่เรียนมหาลัยที่ฉันเคยเล่าว่ามีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่ออุ้มเธอชอบนัชมาก ฉันคิดว่าเธอคล้ายกับวีเพื่อนสมัยมัธยมแต่ต่างกันตรงที่วีไม่เคยบอกความรู้สึกกับฉัน แต่อุ้มบอกั้แ่แรก
นัชปล่อยเพลงแรกออกมาก็โด่งดังเป็พลุแตกเล่นเอาอุ้มที่คลั่งไคล้หนุ่มเกาหลีต้องหันกลับมาฟังเพลงไทย ก็นะ... ตามโปรไฟล์ที่ดีของเขาสูง 183 หนัก 75 ขาว หน้าตาดี ฉลาด สอบติดมหาวิทยาลัยดัง เล่นดนตรีเก่งเล่นกีฬาได้ สมัยเรียนก็เป็ถึงนักบาสเกตบอลของโรงเรียนไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีผู้หญิงรายล้อม พอมาเป็ศิลปินเดี่ยวก็ไม่แปลกที่จะมีแฟนคลับมากมายแบบนี้
อุ้มชวนฉันไปงานอีเวนต์ที่นัชได้รับเชิญไปร้องเพลงตอนแรกฉันแค่อยากไปดูเขาสักหน่อยชีวิตที่ประสบความสำเร็จของเขาช่างแตกต่างกับฉันลิบลับ ในงานคนดูแน่นขนัดอุ้มดึงฉันไปยืนเบียดเสียดอยู่หน้าเวที ส่วนฉันไม่ได้คิดอะไรมากแค่เดินตามเธอไปเฉยๆ
เขาหล่อขึ้นมากจริงๆ ่ที่เขาร้องเพลงฉันเผลอเคลิ้มไปกับเสียงและรอยยิ้มนั้น มันชวนให้นึกถึง่เวลาเก่าๆ ที่เคยแอบชอบแต่ถึงแม้จะชอบเขาแค่ไหน คนอย่างฉันเจียมตัวเสมอ ไม่มีทางที่เขาจะหันมามองฉันคอยเตือนสติตัวเองตลอดหกปีที่ผ่านมาว่าทำได้แค่มอง และตอนนี้ก็เช่นกัน
ฉันตามอุ้มไปงานแบบนั้นอยู่ราวครึ่งปีจนกระทั่งถึงงานหนึ่งซึ่งเป็มินิคอนเสิร์ตจัดขึ้นในผับอุ้มจองโต๊ะติดขอบเวทีได้สำเร็จฉันเกิดความลำบากใจขึ้นมาเล็กน้อยเพราะคิดว่าอยู่ใกล้ขนาดนี้เขาต้องมองเห็นฉันแน่ๆเลยคิดว่าจะรอให้คนเริ่มไปออหน้าเวทีก่อนค่อยเข้าไป จึงบอกอุ้มว่าขอตัวไปทำธุระส่งของให้แม่แล้วจะตามเข้าไปทีหลังดังนั้นอุ้มจึงล่วงหน้าไปกับเพื่อนในกลุ่มแฟนคลับนัชก่อน
เขาขึ้นเวทีตอนสี่ทุ่ม ฉันไปถึงหลังจากนั้น และจังหวะที่เดินเข้าไปก็เป็่พักเบรกของนัชพอดีเขาหันมาเจอฉันที่กำลังเดินมาที่โต๊ะอย่างจัง
“าาวดี!”
เขาะโเรียกชื่อฉันเสียงดังพร้อมกับส่งยิ้มและโบกมือให้คนรอบข้างหันมามองฉันเป็ตาเดียวโดยเฉพาะอุ้มที่ยืนทำหน้างงเป็ไก่ตาแตกด้วยความสงสัยว่าฉันรู้จักกับเขาได้อย่างไ หลังจากนั้นเขาร้องต่ออีกสามเพลงส่วนฉันก็ยืนฟังอยู่นิ่งๆ ไม่กล้าสบตา
หลังจากร้องเพลงเสร็จ เขาก็เดินตรงดิ่งมาหาฉันที่ยืนอยู่ที่โต๊ะทันทีฉันยืนตัวแข็งทื่อตอนที่เขาเดินมาจับไหล่
“าาวดี...ไม่เจอกันนานเลยดีใจจัง มาหลังเวทีหน่อยสิ มีเื่อยากคุยด้วย”
ฉันยืนอึ้งไปพักใหญ่สองจิตสองใจว่าจะไปดีไหม อุ้มรีบเร่งให้ฉันไปเพราะเธอเองก็อยากเข้าไปด้วยเช่นกันแต่พอไปถึงหลังเวที สตาฟกลับอนุญาตให้ฉันเข้าไปได้แค่คนเดียวทำให้อุ้มไม่พอใจ พอฉันเดินเข้าไปก็เห็นนัชกำลังพักเหนื่อยอยู่บนโซฟา
“เธอมาดูฉันร้องเพลงด้วยเหรอนึกว่าจะเกลียดกันไปแล้ว”
(ก็... จริงๆก็เกลียดไปแล้วแหละ)
ฉันคิดในใจก่อนจะตอบเลี่ยงๆ
“ไม่หรอก”
“เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันฑนามาตามขู่เธอขอโทษด้วยนะที่ทำให้เดือดร้อน”
“ไม่เป็ไรหรอกเื่มันผ่านมานานแล้ว ฉันไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรอก”
“แล้วได้เจอวีบ้างป่าว”
“หลังจากจบ ม.6ก็ไม่ได้ติดต่อกันเลยนะ”
“งั้นเหรอ...อืม แล้วครั้งหน้าจะมาอีกมั้ย”
“ก็...ถ้าว่างนะ”
เขาหยิบบัตรบางอย่างยื่นให้เป็บัตรห้อยคอที่เขียนว่า Staff only ฉันรับมาถือไว้ด้วยความมึนงง
“บัตรนี้เข้าออกหลังเวทีได้เลยนะเวลามางานฉัน คล้องบัตรนี้ไว้แล้วเดินมาหาฉันหลังเวทีได้เลยเฉพาะาาวดีคนเดียวเท่านั้นนะ”
เขาส่งยิ้มหวานเฉียบมาให้ รอยยิ้มนั้นทำเอาฉันหลุดเข้าไปในภวังค์อีกครั้ง
(ทำไมถึงให้แค่เฉพาะฉันล่ะหรือว่าฉันจะ “พิเศษ” สำหรับเขาจริงๆ?)
หลังคุยเสร็จก็เดินออกมาด้านนอก อุ้มคงกลับไปแล้ว โทรหาก็ไม่รับสายหรือเธอจะโกรธเื่ที่ไม่ได้เข้าหลังเวทีด้วยกัน ฉันลองส่งข้อความไปหาว่า ‘กลับแล้วเหรอ’ แต่ก็ไร้การตอบกลับ ฉันก็ไม่ได้ตามง้อเธอเพราะไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ปล่อยเลยตามเลยจนถึงวันจันทร์ที่ต้องไปมหาวิทยาลัยและได้เจอกันอีกครั้ง
“ไม่เห็นชาเล่าให้ฟังเลยว่ารู้จักกับนัช”
อุ้มเปิดฉากถามด้วยน้ำเสียงตึงๆ
“ก็ไม่ได้รู้จักเป็การส่วนตัวอะไรหรอกแค่เคยเรียนห้องเดียวกันตอน ม.6 เฉยๆ”
“แล้วทำไมเขาถึงต้องให้ชาเข้าไปหาเป็การส่วนตัวด้วยล่ะ”
“เห็นว่าหลังจบไม่เคยเจอเพื่อนเก่าๆเลยก็ถามไถ่กันตามประสาแหละ ใครไปเรียนที่ไหนทำอะไรกันบ้างก็แค่นั้น”
ดูเหมือนอุ้มจะพอใจกับคำตอบนั้นเพราะสีหน้าเธอดูตึงเครียดน้อยลงจากบทเรียนที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้ว่า อย่าไปยุ่งกับผู้ชายที่เพื่อนสนิทตัวเองชอบเว้นแต่จะยอมแตกหักกันไปข้างฉันจึงเลือกที่จะปฏิเสธและเฉไฉทุกครั้งที่มีใครถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับนัชเพราะรู้ดีว่าทุกครั้งที่เข้าใกล้เขาทีไร มันมักจะมีเื่วุ่นวายตามมาเสมอ
หลังจากนั้น ฉันก็ยังคงตามไปทุกที่ที่นัชไป ไม่ว่าจะเป็มินิคอนเสิร์ตงานอีเวนต์ หรือแฟนมีตติ้ง ทุกครั้งเขาจะให้ความสนใจฉันเป็พิเศษ ทำให้อุ้มเริ่มแสดงอาการไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
(ก็เขาสนใจฉันมากกว่านี่นาทำไมเธอต้องมาไม่พอใจด้วย เธอมีสิทธิ์อะไรในตัวเขา)
ฉันคิดเข้าข้างตัวเองในตอนนั้นจนในที่สุดฉันกับอุ้มก็เลิกคบและห่างเหินกันไป ฉันเริ่มหลงเข้าไปในภาพลวงตาที่นัชสร้างขึ้นอีกครั้งแม้จะไม่มีอุ้ม ฉันก็เลือกที่จะไปดูนัชเพียงลำพังซึ่งเขาเองก็พอดูออกว่าฉันกับอุ้มมีปัญหากันเพราะไม่ได้มาด้วยกันแล้ว
“โกรธกันเหรอ? กับเพื่อนคนนั้นน่ะ”
นัชถามขณะพักอยู่หลังเวที
“ก็...ไม่ค่อยได้คุยกันเหมือนก่อนแล้วแหละ”
“ชาไม่เป็ไรนะดูเหงาๆ แถมมาคนเดียวด้วยเนี่ย”
“ฉันอยู่คนเดียวได้เป็ปกติอยู่แล้วล่ะ”
เขายิ้มให้ก่อนยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆให้
“เก็บไว้เป็ความลับระหว่างเราสองคนนะ”
ฉันก้มมองกระดาษในมือพอเปิดออกดูก็พบว่ามีลายมือเขียนเบอร์โทรศัพท์พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า ‘โทรมานะ’ หัวใจฉันเต้นรัวด้วยความดีใจสุดขีด ความคลั่งไคล้เขาแบบถอนตัวไม่ขึ้นกลับมาอีกครั้ง ฉันเก็บเบอร์โทรนั้นไว้อยู่หลายวันไม่กล้ากดไปหาด้วยความอาย
จนกระทั่งทนความคิดถึงไม่ไหว เลยตัดสินใจแอดไลน์เขาก่อนปรากฏว่าขึ้นรูปโปรไฟล์และชื่อจริงชัดเจน ฉันเลยลองพิมพ์ข้อความหาดูก่อนจะโทรปรากฏว่าไม่นานนักเขาก็โทรกลับมาทันทีด้วยน้ำเสียงดุๆ
“ให้โทรมาไงทำไมถึงส่งข้อความมาล่ะ”
“เกรงใจนี่นากลัวจะไปรบกวนเวลางานเธอ”
“ส่งข้อความแบบนี้เดี๋ยวผู้จัดการก็จับได้หรอกว่าแอบให้เบอร์สาวโทรมานะาาวดี”
“เลิกเรียกว่าาาวดีได้แล้วสมัยนี้เขาเรียกชื่อเล่นสั้นๆ กันหมดแล้ว”
“แต่นัชชอบชื่อเธอนะาาวดี มันฟังดูยิ่งใหญ่ดีออก”
“ชอบ...แค่ชื่อเหรอ?”
ปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะตอบว่า
“ก็ชอบหมดนั่นแหละ”
ฉันตัดสายทิ้งทันทีด้วยความเขินอายจนหัวใจแทบจะะเิมือสั่นด้วยความตื่นเต้นจนพูดไม่ออก เหวี่ยงหมอนกระเด็นร้องกรี๊ดลั่นห้องแถมะโถีบตู้เสื้อผ้าไปหนึ่งที (ทำไมถึงทำแบบนั้นก็ไม่รู้)จนแม่ต้องวิ่งขึ้นมาเคาะประตูบ่น
อยากจะส่งข้อความไปขอโทษที่ตัดสายไปทั้งอย่างนั้นแต่ติดที่เขาบอกห้ามพิมพ์ข้อความฉันเลยตั้งตารอให้ถึงพรุ่งนี้แล้วค่อยโทรหาใหม่...
เฮ้อคืนนี้คงนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ๆ เลย!
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
“ก๊อก ก๊อกก๊อก” (ใครมาเคาะประตูแต่เช้าเนี่ย!)
ฉันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูห้องแต่ก็พอจะเดาได้ทันทีว่าคงไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจากนายดินคนเดิม
“มีอะไรคะคุณมาแต่เช้าเชียว”
ฉันเปิดประตูถามด้วยสภาพหัวฟู
“มากินข้าวกันเถอะคุณผมสั่งโจ๊กมาเผื่อสองถุง”
ฉันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง(ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องออกไปหาซื้อกินเอง)ฉันเลยยอมเปิดทางให้เขาเดินเข้าห้องมาแบบมึนๆ นายดินเดินดุ่มๆ ไปหยิบชาม ช้อนและแก้วน้ำมาวางบนโต๊ะเองอย่างคล่องแคล่ว ราวกับรู้ว่าอะไรวางอยู่ตรงไหนส่วนฉันที่เพิ่งตื่นนอน ขี้ตายังคาอยู่บนตาสภาพดูไม่ได้ก็นั่งกินโจ๊กกับเขาหน้าตาเฉย
กินไปสักพักนายดินก็ชะงักแล้วมองสำรวจฉันแปลกๆ
“นี่คุณ...ใส่ชุดชั้นในนอนด้วยเหรอ?”
“เอ๊ะ!”
ซวยแล้ว!นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังอยู่ในชุดนอนเสื้อยืดกางเกงขายาวธรรมดาแต่ทำไมถึงเผลอให้ผู้ชายเข้าห้องมาในสภาพที่ยังไม่ทันได้แต่งตัวให้เรียบร้อยแบบนี้ฟะโชคดีที่ยังใส่เสื้อผ้าครบแถมใส่ชั้นในนอนเรียบร้อยแต่หมอนี่มันช่างสังเกตเกินไปละ มองลึกซึ้งอะไรเบอร์นั้น!
“นายคาดหวังอะไรคิดว่าจะเห็นฉันโนบราเดินออกมาเปิดประตูต้อนรับรึไงเล่า”
“เปล่าซะหน่อยผมแค่คิดว่าคุณน่าจะขอตัวไปล้างหน้าหวีผมแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนค่อยออกมาเปิดประตูให้ผมซะอีกแต่ดันเดินมาเปิดประตูทั้งที่หน้าก็ไม่ล้าง ขี้ตายังติดอยู่เลย...เริ่มไม่แปลกใจแล้วล่ะว่าทำไมคุณถึงไม่มีแฟน”
ฉันขมวดคิ้วนิดหน่อย (นายมีสิทธิ์วิจารณ์ฉันด้วยเหรอ)
“แค่ตอนนี้ยังไม่มีไม่ได้แปลว่าชีวิตนี้จะไม่มีสักหน่อย”
สุดท้ายฉันก็หมดอารมณ์กินแต่นายคนนั้นยังนิ่งกินโจ๊กสบายใจต่อ (ไม่มีความเกรงใจคนอื่นบ้างเลย)พอคิดดูดีๆแล้ว ่นี้เราคุยกันบ่อยเกินไปรึเปล่านะพักหลังนายคนนี้ชอบมาเคาะประตูเรียกฉันอยู่เรื่อย....หรือว่า......ฉันรีบส่ายหัวกับความคิดแปลกที่แวปเข้ามาในหัว
“แล้ว...นึกยังไงถึงซื้อโจ๊กมาเลี้ยงฉันเนี่ยคงไม่ได้หวังให้เป็ค่าตอบแทนที่ฉันต้องหยุดงานพานายไปส่งโรงพยาบาลหรอกนะ”
“เปล่าหรอกเื่นั้นเดี๋ยวผมค่อยพาไปเลี้ยงข้าวราคาแพงๆ ทีหลังแล้วกันแต่วันนี้มีเื่อื่นจะรบกวนหน่อย”
“หา!จะให้ฉันทำอะไรอีกเนี่ย”
“คือ...ผมยังเดินขึ้นลงบันไดไม่ค่อยไหว แผลผ่าตัดมันยังตึงๆอยากจะรบกวนให้ช่วยดูร้านข้างล่างให้หน่อยสักวันได้ไหม”
“อ๋อฝากเฝ้าร้านว่างั้น... ก็ไม่มีปัญหาหรอกปกติร้านนายก็แทบไม่มีลูกค้าเข้าอยู่แล้วนี่นา”
“ใจดีจังเลยครับคุณาาวดี”
“บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกชื่อเต็มขนาดนั้นฟังแล้วมันจักจี้พิกล”
“ผมว่าชื่อมันฟังดูยิ่งใหญ่ดีออกนะผมชอบชื่อคุณจัง”
ฉันชะงักกึกไปชั่วขณะเพราะคำพูดนั้นมันช่างบังเอิญไปสะกิดความทรงจำเก่าๆ ถึงใครบางคนเข้าอย่างจังทำให้ฉันนึกย้อนถึงเื่ในอดีตที่พยายามจะลืม
“เรียกแค่ ‘ชา’เฉยๆ ก็พอ คนอื่นเขาก็เรียกกันแบบนี้ทั้งนั้น”
“แต่คุณยังเรียกผมว่าหัสดินเลยนี่นา”
“งั้นต่อไปฉันเรียกว่าดินเฉยๆก็ได้ หรือจะให้เรียกว่า ‘เฮียดิน’ ดีล่ะ (หัวเราะขำๆ) ฟังดูแก่ดีเหมาะกับนายดีนะ”
“เฮ้ยเอาจริงดิ หน้าผมแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ เจ๊กุลชอบเรียกเฮียจนผมงงทั้งที่เพิ่งจะสามสิบแท้ๆ”
“หา! พูดจริงดิหน้านายดูเหมือนคนสี่สิบกว่าแล้วนะนั่น”
“ผมก็แค่ปล่อยตัวโทรมไปหน่อยเท่านั้นพูดจริงๆ นะคุณ สมัยเรียนผมเคยฮอตมาก จะบอกให้รู้ไว้... แล้วคุณล่ะ..อายุเท่าไหร่กัน”
“เอาเป็ว่าอายุน้อยกว่าคุณก็แล้วกัน”
พอกินเสร็จนายดินก็ขอตัวกลับห้องทิ้งภาระกองถ้วยชามไว้ให้ฉันจัดการล้าง (นอกจากไม่เกรงใจและยังไม่มีมารยาทด้วยสินะ)
่บ่าย นายดินโทรศัพท์มาบอกว่ามีลูกค้าสั่งดอกไม้ผ่านเดลิเวอรีให้ฉันช่วยขึ้นไปหยิบของในห้องให้หน่อย ฉันเลยบ่นไปหนึ่งยก
“ทำไมไม่เดินลงมาหยิบเองล่ะฉันรู้จักแค่ดอกกุหลาบอย่างเดียว นอกนั้นไม่รู้หรอกว่าดอกอะไรอยู่ตรงไหน”
“เดี๋ยวผมเปิดกล้องวงจรปิดดูคุณไปหยิบตามที่ผมบอกแล้วกัน”
เขาสั่งการผ่านกล้องวงจรปิดที่เชื่อมกับร้านให้ฉันเดินไปหยิบดอกไม้และอุปกรณ์จัดช่อตามจุดต่างๆ ฉันหอบของขึ้นไปส่งให้เขาถึงห้องด้วยความหงุดหงิดนิดๆ(ตู้าเป็เบ้ั้แ่เมื่อไหร่เนี้ย) พอผลักประตูห้องที่ไม่ได้ล็อกเข้าไปก็เห็นนายดินสวมผ้ากันเปื้อน รวบผมไว้ครึ่งหัวสวมถุงมือยางเตรียมพร้อมกับการจัดดอกไม้อย่างทะมัดทะแมง
ฉันยืนมองดูเขาจัดดอกไม้อย่างเพลิดเพลิน พอมองดูดีๆ แล้วหมอนี่ถ้าตัดผมสักหน่อย โกนหนวดเคราออก แต่งตัวสะอาดสะอ้านรีดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนโทรม...หน้าตาเขาก็จัดว่าดูดีใช้ได้เลยทีเดียว(จะว่าไปก็แอบคล้ายสเปกใครหลายคนอยู่เหมือนกันนะ)
ใช้เวลาจัดอยู่ราวๆ ครึ่งชั่วโมงช่อดอกไม้สวยงามก็เสร็จสมบูรณ์ฉันถือช่อดอกไม้นั้นลงมาเก็บไว้ในตู้แช่เพื่อรอคนมารับส่วนตัวฉันเอง่บ่ายก็มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาซื้อของเรื่อยๆพอให้ชีวิตมีสีสันขึ้นมาบ้างในแต่ละวัน
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*