู้เลย จะตามมาอัดพวกเราได้ยังไงทางที่ดีพวกแกอยู่เฉยๆ จะดีกว่า ขืนเนื้อตัวมีแผลถลอกมันจะทำให้ราคาตกเปล่าๆ”

            เด็กผู้หญิงจ้องมองอีกฝ่ายยังไม่เกรงกลัวก่อนจะพูดว่า

            “เรื่องนั้นต้องหาเจอแน่เพราะไอ้ปีศาจมันเก่งมากแถมฉลาดสุดๆ แกไม่มีทางหนีรอดหรอก”

            ชายคนนั้นจ้องมองเด็กผู้หญิงสงสัยว่าเด็กผู้หญิงคนนี้พูดอะไร เดี๋ยวก็พี่เจคเดี๋ยวก็ไอ้ปีศาจเขาสงสัยว่าบางทีหัวของเด็กผู้หญิงคนนี้อาจจะเพี้ยนไปแล้วก็ได้ ก็ไม่คิดจะยุ่งอะไรอีกก่อนจะปิดประตูรถม้าแล้วเดินจากมา

            เด็กผู้หญิงผมสีเงินตาสีฟ้ากอดอกอย่างไม่พอไม่เห็นท่าทีของอีกฝ่ายว่าไม่ยอมปล่อยพวกเธอไป มีเรียมองอีกฝ่ายอย่างเหลือเชื่อเธอสงสัยว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไปเอาความกล้ามาจากไหน ถึงขนาดกล้าพูดแบบนั้นกับอีกฝ่ายได้ เด็กผู้หญิงคนนั้นหันมามองมีเรียแล้วเข้าไปแก้มัดที่ปากให้เธอพร้อมกับถามว่า

            “นี่ว่าแต่เธอฟื้นตัวเร็วจังเลยนะดูท่าคงฝึกมาเยอะล่ะสิฉันชื่อเนียนะเธอชื่ออะไรเหรอ”

            มีเรียที่ตอนนี้สามารถพูดได้แล้วก็ตอบว่า

            “มีเรียฉันชื่อว่ามีเรีย” มีเรียตอบก่อนจะถามอีกว่า “นี่พวกเราอยู่บนรถม้าใช่ไหม”

            เนียที่ได้ฟังคำถามแล้วก็พยักหน้า

            “อื้ม แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะเดี๋ยวพี่เจคจะต้องมาช่วยพวกเราแน่นอน”

            มีเรียที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็ไม่ได้ตอบอะไร เพราะเธอเข้าใจว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ก็คงแค่เฝ้ารออย่างมีความหวังโดยไม่รู้เลยว่ามันเป็นความหวังที่แสนจะเลือนลางและอยากจะเป็นจริง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามีเรียเธอจะยอมแพ้แค่นี้ เพราะเธอบอกตัวเองอยู่เสมอว่าเธอนั้นเป็นอัศวิน และเด็กผู้หญิงตรงหน้าแถวนี้และคนอื่นที่อยู่ในกรงเช่นเดียวกันก็เป็นชาวเมืองไพร์ล็อกที่เธอต้องปกป้องและดูแลในฐานะอัศวิน ดังนั้นเธอจะต้องปกป้องและพาพวกเขาเหล่านี้กลับเมืองให้ได้

            มีเรียที่ยังคงเต็มไปด้วยใจที่มุ่งมั่นจึงถามเนียด้วยความสงสัยว่า

            “ว่าแต่ไอ้ปีศาจที่เธอพูดถึงนี่คือใครเหรอ”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน