ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 ชีวิตล่องลอยเหมือนดั่งฝัน (2)


            สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆเขาเห็นตัวหนังสือจากคัมภีร์ลอยออกมาก่อนจะเห็นมันลอยเข้าไปในหน้าคัมภีร์แสงสีทองกับตาตัวเองและเห็นมันค่อยๆ ถูกจัดเรียงลงบนหน้ากระดาษ

            แต่หลังจากมันถูกจัดเรียงเข้าไป ชื่อของมันกลับไม่เหมือนเดิม!

            “หง่างเหง่ง...” อยู่ๆ เสียงระฆังก็ดังลอยมาจากที่ใดสักแห่ง 

            แว่วเสียงเปี่ยมด้วยท่วงทำนอง และในเวลาเดียวกันท้องฟ้าก็มืดลงฉับพลัน

            ในเสี้ยวพริบตานั้น มีลำแสงสีเพลิงส่องสว่างออกมาจากดอกบัวดอกหนึ่งจากนั้นก็มีน้ำมันไหลออกมา

            ไม่ใช่แค่ดอกเดียว... แต่เป็นกับดอกบัวทุกดอกในบึงแห่งนี้!

            “ฟู่ๆ...” เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนขึ้นบนท้องฟ้า เกิดเป็นเงาของเปลวไฟสะท้อนลงบนผิวน้ำทั่วบึง

            สวีหยางอี้ไม่รู้สึกตกใจ เขามองคัมภีร์บนฟ้าอยู่นิ่งๆ

            ปรากฏการณ์แบบนี้หมายความว่าคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรเล่มนี้เป็นคัมภีร์ที่ไม่สมบูรณ์งั้นเหรอ?

            หรือว่า... ฉบับที่แท้จริงของมันคือราชาโอสถนิรันดร์?

            หรือว่า... นี่อาจเป็นวิชายุทธเวทที่หายสาบสูญมาเป็นเวลาช้านาน?

            คัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรเป็นวิชายุทธเวทขั้นจินตัน ถ้าอย่างนั้น...คัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ฉบับสมบูรณ์จะเป็นคัมภีร์ขั้นอะไรกัน?

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ในช่วงเวลาตั้งแต่อยู่ในโรงเรียนมาจนถึงพิธีจบการศึกษาเท่าที่เขารู้ก็คือ ปัจจุบันไม่มีผู้สืบทอดศาสตร์การหลอมยาโบราณหลงเหลืออยู่แล้วหรือว่าคัมภีร์วิชาเวทเล่มนี้... จะเป็นเวทหลอมยา หรือไม่ก็เวทเสริมพลังหรือเปล่า

            ความสงสัยมากมายผุดขึ้นมาในหัวเขา หากออกไปได้ตอนนี้เขาสามารถไปรับข้อเสนอมากมายตอนอยู่ในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าได้ตลอดเวลาแต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า กล่องหยกปริศนาที่ถูกกระตุ้นขึ้นนี้กลับทำให้เขาแทบไม่สนใจข้อเสนอพวกนั้นเลย 

            ขณะที่เขากำลังอ่านตัวหนังสือพวกนั้นดูอย่างละเอียดทันใดนั้นก็เกิดฟองอากาศจำนวนมากผุดขึ้นมาจากใต้น้ำ!

            “แย่แล้ว!” เขากัดฟันพลางหมอบตัวลงนอนบนใบบัว

            เกิดเหตุบนผิวน้ำอึกทึกขนาดนี้คงทำให้ปีศาจดึกดำบรรพ์ที่น่ากลัวตัวนั้นตื่นแล้วเป็นแน่!

            “ซ่า!!!” หางปลาผงาดขึ้นเหนือผิวน้ำบดบังแสงอาทิตย์ หางปลายาวนับพันเมตรพลิกตัวขึ้นท่ามกลางบึงบัวเกล็ดปลาสีเขียวเลื่อมสะท้อนสีเหลือบรุ้งออกมาอย่างน่าพิศวงยามเมื่อต้องกับแสงสีเพลิง

            เกรงว่าแบบนี้คงไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างแน่นอนต่อให้เป็นปีศาจตามตำนานเรื่องเล่าก็คงไม่มีตัวไหนมีขนาดใหญ่ขนาดนี้!

            แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ถูกหางปลาบดบังจนทาบเงาสีดำสนิทลงบนผิวน้ำ ใบบัวและดอกบัวจำนวนมากถูกหางปลาฟาดจนลอยขึ้นกลางอากาศน้ำพุ่งกระจายสูงเป็นร้อยเมตร!

            พญามัจฉาคุนเผิงกระโจนขึ้นเหนือผิวน้ำพลางสยายครีบกลางอากาศ

            ขนาดตัวของมันใหญ่มากจนสวีหยางอี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวกระจิดริดดวงตาเขาเบิกกว้างขึ้นทันที เพราะเขารู้ว่าประเดี๋ยวยามที่หางปลากระแทกผิวน้ำดอกบัวทั่วทั้งบึงจะต้องพุ่งกระจายลอยขึ้นเหนือฟ้าอย่างแน่นอน!

            ราวกับตัวเขาในตอนนั้นเปรียบเหมือนใบไม้แห้งเหี่ยวท่ามกลางพายุฝน

            “ตุบ...” ราวกับเสียงของหนักตกกระทบลงบนพื้นดังขึ้นสวีหยางอี้ลืมตาขึ้นทันที

            ภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าทั้งหมดสลายหายไป

            “ตุบ... ตุบ...” เสียงหัวใจเต้นขึ้นอย่างรุนแรงราวกับเต้นอยู่ใกล้ๆ หู

            “ซ่า ซ่า...” น้ำกระเซ็นตกลงมาคล้ายเม็ดฝนกระทบลงบนดวงตาและทั่วร่างกายเขาจนเปียกชุ่ม

            “ปี๊นๆ ...” เสียงแตรรถดังลอยมาไม่ไกล ชุดลายพรางที่เขาสวมใส่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนร่างกายทอนบนเปลือยเปล่า เขารู้สึกเจ็บบาดแผลดั่งไฟเผาราวกับกระดูกทั่วทั้งร่างกายแตกสลาย ไม่เหลือเรียวแรงแม้แต่น้อย

            นี่เป็นภูเขาเล็กๆ ข้างถนนทางหลวง

            เป็นภูเขาที่มีต้นไม้ขึ้นอย่างเนืองแน่นซึ่งตัวเขาในตอนนี้อยู่บนยอดเขาพอดี มองจากตรงนี้สามารถเห็นแสงวิบไหวจากไฟรถยนต์อยู่เต็มท้องถนนทางหลวงอีกทั้งยังมองเห็นแสงไฟจากเมืองที่อยู่ไม่ไกลนัก

            ตึกรามบ้านช่องทรงต่ำละลานตา ไร้ซึ่งตึกสูงเสียดฟ้าแม้แต่หลังเดียว ดูจากแสงไฟในเมืองและประเมินจากฐานะที่เขาเป็นคนจากเมืองใหญ่อย่างเมืองเฟิงอี้แล้วเกรงว่าประชากรที่เมืองแห่งนี้คงมีไม่มาก

            “เฮ้อ...” เขาถอนหายใจออกมาอย่างใจหาย หัวใจเต้นระรัว สิ่งที่เกิดขึ้นราวกับปรากฏอยู่เบื้องหน้าเมื่อครู่นี้เขายังจำภาพหางปลายาวเป็นพันๆ เมตรพลิกตัวขึ้นเหนือผิวน้ำได้อย่างชัดเจนราวกับเป็นภาพของภัยพิบัติตามธรรมชาติก็ไม่ปาน

            สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ราวกับอยู่คนละโลก

            ภาพที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกันแน่?

            มันเป็นความฝันหรือภาพหลอนกันแน่?

            หากเป็นความฝันจริงๆ แล้วทำไมตัวเขาเองถึงจำได้อย่างชัดเจนขนาดนี้?

            แต่ว่าไม่สำคัญแล้ว

            หลังจากตรวจสอบร่างกายตัวเองดูสักพักก็พบว่าทะเลลมปราณของตัวเองยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม พลังปราณสำรองก็แทบจะไม่เหลือแต่กระสุนที่ติดค้างอยู่ที่อกหน้าหายไปเรียบร้อยแล้วเขารู้ดีว่าสภาพตัวเองที่บาดเจ็บหนักขนาดนี้ แถมยังไม่มีพลังปราณเพียงพอต่อการรักษาร่างกายตัวเองแม้อาจจะไม่ถึงตาย แต่อีกไม่นานคงเจ็บป่วยขนานหนักอย่างแน่นอน

            เขากัดฟันนอนหงายตัวรับหยาดฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ายามราตรีมุมปากพลันผุดยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

            “เหอะๆๆ...” ตอนแรก เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ“ฮ่าๆๆ!”

            อย่างอื่นไม่สำคัญ ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเขารอดชีวิตมาได้แล้ว

            รอดออกมาจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญราวกับนรกบนดินนั่น!

            ผู้ฝึกตนขั้นจู้จี ขั้นเลี่ยนชี่ และคนธรรมดาหลายพันคนต้องล้มตาย นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในรอบสามสิบปีเลยก็ว่าได้!

            แม้เขาจะรอดออกมาได้ แต่เขาก็ทุบตัวเองด้วยความเจ็บใจไปหนึ่งที

            ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าตัวเขายังมีชีวิตอยู่

            “ซูด...” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งที และรู้สึกว่าร่างกายค่อยๆกลับมามีเรี่ยวแรงแล้ว อณูพลังปราณเริ่มไหลเวียนเข้าสู่ทะเลลมปราณ เขาหลับตาลง แต่ไม่ได้โคจรกำลังภายในแต่อย่างใดเขากลับเรียบเรียงความคิดทั้งหมดของตัวเองทันที

            บรรดาอันดับหนึ่งจากสาขาย่อยแต่ละสาขาล้วนมีฝีมือที่ไม่ธรรมดา อย่างตัวสวีหยางอี้เองเขาผ่านการต่อสู้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งถูกทิ้งท่ามกลางดงปีศาจหรือไม่ก็ติดอยู่บนเกาะที่ไม่มีอยู่ในแผนที่มาไม่รู้กี่ครั้งการฝึกฝนอันหฤโหดร่วมสิบกว่าปี ทำให้เขารับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบได้เป็นอย่างดี

            ตอนนี้เขาพยายามตั้งสมมุติฐานและหาเหตุผลให้กับเรื่องหนึ่ง

            หากคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคัมภีร์“ราชาโอสถนิรันดร์”... 

            แล้วยังถูกจัดให้เป็นสุดยอดวิชายุทธสูงสุดในโลกผู้ฝึกตน

            แล้วคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ฉบับสมบูรณ์ มันจะมีที่มาที่ไปอย่างไร?แล้วจะถูกจัดให้อยู่ระดับไหน?

            เขาอาศัยช่วงที่ยังจำทุกอย่างได้ดีนึกย้อนกลับไปถึงตัวหนังสือคำว่าราชาโอสถนิรันดร์ทุกตัวอักษร

            หากสมมุติฐานเขาเป็นเรื่องจริง... ก็เท่ากับว่าเขากำลังถือกุญแจที่ทรงอำนาจที่สุดของโลกอยู่เลยก็ว่าได้!

            อาจจะเป็นไปได้ว่า... นี่อาจเป็นวิชายุทธเวทที่ทรงพลังที่สุดในโลก ณตอนนี้!

            เป็นพลังเวทที่เหนือกว่าขั้นจินตันขึ้นไปอีก!

            โบราณกล่าวไว้ว่า ความสำเร็จมักเกิดจากการใส่ใจรายละเอียดความร่ำรวยย่อมได้มาจากความเสี่ยง!

            เดิมทีการฝึกตนก็เป็นเรื่องที่ท้าทายสวรรค์หากมัวแต่ระวังหน้าระแวงหลังคงไม่มีทางไปถึงฝั่งฝันแน่นอน!

            ต่อให้มีโอกาสแค่เพียงน้อยนิด เขาก็จะไม่มีทางปล่อยมันหลุดมือไปเป็นอันขาด!

            ขณะที่ความคิดเหล่านี้เพิ่งจะผุดขึ้นมานั้นแสงสีทองก็สว่างขึ้นภายในห้วงวิญญาณของเขาอย่างไม่มีสัญญาณบอกกล่าว

            ตัวหนังสือสีทองค่อยๆ ผุดขึ้นมาในห้วงสมองเขาทีละตัว ประกอบเป็นคำว่าราชาโอสถนิรันดร์!

            ดวงตาของสวีหยางอี้แน่นิ่งลงหลายนาที

            ไม่นึกว่าคำว่าราชาโอสถนิรันดร์จะถูกสลักลงในห้วงสมองตัวเอง!

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือกรวบรวมสมาธิไปที่จุดตันเถียนพลางนั่งขัดสมาธิลง

            “ตุบ...” เสียงของบางอย่างจากบนตัวเขาตกลงพื้นเมื่อเขาก้มมองก็พบว่ามันเป็นกล่องจิ๋วปริศนาที่เคยอยู่ในร่างกายเขาก่อนหน้านี้

            เขามองมันด้วยสายตาหลากอารมณ์เพราะมันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทะเลลมปราณตัวเขาแผ่ขยายอย่างไร้ที่สิ้นสุดตอนนี้อาจยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่อย่างน้อยมันก็มอบพลังมหาศาลให้กับเขาแต่ว่าพลังที่มากล้น ผนวกกับระดับตบะที่สูงส่งเช่นนั้น ก็นับเป็นเรื่องน่ากลัวหากนำไปใช้ในทางที่ผิด!

            ทว่ามันมันช่วยชีวิตเขาไว้ได้ในช่วงเวลาคับขัน

            ตอนนั้นที่จูหงเสวี่ยตะโกนว่าอาวุธราชันย์ มันหมายความว่าอะไรนะ?

            ของพรรค์นั้น... เป็นสิ่งดีหรือไม่ดีกันแน่? เป็นของวิเศษหรือยาพิษ?

            “แม้ฉันจะไม่รู้ว่านายเป็นอะไรกันแน่...”เขาคลี่ยิ้มพลางหยิบกล่องใบหนึ่งใส่กระเป๋า “แต่ว่าที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนของนายและฉันก็มีวิธีที่จะล่วงรู้ที่มาที่ไปของนายเป็นหมื่นวิธี”

            เขาทอดสายตามองออกไป เห็นดวงไฟวิบไหวเป็นแถบ

            แม้ม่านฝนอาจบดบังท้องฟ้า แต่ก็ไม่อาจบดบังแสงไฟจากเมืองได้

            เสียงหักนิ้วตัวเองดังขึ้น เปลวไฟลุกโชติขึ้นในดวงตาเขา

            ในโลกแห่งมนุษย์ภูมิใบนี้ ในที่สุดเขาก็เจอบทบาทที่แท้จริงของตัวเขาแล้ว!

            ในฐานะนักล่าปีศาจ!

            ในฐานะผู้แก้แค้น!

            ในฐานะผู้ฝึกตน!

            ในฐานะมนุษย์นามว่าสวีหยางอี้คนนี้

            เขาไม่คิดจะทำสิ่งอื่นใด เพียงแต่นั่งขัดสมาธิหลับตาลงอย่างเงียบๆสัมผัสความเย็นจากหยาดฝนที่กระทบลงบนผิว จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็มเขาจึงยืนขึ้น

            สำหรับขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น นี่ยังไม่ใช่เวลาที่จะปลีกวิเวกฝึกบำเพ็ญแต่เมื่อถึงขั้นเลี่ยนชี่ระดับปลายเมื่อไหร่ เมื่อนั้นถึงจะเป็นเวลาที่หลุดพ้นจากชีวิตคนธรรมดาอย่างแท้จริง

            “ฉันมาแล้ว...” เขากวาดสายตามองม่านฝนในยามราตรีมีเงามืดทะมึนจากต้นไม้รายล้อม “ระวังตัวให้ดีล่ะ เจ้าพวกปีศาจ”

            ภายในทะเลลมปราณ พลังปราณอันเบาบางกำลังขดเคี้ยวม้วนตัว แม้จะฟื้นฟูพลังปราณได้หนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้วแต่การโคจรพลังปราณท่ามกลางสายฝนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

            เขามองไปที่ตัวเมือง พลางนึกขึ้นใจใน “ได้เวลาพักแล้ว...”

            ในตอนนี้เอง อยู่ๆ ต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังก็เคลื่อนตัวแยกออกเป็นสองฝั่งครั้นเขาหันหลังกลับไปมองก็พบว่ามีชายในชุดนักเรียนม.ปลายปรากฏอยู่ตรงกลาง

            จะบอกว่าเป็นผู้ชายก็พูดได้ไม่เต็มปาก

            หน้าตาอีกฝ่ายถือว่าไม่เลวเลย แต่หูของเขาเป็นทรงสามเหลี่ยมปลายแหลมดวงตาสีเขียว รูม่านตาเป็นเส้นขีด

            มือของเขาปกคลุมไปด้วยขนหนาสีดำ และเนื่องจากเขาทำท่ากึ่งอ้าปากจึงเผยให้เห็นฟันเขี้ยวแหลมคมเป็นแถบ

            เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็คิดไม่ถึงว่าจะมีมนุษย์อยู่ที่นี่มันตะลึงอยู่พักหนึ่งก่อนส่งเสียงหอนของหมาป่าออกมา จากนั้นก็ใช้มือจิกพื้นพร้อมโก่งตัวราวกับจะพุ่งเข้ามา

            สวีหยางอี้ไม่ขยับแม้แต่น้อย

            เพราะท่าทางของอีกฝ่าย... ดูอ่อนแอจนน่าสังเวช

            ต่อให้ตอนนี้เขามีพลังปราณแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ หากมันคิดจู่โจมขึ้นมาจริงๆตัวเขาก็สามารถจัดการไอ้ตัวที่อยู่ข้างหน้าได้ในเวลาไม่ถึงสามวินาที 

            วินาทีต่อมา ขณะที่เด็กชายเตรียมตัวพุ่งเข้าใส่ อยู่ๆก็หมอบตัวลงต่ำเหมือนกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเสียงหอนก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนเป็นเสียงอิดออดในลำคอหางที่ตั้งขึ้นก็เริ่มส่ายระรัว

            ขอให้ไว้ชีวิตงั้นเหรอ?

            นี่เป็นท่าทางของมันที่แสดงออกมา

            เหงื่อกาฬแตกพลั่กทั่วทั้งร่าง

            ราวกับมันกำลังคิดว่าในที่ที่ห่างไกลขนาดนี้ทำไมถึงมีผู้ฝึกตนชาวมนุษย์โผล่มาได้!?

            เป็นยอดฝีมือจากอวี้หลินเว่ย? เจ้าหน้าที่พิเศษจาก CSIB?หรือเป็นพนักงานดูแลระดับสูงจากตู้มหาสมบัติ?! หรือเป็นพวกศาสตราจารย์ด้านปีศาจจากเทียนเต้า?

            มันทำท่าเหมือนหัวใจแทบหลุดมาจากอก!

            “ถือว่านายฉลาดไม่เบา”สวีหยางอี้มองเด็กชายที่กำลังหมอบตัวส่ายหางอยู่ไม่หยุด เขายิ้มเอ่ย“ฉันไม่ค่อยเป็นมิตรกับพวกปีศาจเท่าไร โดยเฉพาะตอนนี้”

            เขาคลี่ยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน แต่เด็กชายที่หมอบอยู่บนพื้นกลับตัวสั่นเทาก้มหันเสียจนหน้าจุ่มลงไปในแอ่งโคลน ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อย

            “เจ้าปีศาจ รับอาวุธวิเศษฉันไปกินซะ!” ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียงพูดเสียงตะโกนของเด็กหญิงก็ดังลอยมาจากพุ่มไม้

            สวีหยางอี้หรี่ตาลง อาวุธวิเศษงั้นเหรอ?

            คำนี้กระตุ้นความสนใจเขาไม่น้อย ยังไม่ถึงขั้นจู้จีแท้ๆทำไมถึงใช้อาวุธวิเศษได้? 

            พลังปราณของเธอเหมือนกับเจ้าหมาป่าอ่อนแอตัวนี้ไม่มีผิด

            กระบี่ไม้ผุๆ พังๆ ที่ติดยันต์ทำลายปีศาจราคาสามร้อยหยวนของตู้มหาสมบัติพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างงกๆเงิ่นๆ ราวกับยายแก่ พร้อมกับพลังปราณที่แผ่วเบาราวกับลมพัด