ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 148 งานประมูลครั้งใหญ่ (1)

            เงาร่างสัตว์ประหลาดยักษ์กลางอากาศหายไปตอนไหนไม่รู้คล้ายดอกกล้วยไม้รัตติกาลที่ปรากฏขึ้นมาเผยโฉมไม่กี่ห้วงอึดใจก็หายวับไป

            หัวใจของจินเจิ้นซานเต้นโครมครามบ้าคลั่งเขาพยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านภายในใจลง

            ตำหนักจินตันเคลื่อนที่... ใช่ไม่สิ่งที่ปราก​ฏขึ้นมาอย่างพร่ำเพื่อเมื่อตำหนักเคลื่อนที่ปรากฏ หมายความว่าจินตันเจินเหรินท่านนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นๆเป็นอย่างมาก... และวันนี้เวลานี้ตำหนักเคลื่อนที่ของกู่ซงเจินเหรินได้ปรากฏขึ้นแล้ว

            “การแย่งชิงในค่ำคืนนี้ เกรงว่าจะดุเดือดเกินกว่าจะจินตนาการได้...”เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก เตรียมตัวต้อนรับแขกคนต่อไป

            กระบี่เหาะเล่มหนึ่งยาวร้อยเมตรกว้างสิบกว่าเมตรพุ่งแหวกชั้นเมฆลอยลงมาจอดด้านหน้าโรงประมูลสินค้าจินโต้ว

            ตัวกระบี่แลดูเก่าแก่ ทว่าสลักคำว่า “หนานกง” อยู่ด้านบนไม่เงยหน้าดูคงไม่ได้

            ตระกูลหนานกงมา เป็นตระกูลปีศาจผู้ฝึกตน!ในตระกูลมีปีศาจผู้ฝึกตนกึ่งขั้นจินตันทั้งหมดห้าคน! เป็นตระกูลปีศาจผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งของประเทศหวาซย่า!

            บัวมรกตหนึ่งดอกผุดขึ้นด้านหน้าโรงประมูลสินค้าจินโต้วเหล่านักบวชเฒ่าในชุดจีวรสิบกว่าคนทยอยเดินออกมาจากดอกบัวยักษ์ขนาดหลายสิบเมตรนักบวชที่เดินอยู่หน้าสุดแก่ชราผิวหนังเหี่ยวย่นติดกระดูกคล้ายมัมมี่ “อามิตตาพุทธอาตมานามว่าชิงจ้าน”

            “พระมหาอาจารย์ชิงจ้าน... จากวิหารศักดิ์สิทธิ์ในเทือกเขาอู่ถายตบะกึ่งขั้นจินตัน... นี่ เจ้าอาวาสมาเองเลยเหรอ?”

            นาทีนี้ ไม่รู้มีผู้ฝึกตนกี่มากน้อยตะลึงปากอ้าตาค้างกับแขกที่มางานประมูลค่ำคืนนี้แขกทุกคนล้วนเป็นบุคคลระดับสูง ผู้ที่ขยับเท้าทีก็สะเทือนไปทั้งโลกผู้ฝึกตน!

            นกชิงเหนี่ยว[1]แปะยันต์อาคมหนึ่งตัวบินร่อนลงมาที่ประตูจากนั้นผู้ฝึกตนหญิงสามคนก็เดินออกมาจากช่องมิติที่ท้องของนก ใบหน้างดงามทว่าพลังกดดันวิญญาณรุนแรงจนไม่กล้าเงยหน้ามอง

            ตบะของทั้งสามอยู่กึ่งขั้นจินตัน!

            “นี่คือภิกษุณีซ่าวเหลียนผู้เลอโฉมจากอาศรมชิงเต๋ากวน...” จินเจิ้นซานสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่และรีบเข้าไปต้อนรับ

            ทั้งลนลาน ทั้งอึดอัน เพราะต้องทนรับพลังกดดันวิญญาณอันน่าสะพรึงที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างอีกฝ่าย...พนักงานทุกคนของโรงประมูลสินค้าจินโต้วในวันนี้ต้องเผชิญหน้ากับพลังกดดันวิญญาณทุกรูปแบบประเดี๋ยวรู้สึกเหมือนจมอยู่ในน้ำลึก ประเดี๋ยวเหมือนยืนอยู่กลางเพลิงไฟแต่ไม่มีใครร้องโอดโอยออกมาสักคน

            แขกผู้มาเยือน... อย่างน้อยก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นกึ่งจินตัน!

            คนกลุ่มนี้ ไม่ได้โผล่หน้าออกมาให้เห็นบ่อยนัก!แม้แต่ท่านผู้นำโรงประมูลสินค้าจินโต้วที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับปลายก็ยังเจอตัวคนกลุ่มนี้ได้ยาก!

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อต้อนรับตระกูลเซวียนหยวนตระกูลปีศาจผู้ฝึกตนอันดับสอง... ตระกูลซ่ง ตระกูลผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์อันดับหนึ่งแห่งมณฑลจูโจม...ตระกูลเหมิง ตระกูลผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหมิงสุ่ยเข้างานพิธีต้อนรับก็ดำเนินมาจนถึงจุดเดือดสูงสุด!

            “เรียนเชิญครับ! ขอเรียนเชิญทุกท่านครับ!” จินเจิ้นซานแทบไม่ได้หยุดพักมีงานประมูลที่ไหนบ้างที่ต้องต้อนรับตระกูลระดับสูงพร้อมกับแบบนี้

            ไม่มีที่ไหนทำได้ แต่งานประมูลของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ทำได้!และโรงประมูลสินค้าจินโต้วของพวกเขาก็เอาอยู่เช่นกัน!

            ระดับผู้นำตระกูลเกือบทุกตระกูลมีตบะกึ่งขั้นจินตันกันเกือบทุกคน ขณะที่จินเจิ้นซานคลี่ยิ้มประสานมือและกำลังเดินเข้าไปในงานอยู่ๆ ก็มีเสียงระฆังลอยมากระทบโสต

            เสียงกังวานยิ่ง แต่แผ่วเบา ทุกคนในงานที่ได้ยินต่างพากันหน้าเปลี่ยนสีสายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ตราเวทมังกรขดผ่ามิติที่ดูคล้ายม่านบางปกคลุมโรงประมูลสินค้าจินโต้วอย่างเคร่งขรึม

            “นี่มัน...” รูม่านตาของผู้นำตระกูลเหมิงหดเกร็งทุกคนพลันก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว

            สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือ... ม่านอากาศบริเวณตราเวทมังกรขดผ่ามิติกำลังค่อยๆบิดเบี้ยว!

            คล้ายคนยักษ์ไร้รูปร่างคนหนึ่งเดินเข้ามาตราเวทที่สามารถต้านทานพลังขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์สั่นคลอนตามฝีเท้าที่คืบคลานเข้ามาคล้ายใกล้จะพังทลายอยู่เต็มทน!

            จินตันเจินเหริน...

            คำนี้ผุดขึ้นมาในใจของทุกคน

            มีคนกำลังขี่สัตว์ประสัตว์ยักษ์สามหัวขนาดยี่สิบกว่าเมตร ดูไม่ออกว่าเป็นสัตว์ประเภทไหนด้านบนมีแท่นที่นั่งสิบกว่าที่นั่ง จากนั้นสัตว์ยักษ์ขนาดใหญ่โตก็ก้มหัวแตะพื้นโดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย

            “ครืน... ครืน...” พื้นสั่นสะเทือนเล็กน้อย ต่อมาไม่ถึงสามวิฯม่านตราเวทมังกรขดผ่ามิติก็แหวกออก

            คนยักษ์ร่างสูงสองเมตรแปดคนแบกเกี้ยวโบราณหลังหนึ่งอยู่บนบ่าปรากฏขึ้นตรงรอยแยก

            คนยักษ์ทั้งแปดคนที่หามเกี้ยวโบราณสวมใส่ชุดคลุมสมัยราชวงศ์ชิงแขนขาดูแข็งทื่อคล้ายศพ สีหน้าดุดัน ผิวหนังหุ้มกระดูกมีเพียงดวงตาสีแดงสดสุกสว่างเด่นชัดภายใต้แสงจันทร์

            “อะไรกัน ไม่ต้อนรับเจินเหรินอย่างฉันงั้นเหรอ?” ขณะแขกในงานตะลึงลานอยู่นั้นเสียงแก่ชราคร่ำโลกเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากเกี้ยวโบราณ

            น้ำเสียงแผ่วเบาดึงสติแขกทุกคนออกจากห้วงภวังค์จินเจิ้นซานรุดตัวนั่งคุกเข่าลงเป็นคนแรก ตะโกนขึ้นเสียงดังลั่น “ขอต้อนรับท่านอาวุโสครับ!!”

            พนักงานคนอื่นๆ รีบคุกเข่าลงตาม แม้แต่แขกผู้ร่วมงานขั้นกึ่งจินตันก็เช่นกัน

            เพราะกึ่งจินตัน ก็ไม่ถือว่าเป็นขั้นจินตันอยู่ดี

            ภายในใจของทุกคนสั่นสะเทือนบ้าคลั่ง นี่เป็นจินตันเจินเหรินที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนคนที่สองของงาน!

            ไม่มีใครกล้าเงยหน้า ไม่มีใครกล้าส่งเสียงบรรยากาศทั่วทั้งงานเงียบสงัดดั่งป่าช้า

            นี่ไม่ใช่จินตันเจินเหรินที่ทุกคนรู้จัก!

            เกี้ยวโบราณที่อยู่บนบ่าคนยักษ์มีโลงศพอยู่หนึ่งหลัง!

            เสียงเมื่อครู่ดังออกมาจากโลงศพหลังนี้!

            “แกก ๆ ๆ ...” โลงศพคร่ำคร่าไม่รู้กี่ยุคสมัยส่งเสียงเสียดสีระคายโสตมือขาวซีดคล้ายผีข้างหนึ่งยื่นออกมาจากโลงศพชุดที่สวมใส่เป็นชุดคลุมขุนนางสมัยโบราณ “เจ้าของงานอยู่ไหน?”

            “กระ กระผม...” จินเจิ้นซานก้าวขึ้นไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ “มิ มิมิทราบว่าท่านอาวุโสมีรับสั่งอันใดขอรับ?”

            “เจ้าหนู... บอกฉันมาหน่อย....” น้ำเสียงขาดๆ หายๆ“มีสมบัติเก่าแก่ระดับจินตันประมูลด้วยไหม?”

            “ไม่มีครับ... กระผม กระผมมิกล้าเอ่ยถามธุระของเหล่าท่านอาวุโส...”

            เงียบลงไปพักใหญ่ เสียงฝาโลงจึงปิดลง เสียงคล้ายผีร้ายดังขึ้น “เหอะๆ ...ดูเหมือนฉันต้องแย่งของๆ ฉันมา...”

            ...

            “หยางอวี้! หยางอวี้!” ด้านใน เมาปาเอ้อวิ่งเข้ามาใบหน้าสุนัขของเขาตกใจจนบิดเบี้ยว “สิบสองคน... จินตันเจินเหรินทั้งหมดสิบสองคน!ไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดเฒ่าอีกสองคนโผล่มาจากไหน! ทำยังไงดี! ทำยังไง!”

            สวีหยางอี้ เมาปาเอ้อ หลี่จงหยวนเดินอยู่บนระเบียงไม้โบราณ ที่หูของแต่ละคนมีชุดหูฟังอุดอยู่สีหน้าของสวีหยางอี้เรียบนิ่งไม่สั่นคลอน เขาพยักหน้าอย่างลุ่มลึกและก้าวเดินต่อไป

            “หยางอวี้ นายได้ยินที่ฉันพูดไหม!” เมาปาเอ้อทนไม่ไหวเพราะนั่นมันจินตันเจินเหรินเชียวนะ แล้ววันนี้ก็มาตั้งสิบสองคน!

            “นายไม่ลนลานหน่อยเหรอ? !” เขายืนสองขาพูด“เหลืออีกแค่ห้านาที! อีกแค่ห้านาทีก็จะเริ่มแล้ว! นาย...”

            “ฉันก็ลนลานเหมือนกัน” สวีหยางอี้หรี่ตามองและหันไปมองที่สุดระเบียงทางเดินด้วยแววตาที่แน่วแน่กว่าเดิม “แต่ความลนลานมันเป็นประโยชน์ต่อพวกเราเหรอ?”

            เมาปาเอ้อเป็นใบ้ไปเลย

            “ท้ายที่สุดต้องอาศัยความกล้า จินตันเจินเหรินสิบสองคน...ต่างอะไรกับสิบคน?”

            เมาปาเอ้ออ้าปากพะงาบๆ ไร้คำพูด

            “เอาไว้วันที่ฉันบรรลุขั้นจินตันได้ เดี๋ยวก็มีเจินเหรินคนที่สิบสามแล้ว”เสียงรองเท้าของสวีหยางอี้ดังขึ้นต่อ เขาเอ่ยเสียงเรียบสีหน้าไม่ไหวติง“ในเมื่อฉันมายืนอยู่ตรงจุดนี้แล้ว ทั้งหมดที่นี่ต้องดำเนินต่อไป”

            “ไม่ว่าจะมากันกี่คน ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับใครนี่เป็นลิขิตของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของฉันเป็นเส้นทางเติบโตของสวีหยางอี้อย่างฉัน”

            ทั้งสามเดินมาถึงสุดระเบียงทางเดิน สวีหยางอี้เอามือเปิดผ้าม่านสีแดงด้านหน้าอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

            “พรึบ!” ด้านหลังผ้าม่าน พลังกดดันวิญญาณอันท่วมท้นมหาศาลโหมกระหน่ำ!ทำเอาผมเผ้าและเสื้อผ้าของเขาชะลู่ไปด้านหลัง!

            นี่เป็น... ภาพแห่งความฝันอย่างแท้จริง!

            ที่แห่งนี้กว้างใหญ่ยิ่งนัก ไม่รู้ขนาดที่แน่ชัดแต่เขากล้าพูดเลยว่าลานโล่งกว้างตามเมืองนครบาลใหญ่ๆ ก็ไม่อาจเทียบเท่าที่แห่งนี้!

            ด้านนอกประตูกับด้านในประตูประหนึ่งเป็นโลกสองใบที่แยกออกจากกัน

            มองจากด้านนอกดูเหมือนโรงละครโบราณแฝงกลิ่นอายวัฒนธรรมจีนบนเพดานมีมังกรทองสิบสองตัวยาวหลายสิบเมตรขดตัวลอยอยู่กลางอากาศโดยบนตัวของพวกมันมีศาลาขนาดเล็กงดงามวิจิตรตามสถาปัตยกรรมแบบจีน คล้ายวิมานกลางเมฆสิบสองหลังช่างงดงามจนทุกคนไม่อาจละสายตา

            และบริเวณประตูศาลาผู้อารักษ์ขาประตูทุกบานล้วนเป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับปลาย!

            ศาลาทั้งสิบสองหลังแห่งนี้เป็นที่ประทับของจินตันเจินเหรินทั้งสิบสองคนในวันนี้!

            เบื้องล่าง คือที่นั่งหลายสิบที่นั่งโดยมีแขกเข้าประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว จำนวนแขกมีไม่มากแต่ทุกคนล้วนมาจากตระกูลผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของประเทศ

            หัวใจของสวีหยางอี้หยุดเต้นเป็นหนึ่งห้วงจังหวะ

            เหตุผลไร้ใดอื่น เพราะขณะที่เขาเพิ่งออกมาจากหลังผ้าม่านได้ไม่นานยังไม่ทันเดินไปที่กลางเวทีมวลพลังจิตอันดุดันรุนแรงทั้งสิบสองมวลก็พุ่งข้ามระยะทางหลายร้อยเมตรเพ่งจับจ้องบนตัวเขาทันทีคล้ายกระบี่คมพุ่งแทงแหวกหมู่เมฆลงมาจากฟากฟ้าก็ไม่ปาน!

            แต่หนึ่งในนั้นกลับเจือจิตสังหารอันรุนแรง แม้เบาบาง แต่ก็คร่าชีวิตได้

            มาจากฝู่หยุนเจินเหริน... สวีหยางอี้หลับตาลงสะกดความครั่นคร้ามในใจที่คล้ายถูกสัตว์ร้ายในตำนานจับจ้องเหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผาก สูดลมหายใจลงปอดลึกๆ เฮือกใหญ่ ครั้นลืมตาขึ้นสายตาก็มองเห็นเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

            ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เลือกแล้ว ตัดสินใจแล้ว เกิดขึ้นแล้วยังมีอะไรต้องกลัวอีก!

            เขาเชิดหน้าระบายยิ้มเดินออกไปประหนึ่งว่าตัวฉันคือผู้ยิ่งใหญ่ห้าวหาญแห่งยุคสมัย

            “หง่าง...” ณ เวลานี้ เสียงระฆังดังกังวานทั่วทั้งงาน ทุกสรรพเสียงพลันเงียบสงบลงดั่งต้องมนตร์สะกด

            บรรยากาศทั่วทั้งงานเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งเวทมนตร์ทันทีควันบางสีฟ้าอ่อนคล้ายเมฆคล้ายหมอกเคล้าระคนกลิ่นหอมเจือจางอันเป็นเอกลักษณ์ยากจะลืมลอยคลุ้งขึ้นในอากาศสายลมเฉื่อยพัดโชยหอบลมหอมกระทบจมูก

            “ตราเวทเมฆาเซียนศักดิ์สิทธิ์...” ดวงตาหญิงชราคนหนึ่งไหวกระเพื่อม“งานใหญ่ของผู้ฝึกตนต่างจากมนุษย์ธรรมดาอย่างสิ้นเชิง ผลลัพธ์ที่ผู้ฝึกตนต้องการมนุษย์ธรรมดาไม่อาจหยั่งถึง ตราเวทเมฆาเซียนศักดิ์สิทธิ์นี้ แม้ไม่มีฤทธิ์ใดอื่นทว่าช่วยสร้างบรรยากาศให้ตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งเซียนได้อย่างน่าประทับใจ ครั้งนี้โรงประมูลสินค้าจินโต้วคงลงทุนไปเป็นเม็ดเงินมหาศาลแน่นอน...”

            ดวงแสงเล็กหรี่สีเขียวเรืองรองคล้ายไฟหิ่งห้อยล่องลอยประกายแสงระยิบระยับท่ามกลางหมอกบางเปลี่ยนบรรยากาศในงานกลายเป็นทุ่งหญ้าโล่งกว้างในยามรัตติกาลชวนให้ลุ่มหลงดื่มด่ำ

            หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หมอกบางพลันสลายเงาร่างอ้วนท้วมร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางเวลที เขาประสานมือทำความเคารพแขกเหรื่อพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส“ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานประมูลสินค้าอันทรงเกียรติแห่งยุคสมัยขอรับกระผมฉีจงข่าย ผู้นำสูงสุดแห่งโรงประมูลสินค้าจินโต้ว “

            จากนั้นก็โค้งคำนับลงลึก “ก่อนอื่นผู้น้อยต้องขอคำนับท่านอาวุโสผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกผู้ฝึกตน”

            ไม่มีเสียงตอบกลับ ทุกสายตามองไปยังศาลากลางอากาศ

            มีศาลาหลังหนึ่งแลดูยิ่งใหญ่อลังการกว่าหลังอื่นโดยเฉพาะตัวหนังสือที่เขียนว่า ‘เทียน(นภา)’ อยู่บนบานประตูก็มากพอที่จะตรึงสายตาทุกคนให้หยุดนิ่ง

            เทียนฉายเจินเหริน ตบะกึ่งขั้นหยวนอิง

            “ตามสบาย” เสียงเรียบนิ่งดังขึ้นกลางอากาศ และไม่มีพูดคำใดอื่นดังขึ้นต่อ

            ฉีจงข่ายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก พูดขึ้น “ทุกท่านครับ...ผ่านมาเกือบสองร้อยปี ที่มีสุดยอดศาสตร์หลอมโอสถโบราณก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในงานประมูลสินค้าวันนี้ ใช้หน่วยหินวิญญาณระดับกลางเป็นหน่วยประมูลพื้นฐานนอกจากนี้ สามารถใช้สมบัติล้ำค่าอื่นแทนได้โดยกระผมจะเป็นผู้ประเมินอัตรามูลค่าแลกเปลี่ยนด้วยตัวเอง...”

            “เจ้าหนู...” เสียงเยือกเย็นเสียงหนึ่งดังออกมาจากศาลาหลังหนึ่ง“หยุดลีลายืดยาด ฉันมาประมูลสินค้า ไม่มีเวลาฟังคำอธิบาย รีบๆ เริ่มได้แล้ว!”

            “ครับ...เช่นนั้น...” ฉีจงข่ายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามห้วงจากนั้นก็เปล่งเสียงดังลั่น “ขอเริ่มงานประมูลสินค้าครั้งใหญ่อย่างเป็นทางการ ณบัดนี้!”


    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] นกชิงเหนี่ยวเป็นนักศักดิ์สิทธิ์ที่คอยรับใช้เจ้าแม่ซีหวังหมู่หรือมารดรแห่งสระหยกโดยจะคอยเอาอาหารและของใช้มาถวาย

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน