เวลาหนึ่งถ้วยชาผ่านไปอย่างรวดเร็วสมบัติชิ้นอื่นๆ ถูกผู้คนเสนอราคาอย่างต่อเนื่องส่วนหงอีฟานก็ไม่กล้ายั่วโมโหอิงเทาอีกต่อไป สุดท้ายจึงไม่มีใครแย่งประมูลเตาไฟชิ้นนี้จนถูกอิงเทาประมูลซื้อไปในที่สุด
ตอนนี้อิงเทาค่อยๆ เดินไปตรงหน้าฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดอย่างแ่เบาว่า“อาจารย์ฟ่าน เตาไฟสำริดนี้กับเตาไฟก่อนหน้านี้ต่างกันอย่างไรหรือ”หลังจากที่เขาถูกฟ่านเสวี่ยหลีช่วยแก้สถานการณ์ จิตใจก็ปลอดโปร่งขึ้นเยอะ
“หากกล่าวว่าเตาไฟอันก่อนหน้านี้สามารถกวาดล้างเตาไฟทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ได้เตาไฟสำริดนี้ก็ห่างชั้นราวฟ้ากับเหว” ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างเรียบนิ่ง เสียงพุ่งเป็เส้นตรงเข้าไปในหูของอิงเทาโดยที่ไม่มีใครได้ยิน
มันคือการใช้งานชนิดหนึ่งของการปลดปล่อยลมปราณของเนื้อกายขั้นสี่เรียกว่าส่งข้อความเสียงลับ
เมื่อมีเตาไฟสำริดนี้แล้ว ฟ่านเสวี่ยหลีก็เปี่ยมด้วยความมั่นใจต่อการการหลอมโอสถในครั้งต่อไป
มาตรฐานเตาไฟถูกผู้อื่นกำหนดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้แต่เขาเป็ปรมาจารย์ปรุงยาเมื่อพันปีก่อนจึงมีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถควบคุมเตาไฟสำริดนี้
เมื่ออิงเทาได้ยินเช่นนี้ก็ถึงกับตัวสั่น!
คาดไม่ถึงว่าเตาไฟนี่จะทรงพลังถึงเพียงนี้!
หลังจากการประมูลรอบอุ่นเครื่องสิ้นสุดลงเสียงระฆังที่ชะล้างจิติญญาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
แสดงให้รู้ว่างานประมูลที่หอสมบัติโอสถจัดขึ้นสิบวันครั้งเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว
เดิมทีฟ่านเสวี่ยหลีเตรียมตัวจะกลับแล้ว แต่เมื่อเขาเห็นนักปรุงยาชุดทองที่กำลังถือกล่องหยกใบหนึ่งเดินผ่านมาอย่างสง่าผ่าเผยจากไกลๆเพลิงสัจธรรมในตัวเขาก็แทบปะทุออกมา เพื่อไปกลืนกินสมบัติที่อยู่ในกล่องหยกใบนั้น
ความรู้สึกร้อนผ่าวนี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อนที่กลืนกินเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ผังค่ายกลของซ่งเิเฉวียนหลายเท่า!
หลังจากที่กลืนกินเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์นั้นเพลิงสัจธรรมก็อยู่ในภาวะหลับใหลมาตลอดส่วนฟ่านเสวี่ยหลีก็กลัวพลังย้อนกลับอันรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ใช้งาน จึงไม่ได้ปลุกมันการเคลื่อนไหวในตอนนี้ของเพลิงสัจธรรมจึงทำให้ฟ่านเสวี่ยหลีใจสั่น!
เขาเดินตามไปอย่างอดใจไม่ได้
ตอนนี้สายตาของทุกคนในงานประมูลต่างถูกดึงดูดโดยนักปรุงยาชุดสีทองผู้นั้น
แสงสีทองสองดวงสลักเป็รูปัทองอยู่บนชุดของเขาซึ่งบ่งบอกว่าเขาเป็ถึงนักปรุงยาระดับกลาง
นักปรุงยาเป็อาชีพที่ผู้คนนับไม่ถ้วนในอาณาจักรต้าเซี่ยต่างใฝ่ฝันซึ่งมีเงื่อนไขการรับผู้ช่วยปรุงยาที่เข้มงวดมาก ดังนั้นเมื่อได้เป็นักปรุงยาแม้จะเป็ระดับต้นก็ถูกตระกูลนับไม่ถ้วนแย่งตัวกันแล้ว เฉกเช่นนักปรุงยาระดับต้นสองคนในตระกูลฟ่านที่ถูกเรียกว่าข้าหลวงซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับผู้าุโ
ในเมืองฉางซานนักปรุงยาที่บรรลุระดับกลางมีสถานะเทียบเท่าผู้นำตระกูลของตระกูลธรรมดา
ตอนนี้นักปรุงยาระดับกลางผู้นั้นเดินไปถึงกลางงานประมูล จากนั้นก็เปิดกล่องหยกในมือออกเผยให้เห็นถึงลูกแก้วเม็ดหนึ่ง
“ลูกแก้วนี้ชื่อว่าดารา์ จะขายให้กับนักปรุงยาที่รู้คุณค่ามันเท่านั้นเปิดราคาที่หนึ่งหมื่นตำลึงทอง” นักปรุงยาระดับกลางพูดด้วยสายตาอันเ็า
ตอนนี้ลานประมูลเปิดเพดานให้เห็นท้องฟ้า แสงของลูกแก้วดารา์ทำให้ท้องฟ้าราวกับมีดวงดาวส่องไสวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งดวง!
ฉากนี้ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนใจสั่น!
“แม่เ้า ลูกแก้ววิเศษกลายเป็ดวงดาว! อย่างน้อยต้องเป็ถึงระดับเครื่องเงิน!” ใครบางคนกำลังพูดพึมพำ
เครื่องเงินแต่ละชิ้นล้วนเพียงพอต่อการเป็รากฐานของตระกูลใหญ่แล้ว
“ว่าแล้ว ในหอสมบัติโอสถต้องมีของวิเศษอย่างลูกแก้วดารา์สิ่งนี้แหละ!”ผู้คนนับไม่ถ้วนมองไปที่สิ่งนั้นราวกับได้เห็นสตรีงามล้ำไม่ยอมละสายตาแม้เสี้ยวเวลาเดียว
หงอีฟานเปี่ยมด้วยความปีติยินดี เพราะเขารู้ว่าสิ่งนี้สามารถรู้แจ้งถึงพลังของดวงดาวบนฟ้าซึ่งมีความสำคัญมากต่อปรมาจารย์ค่ายกลและนักปรุงยา!
หากมีของสิ่งนี้ ตระกูลหงของพวกเขาจะต้องยกระดับขึ้นอีกขั้นแน่นอน!
เขาจึงเริ่มะโเสนอราคาอย่างอดไม่ได้ “หนึ่งหมื่นหนึ่งพันตำลึงทอง!”
ครั้งนี้เขานำเงินทองทั้งหมดของตระกูลออกมาเพราะแบกรับภารกิจสำคัญของตระกูลอยู่เดิมทีเขามาเพื่อซื้อโอสถ แต่ตอนนี้เขารู้ว่าหากได้รับลูกแก้วดารา์นี้ สถานะในตระกูลของเขาจะสูงยิ่งขึ้น
“หนึ่งหมื่นสองพันตำลึงทอง!” แน่นอนว่าต้องมีคนไม่ยอม
หนึ่งหมื่นตำลึงทองมีค่าเท่ากับหนึ่งแสนตำลึงเงิน นับเป็เงินจำนวนมหาศาลการเสนอราคาเช่นนี้เทียบเท่ากับทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเล็กบางตระกูลแต่ถึงกระนั้นก็มีผู้เสนอราคาเพิ่มกันอย่างไม่หยุดหย่อน
ทั้งลานประมูลแทบจะสั่นะเื ทุกคนราวกับสูญเสียสติสัมปชัญญะ
ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างช้าๆ จนในที่สุดก็สูงถึงสองหมื่นห้าพันตำลึงทอง
มันเป็ราคาสูงสุดที่หอสมบัติโอสถเคยประมูลขายได้ใน่หลายปีที่ผ่านมา!
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ผู้คนก็เงียบลงในที่สุด
สองหมื่นห้าพันตำลึงทองเป็มูลค่าที่สูงจนเกินเอื้อมแล้วทั่วทั้งเมืองฉางซานนอกจากเ้าเมืองและตระกูลฟ่านเกรงว่าจะไม่มีใครสามารถเกทับราคานี้ได้แล้ว
หลังจากผ่านไปสิบลมหายใจค้อนทองตอกไปสองทีแล้วก็ยังไม่มีใครเสนอราคาเพิ่ม ทุกคนจึงมองไปยังหงอีฟานที่เสนอราคาสูงสุดอย่างอิจฉา
หงอีฟานรอคอยเสียงค้อนทองดังครั้งที่สามอย่างได้ใจแต่ทันใดนั้นกลับมีนักประเมินสมบัติคนหนึ่งเดินมาตรงหน้าหงอีฟานแล้วพูดอย่างแ่เบาว่า“ตามเงื่อนไขของเ้าของสมบัติของสิ่งนี้จะขายให้กับนักปรุงยาที่รู้คุณค่าของมันเท่านั้นไม่ทราบว่าท่านมีคุณสมบัติของนักปรุงยาหรือไม่”
เมื่อหงอีฟานได้ยินเช่นนี้ก็ถึงกับสีหน้าเปลี่ยนเห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งนึกถึงกฎข้อนี้ได้ จึงพูดอย่างอดใจไม่ได้ว่า“ข้าเป็ถึงคุณชายใหญ่ของตระกูลหง ข้า...” แต่เขากลับพูดต่อไม่ออกเพราะตระกูลหงไม่มีนักปรุงยา
ผู้คนโดยรอบต่างรู้สึกโล่งอก เห็นได้ชัดว่าหงอีฟานเสียสิทธิ์การประมูลแล้วราคาที่เขาเสนอจึงถือเป็โมฆะ
ตอนนี้ทุกคนเกิดความหวังใหม่ขึ้นมีเพียงหงอีฟานเท่านั้นที่สีหน้าแดงก่ำเป็ตับหมูการพลาดสมบัติเช่นนี้ไปทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง เปี่ยมไปด้วยความไม่เต็มใจ จากนั้นก็ะโออกมา“หากผู้ใดซื้อสิ่งนี้ได้ ข้ายินดีซื้อต่อในราคาสองหมื่นห้าพันตำลึงทอง! เพื่อให้พวกเ้าได้กำไรอีกทั้งยังได้รับมิตรภาพจากตระกูลหงของข้าด้วย!”
ผู้คนต่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะพวกเขาก็อยากได้สมบัติชิ้นนี้เช่นเดียวกันแต่ดูจากสถานการณ์แล้ว เกรงว่าหากผู้ใดแย่งชิงสมบัติชิ้นนี้ไป ก็เท่ากับยั่วยุตระกูลหง
ตอนนี้เอง นักปรุงยาระดับกลางที่อยู่บนเวทีก็เผยสีหน้าโกรธเกรี้ยว แล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า“ในเมื่อเป็เช่นนี้ งั้นข้าไม่ขายสมบัติชิ้นนี้แล้ว”
เห็นได้ชัดว่าการกระทำของหงอีฟานทำให้เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง กระทั่งลอบตัดสินใจว่าต่อจากนี้จะปิดกั้นตระกูลหง
ผู้คนตรงหน้าเวทีต่างจ้องมองไปที่หงอีฟานอย่างเกรี้ยวโกรธหากพวกเขาพลาดสมบัติชิ้นนี้ไป หงอีฟานก็เป็ต้นเหตุของเื่นี้
หงอีฟานกลับยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย หากเขาไม่ได้สมบัติชิ้นนี้ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะได้ไป
“ข้าเสนอสองหมื่นห้าพันตำลึงทอง” ทันใดนั้นพลันมีเสียงที่คาดไม่ถึงดังขึ้นจนดึงดูดความสนใจจากทุกคน
ฟ่านเสวี่ยหลีก้าวออกจากริมลานประมูลแล้วเดินไปหานักปรุงยาระดับกลางคนนั้น
ในขณะเดียวกัน อิงเทาที่อยู่ด้านหลังเขาก็ตกตะลึง...สองหมื่นห้าพันตำลึงทองเชียวนะฟ่านเสวี่ยหลีบ้าไปแล้วหรือ เขามีเงินมากมายขนาดนั้นเหรอไงหรือเขาคิดจะแสดงร่างปีศาจแล้วไปปล้น?