Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 50 ความทรงจำที่ลืมเลือน

    ความทรงจำที่ลืมเลือน

     

                งานเลี้ยงฉลองที่แสนเร่าร้อนจบลงในเวลาอันสั้นเนื่องจากทุกคนเหนื่อยล้ากันมามากแล้วทำให้ไม่มีแรงเหลือพอที่จะรองรับความต้องการที่มากล้นของกัสได้

                ท้ายที่สุดทุกคนก็หลับไปในสภาพเปลือยเปล่าบนเตียงนอนที่แสนอบอุ่น

                กัสนอนอยู่เตียงเดียวกับน้องสาวทั้งสองส่วนอิจิโกะกับน้องก็นอนอยู่ที่เตียงของพวกเธอด้วยความสุขสมและอิ่มเอมกับรสชาติของกามอารมณ์

                เมื่อเช้าวันใหม่มาถึงทุกคนก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นแจ่มใสความรู้สึกอิ่มเอมมีพลังทำให้ทุกคนต้องมองดูเตียงนอนหลังใหม่ด้วยความชอบใจอย่างเสียไม่ได้

                จากนั้นก็พากันไปแต่งตัวโดยมีกัสที่ตื่นขึ้นมาตอนไหนก็ไม่ทราบเฝ้ามองอยู่เงียบๆจนทำให้เด็กสาวใบหน้าแดงระเรื่อไปหมด

                ถึงแม้กัสจะเฝ้ามองการแต่งตัวของเหล่าเด็กสาวจนเกิดความร้อนรุ่มอยู่บ้างทว่าเขาก็ไม่ได้คิดที่จะปลดเปลื้องความต้องการนี้แต่อย่างใดเพราะทุกคนมีงานรออยู่และเขาเองก็ไม่อาจทำให้เด็กสาวเหล่านี้เสียเวลาอันมีค่าไปเพราะความต้องการส่วนตัวของเขาได้

                โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ต้องทำงานหนักเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่แขกคนสำคัญจะมาถึง

                กัสเก็บซ่อนความต้องการของตัวเองไว้อย่างยากลำบากพลางแต่งตัวโดยมีน้องสาวคนเล็กเป็นผู้ช่วยจากนั้นก็ออกไปกินอาหารเช้าร่วมกันแล้วแยกย้ายไปทำงานอย่างรวดเร็ว

                ช่วงเช้าของวันนี้ทุกคนยุ่งมากทีเดียวทำให้ไม่มีเวลาสำหรับการพูดคุยอย่างสนุกสนานมากนักแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นสีหน้าของเด็กสาวทุกคนก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเพราะถึงจะยุ่งแต่มันก็เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข

                เมื่อทุกคนคิดถึงผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวและจำนวนDP ที่จะได้จากมันก็ไม่มีใครเลยที่รู้สึกว่าเหนื่อยยากโดยเฉพาะค่ำคืนที่ผ่านมาพวกเธอได้สัมผัสกับผลไม้ที่หอมหวานจากการใช้จ่ายDP จำนวนมากมาแล้ว

                เตียงนอนหลังใหม่ที่นอนได้สบายมากบ้านหลังใหม่ที่อบอุ่นไหนจะข้าวของเครื่องใช้ชุดใหม่ที่ให้สัมผัสที่ดีกว่าเดิม

                ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มาล้วนมาจากDP จำนวนมากที่จ่ายออกไปคุณภาพชีวิตของพวกเธอจะดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี DP เหลือใช้มากพอเท่านั้นดังนั้นเด็กสาวทุกคนจึงขยันเป็นพิเศษ

                เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่พวกเธอทำงานหนักโดยที่ไม่มีสิ่งใดอยู่ในหัวมาก่อนกับช่วงเวลานี้ที่มีความปรารถนาในความสุขสบายที่มากขึ้นกำลังใจของเด็กสาวเหล่านี้จึงมีมากขึ้นกว่าเดิม

                ผลลัพธ์จากกำลังใจที่มากล้นนี้ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของทุกคนดีขึ้นมากโดยเฉพาะน้องสาวทั้งสองที่ไม่ได้มีความตั้งใจในการทำงานมากขนาดนี้มาก่อน

                งานเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเช้าของวันจึงจบลงอย่างรวดเร็วผลผลิตส่วนที่เหลือถูกเก็บเกี่ยวและแบ่งบางส่วนไปเก็บไว้ในยุ้งฉางเพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารสำหรับพวกเธอ

                ส่วนที่ขายออกไปนั้นก็ยังได้มามากกว่า450 DP เมื่อรวมกับ DP ที่เหลือจากเมื่อวานและรายได้ประจำวันแล้วDP ที่พวกเขาเหลือก็ยังนับว่ามีมาก

                ทว่ามันยังไม่มากพอที่จะเพิ่มระดับของบ้านอีกหลังทำให้กัสต้องหยุดคิดไปชั่วขณะเพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้

                แขกที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้คือปรมาจารย์ผู้รักษาเธอนั้นเป็นคนรู้จักของท่านพ่อที่ยอมมาด้วยก็เพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อของเขากับปรมาจารย์ผู้รักษาคนนี้ไม่เช่นนั้นแล้วด้วยค่าความดีความชอบเพียงน้อยนิดที่จ่ายออกไปเขาไม่มีทางที่จะร้องขอให้ปรมาจารย์ผู้รักษามาหาเขาได้เลยจริงๆ

                ด้วยเหตุนี้กัสจึงรู้สึกเกร็งเป็นพิเศษและรู้สึกว่าบ้านหลังที่สองนี้มีคุณภาพไม่เพียงพอต่อการรับรองปรมาจารย์ผู้รักษา

                ทว่าเขาก็ไม่อาจหาDP ได้มากไปกว่านี้แล้วเช่นกันจึงทำได้เพียงส่ายหน้าและเปิดหน้าต่างระบบของดันเจี้ยนขึ้นมาตรวจสอบ

                “ดูเหมือนว่าข้าจะทำได้เพียงเท่านี้สินะ”

                กัสถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกเคร่งเครียดในขณะที่ในใจเริ่มคิดหนักว่าเขาควรที่จะย้ายบ้านหลักไปยังบ้านหลังที่สองแทนดีหรือไม่

                แต่ท้ายที่สุดกัสก็ต้องสลัดความคิดนี้ทิ้งไปเพราะการลงทุนในระดับนั้นมันออกจะมากเกินไปบ้างจริงๆ

                “เอาแบบนี้ก็แล้วกัน..”

                พูดจบกัสก็เปิดหน้าต่างระบบของดันเจี้ยนขึ้นมาอีกครั้งแล้วเขาไปยังสิ่งก่อสร้างภายในดินแดนแล้วเลือกไปยังบ้านหลังที่สองก่อนจะเข้าสู่หมวดการตกแต่งภายใน

                ปลายนิ้วของกัสลากไปมาอยู่ชั่วครู่เขาก็กดยืนยันการเพิ่มระดับของเตียงนอนสองหลังที่ซื้อมาเพิ่มให้มีคุณภาพดีขึ้นซึ่งต้องจ่ายไปถึง200 DP สำหรับเตียงนอนสองหลัง จากนั้นเพิ่มเตาพิงเข้าไปซึ่งต้องจ่ายเพิ่มอีก 100 DP

                ‘ยังไม่น่าจะพอ..เมื่อพูดถึงผู้รักษาแล้วบางทีอาจจะต้องใช้พื้นที่สำหรับทำงานบ้าง’

                คิดแล้วกัสก็ลากนิ้วไปมาอีกแล้วจัดการซื้อโต๊ะทำงานอย่างดีที่มีขนาดใหญ่พอสมควรมาในราคา250 DP ตามมาด้วยชุดโต๊ะเก้าอี้ที่จ่ายออกไปอีกเล็กน้อยซึ่งเกือบจะทำให้DP ของเขาหมดสิ้นลงเลยทีเดียว

                “คงได้เท่านี้ละนะ..หวังว่าสหายของท่านพ่อจะไม่ใช่คนที่ใจร้ายนักนะไม่เช่นนั้นคงจะผิดต่อท่านพ่อมากเลย”

                อีกฝ่ายคือสหายของพ่อที่มาเพราะคำขอของพ่อซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าเบื้องหลังของการช่วยเหลือนี้มีสิ่งใดซ่อนอยู่หรือไม่แต่เขายินดีเชื่อว่ามีมากกว่าไม่มีเพราะไม่เช่นนั้นแล้วด้วยค่าความดีความชอบเพียง20 หน่วยนี้จะสามารถร้องขอให้ปรมาจารย์ผู้รักษามาช่วยได้ยังไงกัน

                ตลอดทั้งวันนั้นกัสเดินไปมาในดินแดนแทบไม่ได้หยุดสีหน้าของเขาเคร่งขรึมอยู่ไม่น้อยเขามีทั้งความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับแขกคนสำคัญที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้

                ส่วนหนึ่งก็เครียดเพราะวิชาที่ต้องขอให้ทางนั้นช่วยหากเขาสร้างความไม่พอใจให้กับปรมาจารย์ผู้รักษาขึ้นมาแล้วละก็ เขาก็ไม่รู้เลยจริงๆว่าเธอนั้นจะยอมช่วยเขาพัฒนาวิชาให้สมบูรณ์หรือไม่

                ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งรู้สึกว่าเขายังเตรียมตัวไม่ดีพอพอคิดแบบนี้มากๆ เข้ามันก็ชวนให้เครียดจนแสดงออกทางสีหน้าโดยไม่รู้ตัว

                “พี่กัส!! พี่จะทำอะไรกันแน่หนูเดินจนเหนื่อยแล้วนะ!!”

                ในขณะที่คิดจนหัวแทบแตกอยู่นั้น เสียงตะโกนของน้องสาวคนเล็กก็ดังขึ้นทำให้กัสได้สติและหันกลับไปมองด้านหลังด้วยความแปลกใจ

                “ยัยตัวเล็ก..เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันแล้วเจ้าจะเดินตามข้ามาทำไม”

                หลังจากหันไปมองกัสก็ต้องตกใจเพราะเขาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าน้องสาวของเขาเดินตามหลังเขามาตลอดพอรู้สึกตัวอีกทีเขาก็มองไปรอบๆจนตระหนักว่าตัวเขากำลังเดินอยู่ในป่าไผ่และน้องสาวคนเล็กของเขาก็มีตะกร้าอยู่ข้างหลังซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่าเธอนั้นกำลังทำงานของเธออยู่

                คำถามของกัสนั้นทำเอาน้องสาวคนเล็กต้องหน้าบูดเธอมุ่ยปากด้วยความไม่พอใจราวกับกำลังจะประท้วงว่าเธอไม่ได้อยากเดินตามสักหน่อยแต่เขาต่างหากที่ไม่ยอมหันกลับมามองเธอทั้งที่เธอส่งเสียงเรียกตั้งหลายครั้ง

                แต่ถึงจะหงุดหงิดและไม่พอใจบ้างก็ตามแต่เด็กสาวก็สังเกตเห็นท่าทีที่เคร่งเครียดของพี่ชายเธอเลยไม่ได้พูดอะไรออกมานอกจากถามคำถามเดิมๆ ที่เธอถามมาหลายครั้งแล้วแต่กัสไม่ได้ยิน

                “พี่เป็นอะไรไปอะ ทำไมทำหน้าเครียดๆ แบบนั้นมีปัญหาอะไรหรอ”

                “หน้าเครียดๆ..ข้านะหรือ”

                กัสลูบใบหน้าของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจพลางคิดอยู่ในใจว่าเขาคงจะคิดมากเกินไปจนเผลอแสดงออกมาทางสีหน้า

                ยิ่งหันไปมองน้องสาวด้วยแล้วเขาก็ยิ่งมั่นใจว่ามันคงจะเป็นแบบนั้นจริงๆโดยเฉพาะสายตาที่มองมาด้วยความเป็นห่วงของเฮ

                คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจเพราะรู้แล้วว่าเขาคงปิดบังอะไรเธอไม่ได้หากจะบอกปัดก็อาจจะทำให้น้องสาวคิดมากแทนก็ได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกออกไป

                “ข้ากำลังคิดถึงการต้อนรับปรมาจารย์ผู้รักษาอยู่นะปรมาจารย์ท่านนี้เป็นสหายของท่านพ่อข้ากลัวว่าจะต้อนรับได้ไม่ดีแล้วจะเสียไปถึงท่านพ่อก็เลย..”

                พูดแล้วกัสก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะสังเกตเห็นสีหน้าแปลกๆ ของน้องสาวที่มองมาทางเขาด้วยท่าทีแปลกๆ

                “พี่เครียดเรื่องนี้เนี่ยนะ!! พี่จะไปเครียดทำไมกันอะปรมาจารย์ผู้รักษา..ไม่ใช่ว่านั่นคือท่านน้าซีต้าหรอกหรอนั่นนะญาติพวกเราเองนะพี่เองก็เคยเจอไม่ใช่หรอท่านน้าจะใจดีจะตายไม่มีทางโกรธเพราะพวกเราต้อนรับไม่ดีหรอก”

                คำพูดนี้ทำเอากัสถึงกับตาโตเลยทีเดียว ในใจของเขาทบทวนคำว่า ‘ท่านน้าซีต้า’ อยู่ในหัววนไปวนมาไม่มีหยุดก่อนที่ภาพหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำจะปรากฏขึ้นมา

                ใบหน้าของหญิงสาวที่งดงามและมาดมั่นเรือนร่างที่อวบอิ่มเต็มสาว ไปจนถึงรอยยิ้มที่อ่อนหวานน่าสัมผัส

                เพียงแค่คิดกัสก็อึ้งไปเพราะเขาจำได้แล้วจริงๆว่าท่านน้าซีต้านั้นเป็นยังไง

                คิดถึงจุดนี้เขาก็แทบจะหมดแรงก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างอ่อนแรงด้วยความรู้สึกเหมือนเครียดจนเสียเปล่า

                ‘นี่ข้ามัวแต่คิดอะไรอยู่เนี่ย!! ที่แท้เป็นท่านน้าเองหรอกหรอ!!’

                ปฏิกิริยาตอบสนองของกัสนั้นทำให้น้องสาวคนเล็กหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะนานๆทีเธอถึงจะได้เห็นท่าทีตลกๆ แบบนี้จากพี่ชาย

                “อะไรกัน พี่ลืมไปแล้วจริงๆ หรอครั้งสุดท้ายที่พวกเราเจอกับท่านน้าก็เมื่อปีก่อนเองนะตอนนั้นท่านก็อยู่ด้วยไม่ใช่หรอทำไมลืมง่ายจัง”

                คำพูดนี้ทำเอากัสหมดสิ้นคำพูดไปทันที หนึ่งปีก่อนของน้องสาวคนเล็กนั้นสำหรับกัสมันไม่ต่างอะไรจากเมื่อหลายร้อยปีก่อนเลยสักนิดเพราะตอนที่เขาย้อนเวลากลับมามันก็แค่ครึ่งปีเท่านั้น

                กัสกุมขมับด้วยความรู้สึกอยากจะบ้าก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจพลางนึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับท่านน้าซีต้าและก็นึกถึงใบหน้าของเด็กสาวขี้อายอีกคนหนึ่งที่มักจะปรากฏขึ้นพร้อมกับท่านน้าซีต้าได้

                ‘เด็กคนนั้น..ชื่ออะไรนะ’

                แม้จะลืมเลือนไปจนเกือบหมดแล้วแต่ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าที่ขี้อายและดวงตาที่กลมโตสวยงามคู่นั้นได้กัสก็อดคิดไม่ได้ว่าเด็กสาวคนนั้นเป็นใคร

                “นี่ยัยตัวเล็ก..ท่านน้ามีลูกศิษย์อยู่ด้วยใช่ไหมเธอคนนั้นชื่ออะไรนะ”

                เพราะว่ากัสเอาแต่คิดถึงภาพใบหน้าของเด็กสาวในความทรงจำเขาเลยไม่ทันได้มองดูสีหน้าของน้องสาวจึงไม่รู้ว่าเธอนั้นแสดงปฏิกิริยาแบบไหนออกมา

                น้องสาวคนเล็กที่ถูกถามในเรื่องที่ไม่คิดว่าจะถูกถามที่สุดนี้ทำเอาเธอถึงกับอ้าปากค้างไปเลยทีเดียวดวงตาเองก็เบิกกว้าง คล้ายกับตกตะลึงเป็นอย่างมากจนเธอต้องมองดูพี่ชายของเธอใหม่อีกหลายครั้งเพื่อดูให้แน่ใจว่าพี่ชายของเธอปกติหรือไม่

                “พี่กัสจำไม่ได้จริงๆ หรอนั่นนะ..นั่นนะคู่หมั้นของพี่เลยนะ พี่ลืมแบบนี้มิซ่าเสียใจแย่เลย”

                คำตอบนี้ทำเอากัสอึ้งไปอีกรอบ ครั้งนี้เขาจำได้ขึ้นมาจริงๆและตกใจจนหน้าซีดไปเลยทีเดียวเพราะว่าเขานั้นได้ลืมเธอไปจริงๆอย่างที่น้องสาวของเขาบอก

                ‘มิซ่างั้นหรือ..เด็กคนนั้น คู่หมั้นของข้า..’

                กัสนิ่งอึ้งไปนานเลยทีเดียว หัวสมองของเขาปรากฏภาพในอดีตที่ยาวไกลขึ้นมาภาพของเด็กสาวที่หน้าแดงก่ำทุกครั้งที่พบเจอกับเขาและชอบที่จะหลบอยู่ด้านหลังของท่านน้าซีต้า

                ภาพของท่านน้าซีต้าที่ยิ้มอย่างมีความหมายในตอนที่มองดูสีหน้าของเขากับใบหน้าที่แดงก่ำของมิซ่า

                สำหรับน้องสาวของเขาความทรงจำเหล่านั้นคือสิ่งที่ผ่านไปได้ไม่กี่ปีเท่านั้นแต่สำหรับกัสมันคืออดีตที่งดงามที่ถูกความทรงจำที่เลวร้ายกลบฝังลงไป

                การจะขุดความทรงจำในอดีตที่แสนงดงามขึ้นมาได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากไม่มีเบาะแสอะไรสักอย่าง กัสเองก็ตระหนักว่าเขาลืมไปมากจริงๆซึ่งไม่เพียงแค่คู่หมั้นของเขาเท่านั้นแม้กระทั่งลูกพี่ลูกน้องที่รู้จักก็เหมือนจะลืมไปหมดแล้วอีกด้วย

                ยิ่งคิดกัสก็ยิ่งแตกตื่นเมื่อตระหนักว่าแม้กระทั่งพี่น้องของเขา ตัวเขาก็ไม่สามารถจดจำพวกเธอได้ทุกคนนอกจากพี่ชายใหญ่และพี่รองแล้ว เขาก็แทบจะจำหน้าพี่สาวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

                เมื่อเห็นสภาพของพี่ชายที่หน้าซีดไปนั้นน้องสาวคนเล็กก็เริ่มใจเสียเพราะกลัวว่าคำพูดของเธอนั้นจะไปทำร้ายจิตใจของพี่ชายเข้า

                ใบหน้าของเด็กสาวเริ่มดูไม่ดีแล้วดวงตาเองก็มีน้ำตาคลอหน่วยใกล้จะร้องไห้เต็มที่

                “พี่กัส..พี่เป็นอะไรไปอะ อย่าทำแบบนี้สิหนูกลัวนะ..”

                ท่าทีที่น่าสงสารนี้ทำให้กัสได้สติกลับคืนมา เขายิ้มฝืนๆก่อนยื่นมือออกไปลูบหัวของน้องสาวด้วยความเอ็นดู

                “ไม่มีอะไร ไม่เป็นไร ข้าแค่ตกใจมากไปหน่อยที่ข้าลืมเรื่องสำคัญนี้ไปเสียได้..บางทีอาจจะเป็นอาการตกใจจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ได้แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วละ ข้าจะได้แล้ว ไม่ต้องกลัวๆ”

                กัสเสียเวลาปลอบใจน้องสาวอยู่ชั่วครู่จนกระทั่งเด็กสาวกลับมายิ้มแย้มได้เหมือนเก่าเขาก็โล่งใจจากนั้นจึงกลับไปทำในสิ่งที่ควรจะทำตามเดิม

                เมื่อรู้ว่าปรมาจารย์ผู้รักษาเป็นญาติสนิทของตัวเองแบบนี้กัสก็โล่งใจมากยิ่งขึ้นเพราะเขาไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะต้อนรับได้ไม่ดีพออีกแล้ว

                ในเมื่อเป็นญาติสนิทที่รู้จักกันดีย่อมไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวจนเกินไปต่อให้ถูกดุก็คงไม่เสียไปถึงท่านพ่อของเขาหรืออย่างน้อยอีกฝ่ายก็น่าจะให้ความเมตตาต่อตัวเขาและน้องๆบ้างที่ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ในดันเจี้ยนแบบนี้

                เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ที่เป็นดังญาติสนิทได้กัสก็มองเห็นแนวทางที่ถูกต้องแล้วแทนที่จะมากลัวว่าต้อนรับไม่ดีพอ สู้ทำให้การต้อนรับนี้กลายเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นและชวนให้สนิทสนมน่าจะดีกว่ามาก

                คิดแล้วกัสก็เดินเข้าไปในยุ้งฉางแล้วมองดูเสบียงอาหารที่มีอยู่จากนั้นจดบันทึกส่วนที่ต้องซื้อเพิ่มแล้วนำDP ที่เหลืออยู่ออกมาจ่ายเพื่อเติมเต็มเสบียงส่วนที่ขาดจนทำให้เสบียงอาหารภายในยุ้งฉางมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

                หลังจากทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ไปจนหมดกัสก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากความเครียดที่มีอยู่ก่อนหน้านี้กลายเป็นเรื่องตลกไปเลยทีเดียวทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมายาวๆแล้วผ่อนคลายตัวเองอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับเบียร์เย็นๆ แก้วใหญ่

                ‘จะว่าไป..นี่ก็ใกล้จะได้เวลาแล้วสินะ สิ่งก่อสร้างที่จะสร้างต่อจากนี้คงต้องเป็นเจ้านั่นแล้วละนะ’

                คิดแล้วกัสก็ยิ้มกว้างพลางวาดฝันถึงของเหลวสีอำพันที่หอมหวานและรสชาติที่ร้อนแรงของแอลกอฮอล์ที่ถูกหมักบ่มอย่างดี

                แค่คิดกัสก็ต้องเลียริมฝีปากจากนั้นกระดกเบียร์ในแก้วลงไปอีกหลายอึดจนหน้าแดงขึ้นมา

                “แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ดี..จะให้ใครมาทำงานในโรงหมักบ่มดีละจะทำเองดีไหมหรือจะลองหาใครสักคนมาทำงานให้ดี”

                กัสนั่งคิดนอนคิดอยู่นานสองนานก็ยังคิดไม่ออกเหล่าข้ารับใช้ที่อยู่ในตระกูลนั้นหากไม่มีคะแนนความดีความชอบที่มากพอก็อย่าหวังเลยว่าจะจ้างมาได้เพราะนี่เป็นกฎของตระกูล

                ส่วนจะหาคนนอกมาทำงานก็ต้องระวังเรื่องความซื่อสัตย์อีกทำให้ยากที่จะไว้ใจได้หากจะให้มาอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ด้วย

                “หรือว่าเราควรจะหาทาสมาสักกลุ่มดีนะ..แบบนั้นอาจจะดีก็ได้”

                เมื่อเทียบกับการรับคนนอกเข้ามาทำงานซึ่งอาจจะมีปัญหาด้านความซื่อสัตย์แล้วการซื้อทาสอาจจะง่ายกว่าแต่มันก็มีปัญหาอยู่ไม่น้อยเช่นกันเพราะทาสในปัจจุบันนั้นส่วนมากจะกลายเป็นทาสเพราะสาเหตุที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

                ในปัจจุบันนี้คนที่กลายเป็นทาสส่วนใหญ่จะกลายเป็นทาสเพราะกระทำความผิดบางอย่างเสียมากกว่า

                หากไม่ใช่คนที่ฝ่าฝืนกฎของเมืองทำความผิดร้ายแรงฆาตกรที่มีชื่อ ไปจนถึงการทรยศหักหลังส่วนมากจะไม่ถูกทำให้กลายเป็นทาสซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ทาสส่วนใหญ่กลายเป็นทาสเพราะความยากจนหรือไม่ก็เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นทาส

                สังคมในปัจจุบันเจริญรุ่งเรืองกว่าเมื่อพันปีก่อนมากโดยเฉพาะการปรากฏขึ้นของดันเจี้ยนที่ทำให้จำนวนของทาสลดน้อยลงไปทุกขณะ

                หากไม่ใช่การลดลงเพราะถูกส่งเข้าไปตายในดันเจี้ยนก็เกิดจากการปลดปล่อยตัวเองด้วยค่าตอบแทนที่ได้รับมาในดันเจี้ยน

                ด้วยเหตุนี้แม้ว่ากัสจะมองว่าการใช้งานทาสเป็นวิธีที่ดีแต่ก็ยากที่จะหาทาสดีๆ ที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงดู

                “ทาสก็ไม่เลว..แต่ว่าเงินเองก็เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันแฮะ”

                คิดถึงจุดนี้กัสก็ทำได้เพียงส่ายหน้าด้วยความผิดหวังแผนการนี้พอจะเป็นไปได้ แต่คงทำไม่ได้ในเร็วๆ นี่อย่างแน่นอน

                ก่อนหน้านี้เขาฝืนตัวเองเจียดDP ไปซื้อผักวิเศษเพื่อส่งมอบให้กับตระกูลไปแล้วส่วนหนึ่งหากจะทำแบบนั้นอีกมันจะทำให้การเจริญเติบโตของดินแดนต้องมีปัญหาซึ่งกัสไม่สามารถทำแบบนั้นได้จริงๆ

                “เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ส่วนโรงหมักบ่ม..ข้าคงต้องทำเองซะแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน