ยอดหมอเทวะบรรพกาล

    บทที่ 74 การมีปฏิสัมพันธ์

    แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาในตัวบ้าน

    ลั่วหยางผลักบานประตู เปิดทางพร้อมลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาในห้องนั่งเล่น เยี่ยจือเดินตามเข้ามาติดๆ จัดการลงกลอนประตู พอถึงโซฟาเธอก็ทิ้งตัวลงนอนราบทันทีด้วยความเหนื่อยล้าเต็มทน

    ชายหนุ่มจอดกระเป๋าทิ้งไว้มุมห้องก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างบาง ปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุด "ที่รัก คุณคงเหนื่อยแย่เลย เดี๋ยวผมจะนวดผ่อนคลายให้นะ"

    "อืม..." เยี่ยจือครางรับในลำคออย่างเกียจคร้าน

    ลั่วหยางเริ่มลงน้ำหนักบีบนวดช่วงไหล่ให้เบาๆ ทว่ายังไม่ทันไรหญิงสาวก็เอ่ยขอ 

    "นวดขาให้หน่อยสิ เมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย"

    สายตาของลั่วหยางเลื่อนต่ำลงไปมองเรียวขาคู่นั้นตามสัญชาตญาณ วันนี้เธอสวมกระโปรงทรงดินสอสีดำสั้นกุด อวดเรียวขายาวสวยเกินครึ่งอย่างไม่มีปิดบัง ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะแรก แค่ปรายตามองก็เย้ายวนจนแทบหยุดหายใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้ลงมือสัมผัส ขืนใจแข็งได้ก็คงไม่ใช่ผู้ชายแล้ว ในเมื่อแม่คุณเล่นเหยียบคันเร่งพุ่งชนกำแพงขนาดนี้ เขาจะกระโดดหนีลงจากรถกลางทางก็คงไม่ทันการ

    "ได้สิครับที่รัก" สองมือหนาเลื่อนต่ำลงไปทาบทับบนเรียวขาเนียนนุ่ม

    วินาทีที่ผิวหนังสัมผัสกัน ร่างกายของทั้งคู่ต่างสะดุ้งเฮือกเบาๆ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ

    ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ข่มกลั้นความว้าวุ่นที่ตีรวนในอก ก่อนจะเริ่มออกแรงบีบนวดอย่างตั้งใจ

    "ช่วงที่ฉันไปเหมืองชิงตี้หลายวัน คุณแอบไปทำอะไรมาบ้างล่ะ" เยี่ยจือเริ่มสวมบทบาทตามสคริปต์ที่เตี้ยมกันไว้

    "ก็แวะไปเคลียร์ปัญหาให้ทีมขุดค้นซานซิงตุย แล้วเมื่อวานก็เพิ่งไปรักษาคนไข้จิตเวชมาเคสนึง เอาจริงๆ ผมก็ขี้เกียจไปแหละ แต่บางทีมันก็ต้องทำเพื่อตอบแทนเส้นสายกันบ้าง" ชายหนุ่มรับส่งบทอย่างลื่นไหล

    "นึกไม่ถึงเลยนะว่าคุณจะรักษาอาการทางจิตได้ด้วย" แววตาของเยี่ยจือทอประกายชื่นชมออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ นี่ไม่ใช่แอ็กติ้ง แต่เป็นความรู้สึกที่ล้นทะลักออกมาจริงๆ ตอนที่เธอพลาดท่าโดนหลอกไปทิ้งกลางทะเลทรายจนร่วงตกลงไปในหลุมมรณะ ก็ได้ผู้ชายคนนี้นี่แหละที่ยอมถ่อมาไกลนับพันกิโลเมตรเพื่อพลิกแผ่นดินหาจนเจอ และช่วยดึงเธอขึ้นมาจากขุมนรก ผู้ชายที่พึ่งพาได้ในยามคับขันแบบนี้ สมควรได้รับความชื่นชมจากเธอที่สุดแล้ว

    ลั่วหยางกระตุกยิ้มมุมปาก "คุณก็รู้ ผมไม่ได้เป็นแค่หมอธรรมดา แต่เป็นถึงผู้สืบทอดวิชาขมังเวท แค่ดึงสติผู้ป่วยจิตเวชกลับมาคนเดียว มันเรื่องกล้วยๆ"

    "สามีขา คุณนี่เก่งจังเลยนะ" เยี่ยจือทอดสายตาหยาดเยิ้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาชายหนุ่ม

    ลั่วหยางชะงักกึก สรรพนามคำว่า 'สามี' ที่หลุดจากปากประธานหญิงเหล็กทำเอาเขาสมองรวน ความรู้สึกมันทั้งวาบหวามและจักจี้หัวใจอย่างบอกไม่ถูก

    ทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัว เยี่ยจือก็ยันตัวลุกขึ้นพรวด สองแขนเรียวตวัดคล้องคอเขาแน่น ก่อนจะโน้มตัวลงมาประทับริมฝีปากนุ่มชื้นลงบนกลีบปากของเขาอย่างดุดันไร้ความลังเล วินาทีต่อมา อุณหภูมิในห้องก็พุ่งทะยานทะลุปรอทราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ

    เทียบกับจูบจัดฉากของอู่เซิ่งหลานเมื่อวานที่ทำเอาเขาทำตัวไม่ถูก จูบของเยี่ยจือในวันนี้กลับไม่มีความอึดอัดเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกมีเพียงความตื่นเต้น หวั่นไหว และเพลิงปรารถนาที่ลุกโชนขึ้นทุกวินาที

    เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งนาที สองนาที ลากยาวไปจนถึงห้านาที สถานการณ์เริ่มหมิ่นเหม่จนแทบจะเตลิดเปิดเปิง

    ขืนไม่ติดว่ามีกล้องวงจรปิดจิ๋วของตาเฒ่าหลิวโย่วสุ่ยแอบถ่ายอยู่มุมห้อง ลั่วหยางคงตบเกียร์เดินหน้าสอบใบขับขี่บนเตียงไปแล้วจริงๆ ต่อให้เป็นการลงสนามสอบครั้งแรก เขาก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าลีลาระดับเขาต้องสอบผ่านฉลุยในม้วนเดียวจบแน่

    "เข้าไปฟัดกันในห้องเถอะ" ลมหายใจของลั่วหยางหอบกระเส่า

    "ฉันก้าวขาไม่ออกแล้ว คุณอุ้มฉันไปหน่อยสิ" หญิงสาวซุกหน้าออดอ้อน

    ชายหนุ่มช้อนร่างบางขึ้นแนบอกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวยาวๆ ตรงดิ่งไปยังห้องนอน

    เยี่ยจือซุกใบหน้าแดงซ่านเข้ากับแผงอกกว้าง ขัดเขินไม่ต่างอะไรกับสาววัยสิบแปด ลั่วหยางอุ้มเธอเข้ามาด้านใน ใช้ส้นเท้าเตะประตูปิดดังปัง ก่อนจะค่อยๆ วางร่างนุ่มนิ่มลงบนเตียงกว้าง ทั้งสองนัวเนียกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันต่ออีกพักใหญ่ จนสติสัมปชัญญะเริ่มจะขาดผึงอีกระลอก

    "ที่รัก ผมขอไปอาบน้ำก่อนนะ" ในที่สุดลั่วหยางก็กัดฟันดึงสติกลับเข้าร่างได้สำเร็จ

    "อืม... รีบมานะคะ ฉันจะรอ" น้ำเสียงของเธอแหบพร่าเย้ายวน

    ชายหนุ่มประทับจูบลงบนหน้าผากมนเป็นการทิ้งท้าย ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเข้าห้องน้ำไปเปิดฝักบัว ปล่อยให้เสียงน้ำไหลซู่ซ่าดังแว่วออกมาเป็นซาวด์เอฟเฟกต์

    เมื่อได้จังหวะ เยี่ยจือก็ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง ควานหาสมาร์ตโฟนจากกระเป๋าเสื้อคลุมของลั่วหยางที่เพิ่งถอดทิ้งไว้เมื่อครู่ นิ้วเรียวกดรหัสผ่านตามที่เตี้ยมกันไว้บนรถเป๊ะๆ แสร้งสไลด์หน้าจอตรวจสอบแบบผ่านๆ ก่อนจะกดเพลย์ ‘ไฟล์เสียงมรณะ’ ทันที

    พริบตาเดียว ภายในห้องก็ดังระงมไปด้วยซาวด์เอฟเฟกต์เนื้อกระทบเนื้อและเสียงครางกระเส่าของอู่เซิ่งหลาน "อ๊า... สามีขา! อ๊า... แรงอีกสิคะสามี..."

    ประธานหญิงสวมวิญญาณนางมารร้าย ผุดลุกขึ้นยืนตาขวาง แผดเสียงตวาดลั่นบ้าน "ลั่วหยาง! แกไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"

    ลั่วหยางพันผ้าเช็ดตัวลวกๆ พรวดพราดออกมา แสร้งตีหน้าตื่นตระหนกขั้นสุด 

    "ทะ...ที่รัก มีเรื่องอะไรเหรอ"

    เยี่ยจือกำสมาร์ตโฟนแน่นจนข้อปูดขาว สาวเท้าก้าวฉับๆ ประชิดตัว ก่อนจะตวัดฝ่ามือฟาดลงบนแก้มสากเต็มแรง!

    เพี๊ยะ!

    "ไอ้ผู้ชายสารเลว! แกกล้าพาอีตัวมานอนหยามเกียรติฉันถึงในบ้านเลยเหรอ!"

    "ดะ...เดี๋ยวสิ! คุณฟังผมอธิบายก่อน!" ชายหนุ่มลนลานแก้ตัว

    "หุบปาก! ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าที่รักให้สะอิดสะเอียน! หลักฐานคามือถือขนาดนี้ แกยังมีหน้ามาอธิบายอะไรอีก ฉันขยะแขยงแกเต็มทนแล้ว!" ขาดคำ เธอก็ปาสมาร์ตโฟนอัดกระแทกยอดอกชายหนุ่มเต็มแรง ก่อนจะสะบัดหน้าก้าวฉับๆ เดินกระแทกประตูหนีออกจากบ้านไปอย่างเกรี้ยวกราด เป็นอันปิดฉากละครลวงโลกอย่างสมบูรณ์แบบ

    ======

    ช่วงค่ำ

    ติ๊งด่อง! ติ๊งด่อง!

    เสียงออดหน้าประตูดังขัดจังหวะความเงียบ

    ลั่วหยางที่เพิ่งจะนั่งทบทวนรสสัมผัสหวานล้ำอยู่บนโซฟาดีดตัวลุกขึ้นเดินไปที่ประตู พอส่องผ่านตาแมว มองปราดเดียวก็เห็นหลิวโย่วสุ่ยกับบอดี้การ์ดสาวเจียงเยว่ยืนหัวโด่อยู่หน้าบ้าน

    ปลาใหญ่ฮุบเหยื่อแล้ว

    "โอ๊ะโอ ประธานหลิว ลมอะไรหอบมาถึงนี่ครับเนี่ย" ลั่วหยางเปิดประตูต้อนรับด้วยรอยยิ้มการค้า

    หลิวโย่วสุ่ยปั้นหน้ายิ้มแย้มประหนึ่งลุงผู้ใจดี "ปรมาจารย์ลั่ว ผมเผอิญแวะมาตรวจงานฝ่ายขายแถวนี้พอดี ก็เลยถือโอกาสแวะมาเยี่ยมเยียนคุณซะหน่อย"

    สายตาของลั่วหยางปะทะเข้ากับไม้เท้าค้ำยันในมือของอีกฝ่าย ชายหนุ่มแสร้งขมวดคิ้วตีหน้าขรึม "ประธานหลิว ผมจำได้ว่าเคยกำชับไปแล้วนะ ว่าอย่างน้อยต้องรอเป็นเดือนถึงจะทิ้งวีลแชร์ได้ ทำไมปุบปับถึงฝืนสังขารมาใช้ไม้เท้าแบบนี้ล่ะครับ"

    "วีลแชร์มันเกะกะทิ้งไว้ที่ออฟฟิศฝ่ายขายน่ะครับ ผมเห็นว่าระยะทางแค่นี้พอเดินไหว อีกอย่างมีเจียงเยว่คอยประคองอยู่ทั้งคน ไม่มีปัญหาหรอกน่า"

    เจียงเยว่ปรายตามองลั่วหยางด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง สีหน้าเรียบตึงไม่ต่างจากหุ่นยนต์รบเช่นเคย

    "เชิญเข้ามานั่งคุยข้างในก่อนเถอะครับ" ลั่วหยางเบี่ยงตัวเปิดทาง

    จังหวะที่เจียงเยว่ประคองนายจ้างเดินสวนเข้าไป ริมฝีปากบางก็ขมุบขมิบก่นด่าแผ่วเบาไล่หลัง "ไอ้ผู้ชายสารเลว"

    ละครน้ำเน่าฉากคบชู้และฉากบ้านแตกที่หมอนี่เป็นผู้กำกับ เธอเฝ้ามอนิเตอร์ผ่านกล้องวงจรปิดจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ในสายตาของเธอตอนนี้ ไอ้หมอหน้าหล่อคู่ควรกับคำว่า ‘ไอ้ผู้ชายสันดานเสีย’ อย่างไร้ข้อกังขา

    เสียงสบถเบาหวิวนั้นรอดหูหลิวโย่วสุ่ยไปได้ แต่ไม่มีทางเล็ดลอดประสาทสัมผัสของลั่วหยาง ทว่าชายหนุ่มตีหน้าตายทำเป็นหูทวนลม หลังจากเชิญแขกนั่ง เขาก็จัดการรินชาชั้นดีให้หลิวโย่วสุ่ยหนึ่งจอก และเทน้ำเปล่าง่อยๆ ให้เจียงเยว่หนึ่งแก้ว

    ลั่วหยางทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ตัดเข้าประเด็นทันที "ประธานหลิว คนระดับคุณไม่น่าจะบังเอิญเดินเล่นผ่านมาแถวนี้หรอก มีธุระอะไรก็ว่ามาตรงๆ ดีกว่าครับ"

    หลิวโย่วสุ่ยหัวเราะเสียงทุ้ม "สมกับเป็นปรมาจารย์ลั่ว มองอะไรทะลุปรุโปร่งไปหมด บอกตามตรง ผมเสียดายฝีมือคนเก่งๆ อย่างคุณจริงๆ คุณไม่ลองเก็บข้อเสนอครั้งก่อนไปพิจารณาดูใหม่เหรอ ย้ายมาทำงานกับผม รับรองว่าชีวิตดีกว่านี้แน่นอน"

    "เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนดีกว่าครับ ว่าธุระของคุณมาเลย" ลั่วหยางไม่ได้ปฏิเสธแข็งกร้าว จงใจโยนเศษขนมปังล่อให้ตาเฒ่าจอมเขี้ยวมีความหวัง

    หลิวโย่วสุ่ยพยักหน้ารับ "คืออย่างนี้ครับ พอดีผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ลูกสาวเขากำลังล้มหมอนนอนเสื่อ ผมก็เลยตั้งใจมาทาบทามเชิญปรมาจารย์ลั่วให้ไปช่วยดูอาการหน่อยน่ะครับ"

    "ลูกสาวเพื่อนคุณป่วยเป็นอะไรล่ะครับ"

    "โรคจิตเภทครับ อาการค่อนข้างสาหัสเลยด้วย" หลิวโย่วสุ่ยทอดถอนใจปั้นหน้าสลด "เอาตรงๆ ผมก็ไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณหรอก แต่เพื่อนผมคนนี้อ้อนวอนจนผมใจอ่อน หัวอกคนเป็นพ่อแม่มันเจ็บปวดน่าเห็นใจนะครับ ผมถึงต้องแบกหน้ากลับมารบกวนปรมาจารย์ลั่วอีกครั้ง"

    ลั่วหยางแกล้งตีหน้าลำบากใจ "ประธานหลิว ถ้าเป็นอาการป่วยทางกายทั่วไปมันก็พอคุยกันได้ แต่โรคทางจิตประสาทเนี่ย มันนอกเหนือขอบเขต"

    "พวกเรารู้ว่าเมื่อวานนายเพิ่งไปรักษาคนไข้จิตเวชจนหายขาดมาคนนึง" เจียงเยว่กอดอกแทรกขึ้นมาเสียงแข็ง "ผู้ป่วยชื่ออวี๋หง อาการวิกฤตจนเกือบโดนขังลืม แต่ก็หายเป็นปลิดทิ้งไม่ใช่รึไง"

    หลิวโย่วสุ่ยแสร้งยกไม้เท้าเคาะพื้นเบาๆ ปรามลูกน้อง "เจียงเยว่! เสียมารยาท ทำไมถึงพูดจาห้วนๆ กับปรมาจารย์ลั่วแบบนั้น"

    บอดี้การ์ดสาวก้มหน้าลงอย่างว่าง่ายแต่แววตายังคงแข็งกร้าว

    ลั่วหยางหัวเราะหึๆ ในลำคอ "สมกับที่เป็นผู้กว้างขวางแห่งปาเฉิง ข่าวสารรวดเร็วฉับไวไม่มีเล็ดลอดสายตาไปได้เลยจริงๆ ใช่ครับ เมื่อวานผมเพิ่งไปดึงสติผู้ป่วยจิตเวชมาคนนึง แต่ที่ยอมลงมือก็เพราะต้องตอบแทนเส้นสายเพื่อนเก่าเท่านั้น ทว่า..."

    "ปรมาจารย์ลั่วไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเหนื่อยหรอกครับ" หลิวโย่วสุ่ยยิ้มกว้างอย่างรู้ทัน "คุณแค่เรียกตัวเลขที่พอใจมาได้เลย"

    ชายหนุ่มชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "เห็นแก่หน้าประธานหลิว ผมจะคิดราคาแบบมิตรภาพกันเองก็แล้วกัน เอาเบาะๆ แค่หนึ่งล้านพอครับ"

    ความจริงเขาเล็งไว้ว่าจะชูสองนิ้วเพื่อโขกสับให้เลือดซิบ แต่พอนึกถึงคำบ่นของยัยไป๋จิ้งที่ว่าขนาด ผอ.หม่า ยังโอดครวญว่าเขาค่าตัวแพงบรรลัย ขืนทุบหัวแบะโกยเงินก้อนโตในรวดเดียวแบบไม่เผื่อทางถอย ธุรกิจหมอเทวะคงได้ปิดจ๊อบไวเกินไป เขาเลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวเลขกะทันหัน

    นัยน์ตาฝ้าฟางของหลิวโย่วสุ่ยทอประกายวาบขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบด้วยรอยยิ้มสุภาพตามแบบฉบับนักธุรกิจเขี้ยวลากดิน "แหม ดูเหมือนว่าหนังหน้าแก่ๆ ของผมยังพอมีเครดิตให้คุณเกรงใจอยู่บ้างสินะครับ ขอบคุณมากจริงๆ"

    ขณะเดียวกัน เจียงเยว่กลับถลึงตาจ้องหน้าลั่วหยางด้วยสายตาเย็นเยียบดุจใบมีด ใบหน้าสวยคมบึ้งตึงถมึงทึง

    ไอ้ผู้ชายหน้าเลือด! เรียกราคาหน้าด้านๆ ขนาดนี้ ทำไมแกไม่เดินไปปล้นธนาคารซะเลยล่ะวะ!

    คล้ายกับเรื่องยอดหมอเทวะบรรพกาล ที่คุณอ่าน