แต่เมื่อเดินทางไปได้เป็นเวลาเพียง 2 เค่อหลี่ฟางซิ่นกลับพบเจอสัตว์อสูรอยู่เบื้องหน้าไกลออกไป ซึ่งแลดูคุ้นตาเพราะมันคือสัตว์อสูรที่ได้พบ ยามเมื่อเข้ามาภายในป่าลมหวนแห่งนี้ครั้งแรก
“นะนั่นมัน..แรดสองเขา!”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นกังวลดังขึ้นถึงนางจะมีความสามารถรับมือสัตว์อสูรวิญญาณขั้นที่ 1 ได้ แต่เป็นเพียงระยะเวลาชั่วครู่เท่านั้นตัวนางจึงคิดเปลี่ยนเส้นทาง เพื่อมิให้สัตว์อสูรตนดังกล่าวสังเกตเห็น
ขณะที่หลี่ฟางซิ่นกำลังเคลื่อนที่เพื่อหลบเลี่ยงแรดสองเขากลับสามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของนางก่อน
“แย่แล้ว!!”
เสียงตื่นตระหนกของหลี่ฟางซิ่นดังขึ้นเมื่อเห็นสัตว์อสูรตนดังกล่าวได้พุ่งเข้ามา แต่ด้วยระยะจากสัตว์อสูรกับตัวนางที่ยังคงห่างกันถึงครึ่งลี้ ทำให้นางเร่งตั้งสติขึ้นมาพร้อมหลบหนีเมื่อแรดสองเขาเห็นดังนั้น กลับรีบเพิ่มความเร็วยิ่งกว่าเดิมคล้ายไม่ยอมปล่อยให้อาหารมื้อนี้หลุดลอยไป
แม้ว่าหลี่ฟางซิ่นจะมีความเร็วใกล้เคียงกับระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1 แต่ไม่สามารถที่จะคงความเร็วระดับนี้ไว้ได้นานทำให้ระยะห่างจากตัวนางและแรดสองเขา ที่ไกลถึงถึงครึ่งลี้ในคราแรก กลับค่อยๆลดลงเหลือเพียงไม่กี่จั้ง
เมื่อหลี่ฟางซิ่นเห็นว่าไม่มีทางที่จะหนีสัตว์อสูรตนนี้ได้พ้นจึงตัดสินใจกระโดดใส่ต้นไม้ที่ขว้างทางอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับใช้เท้าของนางเหยียบลงไปบริเวณกลางลำต้น เพื่อเปลี่ยนทิศทางพุ่งกลับไปยังแรดสองเขาที่กำลังตรงมายังนาง แล้วจึงเรียกกระบี่ออกมาพร้อมเบี่ยงตัวออกด้านข้าง วาดกระบี่ผ่านช่วงลำตัวของมันอย่างรวดเร็ว!
“ฉึบ!”
โฮก!!!!
เสียงกระบี่บางเบาที่กรีดลงไปยังแผ่นเนื้อดังขึ้นพร้อมเสียงร้องที่เจ็บปวดของแรดสองเขา สร้างบาดแผลที่มีเลือดไหลเป็นทางยาวบริเวณข้างลำตัวจากบริเวณที่คมกระบี่พาดผ่าน แต่เป็นเพียงบาดแผลที่ไม่ลึกมากนักจึงไม่สามารถทำให้มันบาดเจ็บสาหัสได้ แต่กลับกลายเป็นการยั่วยุให้มันโมโหมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ขณะหลี่ฟางซิ่นเตรียมที่จะรับการโจมตีจากแรดสองเขาเบื้องหน้าตัวนางกลับต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจขึ้นมา นั้นเพราะแรดสองเขาที่กำลังโกรธแค้นและเตรียมพุ่งโจมตีเข้ามาอีกครั้ง กลับแสดงแววตาหวาดกลัว พร้อมเร่งหันหลังหนีจากไป
แต่เป็นเวลาเพียงชั่วอึดใจที่หลี่ฟางซิ่นงุนงงกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะตอนนี้ ตัวนางสัมผัสได้ถึงอันตรายที่มาจากด้านหลัง จึงได้รีบหันตัวกลับไป พบเจอร่างของสัตว์อสูรที่กำลังมุ่งตรงมายังนาง!
“มันตามข้า..มาได้อย่างไรกัน?!”
ตอนนี้นางอดคิดไม่ได้ว่าข้ารับใช้ผู้นั้น อาจถูกสัตว์อสูรตนนี้สังหาร จึงพยายามคิดหาหนทางเอาชีวิตรอดจากหมีโลหิตที่อยู่เบื้องหน้า แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจ ตัวนางก็ทราบได้ทันทีว่าไม่มีหนทางเช่นนั้นอยู่ เพราะเพียงแค่สัตว์อสูรวิญญาณขั้นที่ 1 ก็เกือบที่จะพรากเอาชีวิตของนางไปได้
“สุดท้าย...ข้าก็หนีจากความตายไม่พ้น...” เพราะสัตว์อสูรที่อยู่เบื้องหน้าของนางมีระดับสูงกว่านางถึง 3 ระดับมันหาได้เหลือหนทางใดๆให้สามารถเอาชีวิตรอด
“แต่ข้า...กลับไม่คิดเช่นนั้น”เสียงของจูเยว่ดังขึ้น พร้อมร่างที่ปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าของหลี่ฟางซิ่น
หลังจากมาถึงจูเยว่ได้มองไปยังร่างของสตรีเบื้องหน้าอย่างละเอียดเมื่อพบว่าไม่มีบาดแผลใดๆ มีเพียงสีหน้าที่ดูอ่อนล้าที่เกิดจากการสูญเสียลมปราณเป็นจำนวนมาก จึงลอบถอนหายใจออกมาเพราะนางนับว่ายังโชคดี กว่าข้ารับใช้ของเขามากนัก
“จะเจ้า...ยังไม่ตาย?!”
หลี่ฟางซิ่นร้องออกมาด้วยความตื่นตกใจกับร่างของบุรุษที่อยู่เบื้องหน้า เพราะคิดว่าตัวเขาไม่น่าจะมีชีวิตรอดกลับมาได้จากภายในส่วนลึกของป่าลมหวน แต่เมื่อฟื้นคืนสติ จึงกล่าวออกมาด้วยความกังวล
“เจ้าบ้า!แล้วเจ้าจะมาปรากฏตัวตอนนี้ทำไมกัน?! เจ้าต้องการตายไปพร้อมข้าหรืออย่างไร?!”เพราะร่างของหมีโลหิตที่อยู่เบื้องหลังของจูเยว่ได้พุ่งมาอย่างกระหายเลือด และเตรียมตัวที่จะลงมือโจมตีออกมา
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นรอยยิ้มบางได้ปรากฏ แล้วจึงกล่าวออกไป
“เพียงสัตว์อสูรตนหนึ่ง...เจ้าจะตื่นตกใจไปทำไมกัน?”
แต่ขณะที่เขากล่าวสนทนากับหลี่ฟางซิ่นกรงเล็บอันแหลมคมได้พุ่งตรงมายังแผ่นหลังของจูเยว่ พร้อมเสียงกรีดร้องของสตรีที่มีทั้งอารมณ์โมโหและหวาดกลัว
“เจ้าโง่!รีบหนีไป!!” หลี่ฟางซิ่นเห็นท่าทีไม่สนใจของบุรุษเบื้องหน้าจึงรู้สึกว่าตัวเขาช่างโง่เง่ายิ่งนัก อันตรายถึงชีวิตอยู่ด้านหลังกลับไม่สนใจสิ่งที่นางกล่าวเตือน ทำให้ภายในใจของนาง รู้สึกโมโหจนแทบบ้า
ตู้ม!!!!
เป็นเสียงปะทะที่เกิดจากกรงเล็บหมีโลหิตที่โจมตีพุ่งตรงมายังบริเวณด้านหลังของจูเยว่ หลี่ฟางซิ่นได้เบือนหน้าหนีพร้อมหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว
นางในตอนนี้ รู้สึกไม่กล้าที่จะมองออกไปเบื้องหน้าเพราะคาดเดาได้ว่าร่างของนายน้อยจูเยว่ คงเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณที่แหลกเหลวจากการโจมตีเมื่อครู่ แต่ไม่ทันที่หลี่ฟางซิ่นจะหันกลับไปมองเสียงของบุรุษที่ตัวนางคิดว่าได้ตายไป กลับดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้ากล่าวเรียกข้าทั้งเจ้าบ้าและเจ้าโง่เช่นนี้ สำหรับเจ้า… ตัวข้าคงเป็นเพียงคนเสียสติผู้หนึ่งสินะ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงคล้ายหยอกล้อดังขึ้นหลี่ฟางซิ่นได้หันหน้ากลับมา จึงพบร่างของนายน้อยจูเยว่ที่ยังคงยืนนิ่งในตำแหน่งเดิม โดยปราศจากบาดแผลใดๆ ซึ่งด้านหลังของเขายังคงมีหมีโลหิตที่โจมตีเข้ามาอยู่เช่นเดิม
แต่ร่างใหญ่โตของสัตว์อสูรตนนั้นกลับสั่นเทาไปทั่วทั้งตัว แววตาหวาดกลัวฉายออกมาจากภายในอย่างไม่ปกปิดกรงเล็บของหมีโลหิตที่พุ่งแทงไปยังด้านหลังของจูเยว่กลับหยุดนิ่งห่างจากผิวหนังของเขาเพียงแค่ 1 ชุ่น ไม่สามารถที่จะเคลื่อนที่ไปด้านหน้าได้มากกว่านั้นเพราะปราณคุ้มกายของจูเยว่ เทียบได้กับระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 4 จะเป็นไปได้อย่างไร ที่สัตว์อสูรเพียงระดับวิญญาณขั้นที่ 3 จะโจมตีทะลุผ่านเข้าไปได้
“ปะเป็น…ไปได้..อย่างไรกัน?…” หลี่ฟางซิ่นได้กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออยู่ในลำคอคล้ายได้พบเจอเรื่องราว ที่ตัวนางยากจะเชื่อ เพราะบุรุษที่คิดว่าอ่อนด้อยกว่านางกลับไม่เป็นไรแม้แต่น้อย เมื่อถูกสัตว์อสูรระดับนั้นโจมตีเข้ามา
ไม่ทันที่หลี่ฟางซิ่นจะได้เอ่ยคำใดนางสามารถสัมผัสได้ถึงความร้อนอยู่บริเวณเหนือศีรษะ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงได้เห็นเปลวไฟ ที่มีลักษณะคล้ายกับดวงตะวันขนาดเล็ก ลอยอยู่ด้านบนพริบตาต่อมาลูกไฟดังกล่าว คล้ายกับมีชีวิตขึ้นมามันได้พุ่งตรงไปยังหมีโลหิตอย่างรวดเร็ว!
ตู้มม!!!