ยอดคุณชายอันดับหนึ่ง

    บทที่ 54 แผนของตระกูลคัง

    บทที่ 54 แผนของตระกูลคัง


     

            หลังกลับมาจากเลี้ยงข้าวรุ่นพี่จินเต๋อพวกของหวังเฟิงก็กลับมาที่บ้านพักตากอากาศ พอมาถึงปุ๊บหวังซินก็ขอตัวขึ้นห้องนอนด้วยความรวดเร็วเพราะเพลียจากการประลอง ส่วนหวังเฟิงเองก็ขอตัวขึ้นห้องเพื่อไปฝึกวิชาเช่นกันเพราะในตอนที่อยู่สนามกีฬาเขาถูกบรรยากาศการต่อสู้ปลุกไฟในการฝึกวิชาให้มากขึ้นกว่าเดิม


            นับตั้งแต่หวังเฟิงฝึกสำเร็จถึงขั้นหลอมปราณความคืบหน้าของการฝึกก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า คล้ายกับสายน้ำไหลเอื่อยจนกระทั่งไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะปรากฏสัญญาณของการทะลุขั้น


            ‘คงไม่เกินสามวัน เราน่าจะบรรลุระดับหลอมปราณขั้นกลาง’


            เช้าวันรุ่งขึ้นหวังเฟิงเลิกจากการฝึก พอลงมาจากห้องก็เห็นหวังซินกำลังนั่งดูทีวีอย่างสบายอารมณ์


            “แผลเป็นยังไงบ้าง”หวังเฟิงถามขึ้น


            “หายดีแล้วค่ะพี่ วันนี้ว่างทั้งวันเลยพวกเราจะไปไหนกันดี” หวังซินจ้องตาพี่ชายด้วยสายตาคาดหวัง


            “ทีเรื่องแบบนี้ขยันนัก”หวังเฟิงพูดพลางเดินลงมานั่งเก้าอี้อีกตัวหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง“พี่มีข่าวดีเรื่องหนึ่งจะบอก”


            “ข่าวดีอะไร?” หวังซินรีบขยับตัวเข้ามาใกล้กลัวว่าจะฟังอะไรผิดพลาด


            “ผลการจัดอันดับงานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์ออกมาแล้วนะ”หวังเฟิงยื่นแท็บเล็ตให้ดู ภายในหนึ่งร้อยชื่อ หวังซินอยู่อันดับที่หกสิบห้า


            หวังซินเขยิบตัวหนีทันที“หนูไม่สนใจสักหน่อย”


            หวังเฟิงเห็นท่าทางของน้องสาวก็ชอบใจ“ถ้าเรื่องนี้ดีไม่พอ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะ” เห็นหวังซินยังทำท่าไม่สนใจหวังเฟิงเลยพูดว่า “เป็นเรื่องดีจริง ๆ น้องไม่สนใจเหรอ?”


            “เรื่องอะไร พี่พูดมา ถ้าไม่ดีหนูไม่สนใจพี่แล้ว” หวังซินทำปากย่นพร้อมหาเรื่องเต็มที่


            หวังเฟิงเห็นท่าทางของน้องสาวแล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ“งานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์นั่น เราจะไม่เข้าร่วมแล้ว ดีใจไหม? ยัยจอมขี้เกียจ”


            หวังซินได้ยินก็ตาโตขึ้นทันที“จริงเหรอ?”


            หวังเฟิงพยักหน้ายืนยันแทนคำตอบ


            “ฮ่าๆ นี่สิถึงจะเป็นข่าวดี” หวังซินหัวเรา ปรบมือชอบใจขอถามหน่อยมีใครในโลกนี้ชอบเจ็บตัวบ้าง ถ้ามีคนนั้นต้องเป็นโรคจิตพวกมาโซคิสม์แล้วล่ะ


            กระโดดโลดเต้นอยู่ครู่หนึ่งหวังซินก็คิดขึ้นได้ว่าไม่ถูกต้อง เลยนั่งลงบนโซฟาใหม่แล้วถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกไป “พี่หลอกหนูให้มาเข้าร่วมงานประลอง จู่ ๆ ทำไมถึงไม่ต้องไปแล้วล่ะ”


            “พี่แค่อยากให้เราได้สัมผัสประสบการณ์การประลองเท่านั้นอีกอย่างในรอบหนึ่งร้อยคนมันดึงดูดความสนใจเกินไป ยกเว้นแต่ว่าซินซินของเราจะชอบพี่ก็จะไม่ห้าม”


            หวังซินรีบโบกมือปฏิเสธทันที“ไม่ชอบ หนูไม่ชอบ”


            “พี่ก็คิดไว้แล้วล่ะ ไปเถอะ รีบไปอาบน้ำแต่งตัวอีกหนึ่งชั่วโมงเราจะออกไปข้างนอกกัน”


            “ไปช็อปปิ้ง?” หวังซินถามพร้อมแววตาที่เป็นประกาย


            “ช็อปปิ้ง ก็ช็อปปิ้ง” หวังเฟิงไม่เข้าใจจริง ๆทำไมพลังการจับจ่ายของผู้หญิงถึงมหาศาลขนาดนี้


            หลังจากพาหวังซินช็อปปิ้งไปหนึ่งรอบหวังเฟิงก็วางแผนว่าช่วงกลางคืนจะเดินทางกลับบ้านเลยทันที เพราะอยู่ที่นี่ต่อก็ไม่รู้จะทำอะไรดีไม่ดีเดี๋ยวจะได้ไปช็อปปิ้งเป็นเพื่อนน้องสาวอีก ไม่สู้เอาเวลาแบบนี้ไปฝึกยังดีเสียกว่า


            เพราะด้วยความที่เป็นเที่ยวบินส่วนตัวการดำเนินการขอขึ้นลงของเครื่องบินจึงเป็นเรื่องง่าย ส่วนพวกกัปตันและพนักงานต้อนรับบนเครื่อง ต่างก็มีหน้าที่เตรียมพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว พอถึงเวลาก่อนยี่สิบนาทีที่เครื่องจะออกหวังเฟิง หวังซิน พร้อมผู้ติดตามอย่างเฉียวคุน และเฉียวลี่ก็มาอยู่บนเครื่องบินเรียบร้อย


            “ยินดีต้อนรับค่ะนายน้อย คุณหนู”


            พนักงานต้อนรับยังคงเป็นคนเดิมแต่หวังเฟิงสังเกตได้ว่าวันนี้เธอออกจะหน้าซีดเซียวไปสักหน่อย แต่ในเมื่อเธอยังมาทำงานได้คาดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก


            เครื่องบินส่วนตัวของหัวหน้าตระกูลหวังลำนี้ด้านในมีการตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่มีระดับ วัสดุหลักส่วนใหญ่คือไทเทเนี่ยมออกแบบรวมกับไฟเบอร์กลาส แล้วหุ้มด้วยหนังแกะอีกชั้นหนึ่งมีที่นั่งทั้งหมดหกที่นั่งไม่นับรวมส่วนของพนักงานต้อนรับบนเรือ แค่ค่าตกแต่งนี้ก็ใช้เงินไปกว่าสองร้อยล้านแล้ว


            พวกของหวังเฟิงนั่งได้ไม่นานกัปตันก็ประกาศว่าให้ทุกคนเตรียมความพร้อมให้เรียบร้อยเพราะกำลังจะเอาเครื่องบินขึ้น


            “นายน้อยคุณหนู รับเครื่องดื่มอะไรไหมคะ” พอเครื่องไต่ระดับการบินจนคงที่แล้วพนักงานต้อนรับสาวสวยก็ออกมาบริการทันที


            “ขอเป็นชาแล้วกันครับ”


            “น้ำส้มค่ะ”


            พอรู้ความต้องการของเจ้านายน้อยทั้งสองคนพนักงานต้อนรับก็เดินออกไปเตรียมเครื่องดื่มทันที จากนั้นเพียงไม่กี่นาที ทั้งชาและน้ำส้มก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว


            “ตามสบายนะคะนายน้อยคุณหนู ต้องการอะไรเพิ่มเติมเรียกดิฉันได้เลยนะคะ”


            หวังเฟิงพยักหน้าตอบรับพลางยกชาขึ้นมาจิบ ในช่วงเวลาที่น้ำชากลั้วอยู่ในปากนั้นหวังเฟิงก็รับรู้ถึงความผิดปกติได้ในทันที ‘ชามีพิษ!’


            นี่เป็นพิษที่ร้ายกาจชนิดหนึ่งไร้สี ไร้กลิ่น ไร้รส โชคดีที่หวังเฟิงรู้ตัวได้เร็วจึงรีบใช้พลังลมปราณภายในร่างผนึกชาไว้พร้อมกับค่อย ๆ ขับพิษออกจากร่างกายผ่านทางรูขุมขน


            “ซินซิน”หวังเฟิงร้องลั่น พอหันไปก็เห็นหน้าของน้องสาวยับย่น ดูพยายามฝืนทนความเจ็บปวดอยู่หวังเฟิงไม่รอช้าล้วงเข็มในอกเสื้อแฝงพลังลมปราณลงไป วาดมือขวาวูบหนึ่งเข็มสามเล่มพุ่งออกไปยังสามทิศทางที่แตกต่างกัน เข็มเล่มแรกปักลงบนตำแหน่งเหน่ยกวนเข็มที่สองปักลงบนตำแหน่งเล่ยเชวี่ย และเข็มเล็มสุดท้ายปักลงบนตำแหน่งซูซานหลี่


            “เฉียวลี่ไปลากตัวพนักงานต้อนรับคนนั้นมาเฉียวคุนช่วยฉันประคองซินซินลง”


            พอประคองหวังซินลงแล้วหวังเฟิงก็รีบย้ายตัวเองไปนั่งที่ด้านหลัง ประกบฝ่ามือด้วยกันหนึ่งครั้งจากนั้นก็ทางมือขวาลงบนแผ่นหลังของหวังซิน ลมปราณบริสุทธิ์ที่ไม่มีไอเย็นจากเคล็ดวิชาเกล็ดลมปราณน้ำแข็งค้างค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในร่างของหวังซิน พุ่งชำแรกผ่านเส้นสายลมปราณ เส้นเลือดแล้วจึงไปห่อหุ้มน้ำส้มผสมยาพิษเอาไว้ จากนั้นค่อยขับออกไปทางเข็มทั้งสามเล่มที่ปักอยู่บนร่างของหวังซิน


            ‘ซินซิน น้องจะต้องไม่เป็นอะไร!’ หวังเฟิงสาบานกับตนเองในใจ