ทันทีที่ซุนเฟยเปลี่ยนเป็น ‘โหมดพาลาดิน’ ใต้เท้าของเขาก็เกิดแสงสว่างสีทองกระจายออกมา
พลังนี้แฝงไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความเห็นอกเห็นใจทันใดนั้น ราวกับหิมะโดนแสงแดดละลายจนกลายเป็นไอ ทันทีที่ซุนเฟยใช้ทักษะ ‘ภาวนา’ ของพาลาดินลำแสงสีทองก็สว่างเจิดจ้าไปทั่วห้องโถงใต้ดินลำแสงนี้กลบแสงสว่างจากกองภูเขาสมบัติด้านหน้าจนมิด ด้วยพลังแห่งการชำระล้างนี้บรรยากาศที่เย็นยะเยือกก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอยบรรยากาศในตอนนี้อบอวลไปด้วยความเมตตากรุณา
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วซุนเฟยก็เปลี่ยนกลับมาเป็น ‘โหมดจอมเวท’ อีกครั้ง
กลิ่นอายที่แสนคุ้นเคยที่เชื้อเชิญซุนเฟยก่อนหน้านี้ที่แท้ก็มาจากกองกระดูกสีขาวด้านล่างนี่เอง
ซุนเฟยไม่ลังเลที่จะกระโดดลงไปในหลุมโครงกระดูกนั่น
สำหรับซุนเฟยแล้ว ฉากสยองขวัญตรงหน้าไม่สามารถสะกิดต่อมความกลัวของซุนเฟยได้ในโลก Diabloซุนเฟยเคยเห็นฉากที่เรียกว่านรกบนดินมาแล้วหลายครั้งเมื่อเทียบกันแล้ว ฉากโครงกระดูกซ้อนทับกันดูน่าเอ็นดูกว่าเยอะ
กร๊อบ!
เมื่อร่วงลงสู่พื้น ซุนเฟยก็เหยียบกระดูกบนพื้นจนแตกละเอียด
ดูจากสภาพของโครงกระดูกพวกนี้แล้วพวกเขาน่าจะตายมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบปีจากเนื้อที่เน่าเปื่อยและแห้งกรังบนโครงกระดูกซุนเฟยก็พอจะเดาออกว่าคนพวกนี้ไม่ใช่ยอดฝีมือโครงกระดูกเปราะบางมากและไม่สามารถรักษารูปร่างเดิมของตัวเองไว้ได้เนื่องจากไม่มีลมพัดผ่านเข้ามาในพื้นที่นี่
ซุนเฟยเดินเหยียบกระดูกบนพื้นแตกละเอียดจนกลายเป็นผงสีขาว
“หือ? ที่นี่มีเครื่องมือด้วยหรือ?”
ด้วยแสงสว่างจางๆของบอลไฟ ทำให้ซุนเฟยสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างเข้า
ภายใต้กองกระดูกเหล่านี้ มีเครื่องมือก่อสร้างที่ครบครันทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นพลั่วจอบและอื่นๆ อีกมากมายดูจากเสื้อผ้าและตราโลหะที่หลงเหลืออยู่บนร่างของพวกเขาหลังจากที่เนื้อเน่าเปื่อยไปจนหมดแล้ว ซุนเฟยก็รู้ความเป็นมาของโครงกระดูกพวกนี้ได้ทันทีคาดว่าพวกเขาทั้งหมดอาจเป็นทาสหรือช่างที่ถูกเกณฑ์มาสร้างห้องใต้ดินนี้หลังจากที่สร้างห้องลับใต้ดินนี้เสร็จ พวกเขาก็ถูกฆ่าปิดปากและนำมาโยนทิ้งไว้ที่นี่ทันที
กลุ่มคนที่น่าสงสาร
เมื่อลงมาถึงข้างล่างซุนเฟยยิ่งรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่เชื้อเชิญเขามาที่นี่อย่างชัดเจน
ซุนเฟยหลับตาลงชั่วครู่ไม่ช้า เขาก็พบว่ากลิ่นอายเหล่านั้นมาจากด้านหลังผนังหินของหลุมมืดนี้
ในขณะที่เขากำลังจะเดินไปสังเกตผนังหินใกล้ๆอย่างละเอียด ทันใดนั้นดวงตาก็ชะงักไปครู่หนึ่งเพราะก่อนจะถึงผนังหินประมาณครึ่งเมตร มีรอยเท้าสองข้างปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน
รอยเท้าที่ประทับลึกลงไปประมาณสามสิบเซนติเมตรนี้ดูโดดเด่นมากท่ามกลางโครงกระดูกที่กองอยู่บนพื้นโครงกระดูกที่อยู่รอบๆ รอยเท้านี้ถูกเหยียบจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลายเท้าหันไปทางผนังหินด้านหน้า ซุนเฟยคุกเข่าดูใกล้ๆ อย่างละเอียดก่อนจะมั่นใจว่ารอยเท้านี้น่าจะเกิดจากการเหยียบอยู่ที่เดิมซ้ำๆจนกลายเป็นรอยเท้าขึ้นมา
มันเป็นได้อย่างไร? คนประเภทไหนกันจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่และเดินไปเหยียบที่เดิมซ้ำๆ?
ซุนเฟยครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวไปเหยียบบนรอยเท้าคู่นี้
ติ๊ง...แคร่ก!
ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนสปริงดีดดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหมุนฟันเฟืองดัง‘กึกๆๆๆ’ ซุนเฟยรู้สึกว่าขาตัวเองสั่นเล็กน้อยจากนั้นผนังหินทางด้านหน้าและด้านหลังก็เกิดจุดแสงสีเงินออกมาสี่ห้าจุดก่อนที่มันจะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไม่ช้า บนผนังหินที่หยาบกระด้างก็ปรากฏภาพวาดเส้นโค้งที่งดงามออกมาไม่นานเส้นโค้งพวกนี้ก็ก่อตัวเป็นวงเวทที่มีลักษณะเหมือนประตูหินขึ้นมา
“นี่คือ…”
ไม่รอให้ได้ซุนเฟยแปลกใจวงเวทนี้ก็เริ่มทำงานทันที
กลิ่นอายที่แสนคุ้นเคยยิ่งเด่นชัดขึ้นกว่าเดิมเสียงวิ้งดังขึ้นมาในอากาศเบาๆก่อนที่กลุ่มแสงสว่างสีฟ้ารูปวงรีที่สูงประมาณสองเมตรจะปรากฏขึ้นตรงหน้า
ซุนเฟยตะลึงจนตาค้าง
สำหรับซุนเฟยแล้ว เขาคุ้นเคยกับฉากตรงหน้านี้มาก
ประตูมิติ
มันเหมือนประตูมิติที่เกิดจากการใช้‘ม้วนคัมภีร์กลับเมือง’ ในโลก Diablo เลย
ความผันผวนของเวทมนตร์สี ลักษณะ…ซุนเฟยแน่ใจแทบจะทันทีว่า นี่จะต้องเป็นประตูมิติเวทมนตร์อย่างแน่นอนเพียงแต่เขาไม่รู้ว่า ถ้าก้าวเข้าไปในประตูมิตินี่แล้วจะไปโผล่ที่ไหน?
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกสนใจ
การกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตในครั้งนี้ทีแรกซุนเฟยก็คิดแค่อยากจะแก้แค้นแทนชาวเมืองแซมบอร์ดที่ตายไปเท่านั้น แต่ตอนนี้เรื่องราวได้พัฒนาไปเหนือขอบเขตของความคิดเดิมเขาแล้ว
ซุนเฟยเรียก‘ดาบศักด์สิทธิ์แห่งบูลแคทโตส’ กับ ‘ผู้พิทักษ์แห่งบูลแคทโตส’ ออกมาบนมือ ก่อนจะก้าวเข้าไปในประตูมิตินั่นอย่างไม่ลังเล
วินาทีต่อมาพื้นที่สลัวๆ ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าซุนเฟย
ซุนเฟยมองไปยังพื้นที่รอบๆอย่างระมัดระวัง สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเขาก็ยังคงเป็นโครงกระดูก
แต่มันเป็นโครงกระดูกสีทอง
มันแตกต่างจากโครงกระดูกที่อ่อนแอและเปราะบางของเหล่าช่างฝีมือกับพวกทาสที่ตายไปแล้วในหลุมมืดโครงกระดูกนี้ดูเผินๆ เหมือนถูกสร้างขึ้นมาจากทองคำบริสุทธิ์แสงสีทองอร่ามแยงตาจนไม่อาจมองตรงๆ ได้ โครงกระดูกนี้เตี้ยกว่าคนธรรมดามันสูงประมาณหนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตรเท่านั้น น่าจะสูงเท่าเอวคนโครงกระดูกนี้ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นมือของเขาถือขวานสองคมที่มีเปลวไฟสีแดงลุกโชนอยู่ด้ามหนึ่งท่าทางของเขาดูเหมือนกับกำลังปกป้องอะไรบางอย่าง
……
……
“มารดามันเถอะ!กองกำลังทหารรับจ้างจบสิ้นแล้ว…โชคดีที่บิดาได้เตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ”
ท่ามกลางแสงสว่างจากเปลวเพลิง‘พยัคฆ์ร้าย’ เคฮิลล์ หนึ่งในหกผู้นำของกองกำลังดาบโลหิตมองไปยังเปลวไฟที่กำลังกลืนกินอาคารด้วยสายตาไม่พอใจก่อนจะตัดสินใจพาผู้ติดตามประมาณยี่สิบกว่าคนวิ่งเลียบไปทางฝั่งตะวันตกพร้อมกับทรัพย์สมบัติที่แอบเก็บสะสมไว้
สำนักงานใหญ่ของกองกำลังดาบโลหิตมีขนาดพื้นที่ที่กว้างขวางมากมีกำแพงป้องกันขนาดใหญ่และมีถนนตัดผ่านไปด้านนอกอยู่สี่ทาง
ไม่ช้า พวกเขาก็เห็นถนนแคบๆสายหนึ่งที่ยาวประมาณยี่สิบเมตรตรงหน้า ใบหน้าของ ‘พยัคฆ์ร้าย’เคฮิลล์ก็แสดงท่าทางโล่งใจออกมา
แค่พวกเขาเดินออกจากถนนเส้นนี้ไปก็สามารถหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย เพราะพวกเขาต่างคุ้นเคยกับลักษณะภูมิประเทศของเมืองหลวงนี้เป็นอย่างดีงูมีเส้นทางของงู หนูมีเส้นทางของหนูอยู่เมืองหลวงมาหลายสิบปีก็ย่อมมีทางหนีทีไล่ไว้อยู่แล้ว พวกเขาทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นว่า ตัวเองสามารถหลบหนีไปจากที่นี่ได้
“ตามมาเร็วๆ…จริงสิเอ็ดดี้ เจ้าจะพาผู้หญิงสองคนนั้นไปด้วยใช่ไหม?”‘พยัคฆ์ร้าย’ เคฮิลล์หันมาถามเสียงเบา
“โธ่หัวหน้า ท่านวางใจเถอะ อย่างไรก็พาไปด้วยอยู่แล้ว”ทหารรับจ้างร่างผอมตอบกลับมาด้วยท่าทางชั่วร้ายพร้อมหัวเราะเบาๆบนไหล่ของเขามีกระสอบขนาดใหญ่ที่กำลังดิ้นไปมาไม่หยุด พร้อมกับส่งเสียงดังอู้อี้ออกมาเบาๆภายใต้แสงจันทร์และแสงสว่างจากทะเลไฟทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในกระสอบนั้นน่าจะมีคนอยู่ข้างในปากของพวกนางน่าจะถูกอะไรบางอย่างอุดไว้ ทำให้ได้ยินเพียงเสียอู้อี้ๆ ดังลอดออกมา
“น่ากลัวจริงๆ! น่ากลัวเกินไปแล้ว! นักเวทหน้ากากดำคนนั้นนะเป็นใครกันแน่?เขาเหมือนปีศาจที่หลุดออกมาจากขุมนรกชัดๆแม้แต่ท่านหัวหน้าใหญ่ที่เป็นถึงนักรบธาตุน้ำแข็งระดับห้าดาวที่มีชื่อเสียงในราชอาณาจักรก็ยังถูกนักเวทคนนั้นตัดหัวได้อย่างง่ายดาย”บางคนที่ยังคงตะลึงอยู่พูดเปรยขึ้นมาด้วยสีหน้าซีดเซียว
“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่พวกเรากำลังจะหนีรอด…ฮ่าๆๆๆรอจนข้าหนีออกไปได้ก่อนเถอะ ข้าจะเล่นยัยสองสาวนี่ให้หนำใจไปเลย!”บางคนรู้สึกยินดีต่อความโชคดีของตัวเอง
“หุบปาก! เงียบเสียงเดี๋ยวนี้!” ‘พยัคฆ์ร้าย’ เคฮิลล์หันกลับมาตวาดใส่อย่างหงุดหงิด สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดในขณะที่พูดออกมาอย่างเย็นชาว่า“ข้ายังต้องใช้ประโยชน์จากนังหมูตัวเมียทั้งสองคนนั่นอยู่ ไม่ว่าใครก็ห้ามแตะต้องพวกนาง ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่มีเมตตา!”
ทหารรับจ้างคนอื่นๆพากันปิดปากเงียบ
‘พยัคฆ์ร้าย’ เคฮิลล์จึงหันหน้ากลับไปมองทางต่อ
ทว่าเขาก้าวไปข้างหน้าได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดวิ่งรูม่านตาของเขาก็หดลง หน้าผากของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลออกมา
ด้านหน้าของเขาถูกขวางด้วยบุรุษสูงใหญ่คนหนึ่งที่กำลังยืนเอาดาบปักพื้นดินเขายืนอยู่เงียบๆ บนถนนท่ามกลางความมืด ชุดเกราะบนร่างของเขาดูแปลกมากท่าทางของเขาองอาจห้าวหาญดุจพญาราชสีห์เดินออกมาจากป่าลึกผมสีแดงของเขาพลิ้วไปตามลม ราวกับเปลวเพลิงกำลังกำลังไหวระริก
แข็งแกร่งกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษคนนั้นดูอันตรายมาก
ทันทีที่ทหารรับจ้างทุกคนได้เห็นชายคนนั้นพวกเขาก็รู้สึกราวกับว่า ตัวเองกำลังหนีเสือปะจระเข้
“เจ้า…เป็นใคร?” ‘พยัคฆ์ร้าย’ เคฮิลล์กัดฟันถามออกมา ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ร่างของเขาถึงได้สั่นด้วยความกลัวขึ้นมา
“กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต?” เสียงทุ้มต่ำพูดขึ้นมา
“เจ้า…เป็นใคร?” สีหน้าของเหล่าทหารรับจ้างดาบโลหิตเริ่มเปลี่ยนไป
“กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตใช่หรือไม่?” ยังคงถามประโยคเดิมซ้ำๆด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
เสียงฟันกระทบกันดังกึกๆทหารรับจ้างรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่แพร่ออกมาจากร่างตรงหน้าหัวใจของพวกเขาพลันหนักอึ้ง รู้สึกหมดหนทางขึ้นมาตอนนี้พวกเขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกหมดหวังของพวกเหยื่อที่ตัวเองสังหารแล้วในตอนนั้น พวกเขารู้สึกสนุกสนานที่ได้ใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองกำหนดความเป็นความตายของคนอื่นเมื่อต้องมาเจอด้วยตัวเองในตอนนี้ มันทำให้พวกเขารู้สึกแย่มากจากนักล่ากลายมาเป็นเหยื่อเสียเอง
---------------