จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 63 การทดสอบผู้ดูแล

            คนที่กำลังใกล้ตาย...

            ฉินอวี่ยืนอยู่ที่ตำแหน่งเดิมนั้นเป็นเวลานานโดยยังไม่รู้สึกตัวกลับมาเพราะตะเกียงจุดไม่ติด ตนเองจึงเป็นคนที่กำลังใกล้ตายหรือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน?

            เดี๋ยวก่อน...

            เป็นเพราะแกนของเหตุผลในกรรมหรือเป็นเพราะตนเองไม่มีเหตุผลของกรรม?

            หรืออาจเป็นเพราะสาเหตุที่ร่างกายของร่างก่อนได้ตายไปแล้วดังนั้นจึงไม่มีกรรม จึงไม่สามารถจุดตะเกียงกรรมได้? จึงทำให้คนเข้าใจผิดกันว่าเป็นคนใกล้ตาย?

            เมื่อนึกถึงสายตาของจ้าวเหยียนและหลิงจ้งฉินอวี่ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น ในใจก็ยิ่งพูดไม่ออกบอกไม่ถูกหวังชิงก็คงว่างมากที่หาเรื่องทำอะไรเช่นนี้ สร้างตะเกียงกรรมอะไรนี่ขึ้นมา

            ภายใต้ความจนใจฉินอวี่จึงได้แต่กลับไปยังที่พำนักอันห่างไกลของตนเองในตอนนี้คงไม่มีประโยชน์หากจะพูดอะไรออกไปคงได้แต่เพียงรอให้อาจารย์หวงถิงกลับมาเท่านั้น และในช่วงเวลานี้ก็คงต้องทำการฝึกฝนไปพลางๆ ก่อน

            ในช่วงเวลาหลายวันนี้ต่างก็ดำเนินไปเหมือนกันทุกวันดูเหมือนฉินอวี่จะกลายเป็นบุคคลที่ทุกคนต่างลืมไปแล้วกลัวว่าหากวันหนึ่งเกิดมีข่าวแพร่ออกไปว่าฉินอวี่ได้เสียชีวิตอยู่ในที่พำนักไปอย่างกะทันหันก็คงไม่มีผู้ใดรู้สึกแปลกใจ

            ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาฉินอวี่ได้ทำการศึกษาเรื่องเพลิงธรณีอยู่ในที่พำนักอย่างมีความสุข

            “เปลวเพลิงอันมืดมน และมีความเป็นพิษอย่างสูง...หรือนี่จะเป็นเพลิงธรณีชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าเพลิงแอ่งธรณี?” ฉินอวี่ยกมือขวาขึ้นและมีเปลวเพลิงปรากฏขึ้นมา ลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเขา

            แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเพลิงธรณีนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ เมื่อฉินอวี่ผสานมันเข้าไปในจิตใจก็สามารถรับเพลิงธรณีชนิดนี้เข้าไปได้อย่างง่ายดาย ฉินอวี่จึงคาดเดาว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์คืนชีพ

            “น่าแปลก เพลิงแอ่งธรณีนี้ช่างแตกต่างกับสิ่งที่บันทึกเอาไว้ในตำราโบราณหากพูดให้ชัด เปลวไฟของเพลิงธรณีจะต้องมีแสงสลัวไม่สว่างไสวแต่ก็ไม่ได้มืดมากถึงเพียงนี้ไม่รู้เช่นกันว่าหวังผิงไปได้เพลิงแอ่งธรณีนี้มาจากที่ใดกันไม่เพียงแต่มีสีเข้มเท่านั้น แต่ยังมีพิษมากกว่าเพลิงแอ่งธรณีโดยทั่วไปเสียด้วย”ฉินอวี่ใช้มือข้างซ้ายลูบเพลิงแอ่งธรณี รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นตรงมุมปากเขานึกไม่ถึงเลยว่าชุยซั่วจะมอบของดีเช่นนี้ไว้ให้เขา

            จิตใจของฉินอวี่ควบคุมเพลิงแอ่งธรณีไว้และเพลิงแอ่งธรณีก็เปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของฉินอวี่

            “ไปหอตำราก่อนดีกว่าจะได้ลองค้นดูว่ามีบันทึกเกี่ยวกับการควบคุมเพลิงธรณีหรือไม่” ฉินอวี่พูดในใจหากใช้ได้ถูกต้องเพลิงธรณีนี้จะมีประโยชน์อย่างมากบางทีอาจจะกลายเป็นหนึ่งท่าไม้ตายของตนเอง

            ทันใดนั้นฉินอวี่ก็ลุกขึ้นและออกจากที่พำนักทันที เมื่อมองไปยังภูเขาทีรายล้อมไปด้วยเมฆหมอกสามารถมองเห็นฝูงนกจำนวนมากที่กำลังบินเล่นอยู่กลางอากาศอย่างเลือนรางสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ตกอยู่ในภวังค์ ให้ความรู้สึกหวนกลับไปยังสำนักเทียนฉี

            หลังจากทิ้งความคิดภายในใจฉินอวี่ก็เดินออกไปตามทาง เมื่อดูจากชัยภูมิของที่นี่แผนผังของสำนักยุทธ์ว่านจ้งมีความคล้ายคลึงกับสำนักเทียนฉีอย่างมากหากว่าเดาไม่ผิดละก็ หอตำราจะต้องตั้งอยู่บนยอดเขาสองสามลูกที่อยู่ตรงศูนย์กลางของสี่ชีพจร

            บนทางเดินของสายชีพจรหวงมีศิษย์จำนวนมากกำลังจับกลุ่มพูดคุยกัน

            “ได้ยินมาบ้างหรือไม่ว่าซู่หลินได้ก้าวข้ามจากคนธรรมดาสู่ขั้นยุทธ์ระดับสามได้แล้วภายในเวลาเพียงครึ่งเดือนหากยังคงรวดเร็วเช่นนี้ต่อไป ภายในครึ่งปีอาจจะเข้าสู่เขตของขั้นปราณเสถียรก็เป็นได้”

            “นี่ยังไม่เท่าไรนะ รอให้เขาได้เรียนรู้วิชากระบี่ก่อนเถอะ ความเข้าใจเรื่องกระบี่ของเขาจะต้องไม่มีผู้ใดเทียบได้แน่นอนไม่แน่ว่าเขาอาจจะสามารถเข้าถึงขอบเขตวิชากระบี่ที่ยากจะเข้าถึงก็เป็นได้ช่างเป็นคนเหนือคนโดยแท้”

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ในที่สุดก็มีร่างกระบี่โดยกำเนิดที่พบได้ยากกำเนิดขึ้นมาคนหนึ่ง”

            “จริงสิ พวกเจ้าได้ยินเรื่องนี้มาบ้างหรือไม่? ผู้ดูแลหลี่ที่ดูแลหอตำรากำลังจะลงจากตำแหน่งเพราะหมดวาระแล้วและยังไม่รู้เลยว่าครั้งนี้จะมีศิษย์จากสายชีพจรใดที่จะได้เป็นหนึ่งในสี่ของผู้ดูแลหอตำรา”

            “การทดสอบของผู้ดูแลหอตำราดูเหมือนจะเกินไปหน่อย ได้ยินมาว่าความยากของการทดสอบไม่น้อยไปกว่าบททดสอบผู้ดูแลของสายชีพจรฟ้าเลยและไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจึงต้องเข้มงวดเช่นนี้”

            “ไม่เข้มงวดสิแปลกอย่างไรก็ตามตำแหน่งในหอตำราก็จัดอยู่ในตำแหน่งระดับสูงของสำนักผู้นำตำหนักแต่ละแห่งสามารถเทียบได้กับผู้นำของสายชีพจร จึงนับว่าเป็นรองเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นข้าเกรงว่าในบรรดาสำนักทั้งหมดตำแหน่งในหอตำราของสำนักยุทธ์ว่านจ้งคงจะมีระดับสูงที่สุดแล้วล่ะ”

            “ครั้งนี้ผู้ที่ดูมีหวังจะได้เป็นหนึ่งในสี่ของผู้ดูแลหอตำราน่าจะเป็นฉู่เยว่ฉาน ศิษย์อันดับที่สิบแปดในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะแห่งสายชีพจรฟ้า?”

            ...

            ฉินอวี่กำลังเดินไปตามทางเดินฟังการสนทนาของเหล่าศิษย์ที่กำลังเดินผ่านมาเป็นคณะ จิตใจของเขารู้สึกซับซ้อนยิ่งเกรงว่าจนถึงตอนนี้คงมีเพียงฉินอวี่เท่านั้นที่รู้ว่าเหตุใดตำแหน่งในหอตำราจึงสูงเช่นนี้ด้วยนิสัยเดิมของหวังชิง เขากำลังระลึกถึงเรื่องในอดีตของตนเอง

            ในตอนนั้นในบรรดาเด็กที่เติบโตมากับฉินอวี่ หวังชิงมีนิสัยที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์พูดไม่เก่ง แต่ให้ความสำคัญกับความรักและความชอบธรรม เป็นคนชัดเจนแต่ยืดหยุ่นแต่ชิงซวีมีความดื้อรั้นแต่ก็แน่วแน่ คนเช่นเขาหากไม่ทำก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแต่หากทำก็จะสำเร็จจนเป็นที่เลื่องลือ แต่ฉินอวี่กลับไม่เห็นบันทึกใดๆเกี่ยวกับชิงซวีในหอตำราของตระกูลฉินเลย

            ในขณะที่กำลังครุ่นคิดเรื่องนี้เขาก็หวนนึกถึงรูปแบบแผนผังของสำนักเทียนฉี ประกอบกับการสอบถามจนในที่สุดฉินอวี่ก็มาถึงหอตำรา

            เป็นไปตามที่ฉินอวี่คาดเอาไว้รูปแบบของสำนักว่านจ้งมีความเหมือนกับสำนักเทียนฉีทุกประการหอตำราตั้งอยู่บนไหล่เขาของภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางของสี่ชีพจรและมีทั้งหมดเจ็ดชั้น

            ขณะที่ฉินอวี่มาถึงหอตำราก็เต็มไปด้วยคลื่นของผู้คน ศิษย์จำนวนหลายร้อยคนต่างมารวมตัวพูดคุยกันที่ด้านหน้าหอตำรา

            “นี่มันเพี้ยนไปหน่อยแล้วตำราที่บันทึกในแผ่นหินนี้ถึงจะมีไม่ถึงหมื่นก็ใกล้เคียงระยะเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป จะต้องจดจำตำราโบราณให้ได้สามพันเล่มจึงจะมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบครั้งต่อไป”

            “ต้องใช้พลังความทรงจำที่แข็งแกร่งถึงเพียงใดจึงจะทำได้? นอกจากนี้ นี่เป็นแค่การทดสอบครั้งแรก...ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดผู้ดูแลของหอตำราจึงต้องเข้มงวดเช่นนี้”

            “ทั่วทั้งสำนักยุทธ์ว่านจ้งคงมีคนเพียงไม่กี่คนที่ผ่านการทดสอบนี้ได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทดสอบในครั้งที่สองเลยเชียว”

            ...

            ฉินอวี่ยินอยู่ที่ด้านนอกของฝูงชนและเงี่ยหูฝังการสนทนาที่อยู่รอบตัวเขามองไปยังหอตำราที่คุ้นเคยด้วยสายตาที่พร่ามัวภาพของสำนักเทียนฉีในอดีตได้ฉายซ้ำเข้ามาในห้วงความคิดของเขา ในภวังค์นั้นฉินอวี่รู้สึกเหมือนตนเองได้หวนคืนสู่สำนักเทียนฉี กลับไปยังสถานที่ซึ่งเขาได้รับทั้งเกียรติและความสิ้นหวังที่ไม่รู้จบสิ้น

            สายตาของเขาค่อยๆมองขึ้นไปบนภูเขาที่อยู่ท่ามกลางทะเลแห่งเมฆหมอก ที่แห่งนั้น...ไม่รู้ว่าจะเหมือนกับอดีตหรือไม่

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้เสียงตะโกนอันเย็นชาก็ดังเข้ามาในหูของเขา “เจ้าเองหรือ? เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงมาถึงสำนักยุทธ์ว่านจ้ง?”

            ฉินอวี่เพ่งมองตรงไปยังเบื้องหน้าซึ่งเป็นชายหนุ่มที่กำลังโกรธจัด สีหน้าของเขาดูตกใจอย่างมากชายหนุ่มคนนี้จะเป็นใครได้อีกหากไม่ใช่จางเว่ยศิษย์สำนักยุทธ์ว่านจ้งที่คิดจะแย่งชิงลูกหมาป่าในแดนสุสานอสูร?

            ก่อนที่ฉินอวี่จะได้ตอบอะไรออกไปจางเว่ยก็ดึงตัวศิษย์ร่างกำยำคนหนึ่งที่อยู่ข้างตัวเขาออกมา และพูดอย่างโกรธเคือง“ศิษย์พี่จ้าว เขานี่แหละที่เป็นคนชิงลูกหมาป่าของราชาหมาป่าในแดนสุสานอสูรที่ข้าตั้งใจนำกลับมามอบให้ท่านไป”

            ศิษย์แซ่จ้าวจ้องเขม็งไปทางฉินอวี่และกวาดสายตามองฉินอวี่ไปมา ก่อนจะพูดอย่างเย็นชา“เจ้าเป็นคนชิงลูกราชาหมาป่าของข้าไปหรือ?”

            ฉินอวี่เยาะเย้ยอยู่ในใจและพูดออกไป “สหายผู้นี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าราชาหมาป่ามีบุญคุณกับข้าหรือต่อให้ไม่มีอะไรต่อกัน ลูกหมาป่านั่นก็ไม่มีเจ้าของแล้วจะบอกว่าข้าไปชิงลูกของราชาหมาป่าไปได้อย่างไร?”

            “เจ้ากล้าย้อนข้าหรือ! เอาลูกหมาป่ามาเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นก็พบกันที่สถานที่ประลอง” ชายหนุ่มแซ่จ้าวเบิกตากว้างและพูดอย่างเฉียบขาด

            สถานที่ประลองเป็นสถานที่แก้ปัญหาข้อพิพาทของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง

            “ต้องขออภัยด้วย ลูกหมาป่าตัวนั้นข้าได้มอบให้คนอื่นไปแล้ว”ฉินอวี่ยิ้มเบาๆ พูดจบ เขาก็เดินเลี่ยงคนทั้งสองไปทางหอตำราชายหนุ่มแซ่จ้าวผู้นี้เป็นคนขั้นปราณเสถียรระดับปลายฉินอวี่จึงไม่ได้สนใจอะไรเขาเลย

            “หยุดเดี๋ยวนี้!” ชายหนุ่มแซ่จ้าวคนนั้นตะโกนเสียงดังและเอื้อมมือออกไปคว้าไหล่ของฉินอวี่

            ฉินอวี่รีบหันกลับไปทันทีและปล่อยหมัดที่แข็งแกร่งของพลังสายฟ้าออกไปสองหมัดพลังอันดุร้ายได้กระแทกเข้าใส่ชายหนุ่มแซ่จ้าวคนนั้นจนถอยหลังห่างออกไปหลายสิบก้าว

            “เจ้า... เจ้า...” ชายหนุ่มแซ่จ้าวพยายามทรงตัวให้มั่นคงแต่กลับรู้สึกได้เพียงพลังปราณที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในร่างกายจนแทบจะกระอักเลือดออกมา เขามองไปทางฉินอวี่อย่างหวาดกลัวเขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าฉินอวี่จะมีพลังเช่นนี้อยู่ในตัว

            “ใครกล้าสร้างความวุ่นวายในหอตำรา?” เสียงตวาดอันเย็นชาดังขึ้นมาในทันทีดึงดูดความสนใจของศิษย์ทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่ชายในชุดดำคนหนึ่งเดินออกมาจากฝูงชนใบหน้าอันบึ้งตึงกวาดสายตามองมายังฉินอวี่และชายหนุ่มแซ่จ้าว

            “ผู้ดูแลลี่ คนผู้นี้ชิงลูกของราชาหมาป่าระดับสี่ไปจากข้าขอผู้ดูแลลี่โปรดให้ความเป็นธรรมกับจ้าวเจิ้นหย่วนด้วย”ชายหนุ่มแซ่จ้าวกล่าวเสียงดังพร้อมแสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยม

            “จ้าวเจิ้นหย่วน? จ้าวเจิ้นหย่วนศิษย์อันดับที่สิบเอ็ดในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะแห่งสายชีพจรฟ้าน้องชายของจ้าวเฟิงอวิ๋น?”

            “น้องชายของจ้าวเฟิงอวิ๋นศิษย์อัจฉริยะรุ่นที่ห้าแห่งสายชีพจรดิน?”

            มีศิษย์คนหนึ่งอุทานขึ้นมามองไปทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่เย้ยหยัน

            “คนผู้นี้เป็นศิษย์ใหม่คนนั้นที่ไม่ได้จุดตะเกียงกรรมไม่ใช่หรือ?”

            “ที่แท้คนที่พูดถึงกันในสองสามวันนี้ว่าเป็นคนใกล้ตายก็คือเขาหรือ? ดูเหมือนจะได้ตายสมหวังแล้วจริงๆเขากล้าชิงลูกหมาป่าของน้องชายจ้าวเฟิงอวิ๋น นี่มันรนหาที่ตายให้ตัวเองชัดๆ?”มีศิษย์คนหนึ่งอดที่จะพูดไม่ได้

            จ้าวเจิ้นหย่วนกำลังเพลินอยู่กับสายตาที่น่าเกรงขามของศิษย์คนอื่นๆก่อนจะจ้องกลับไปทางฉินอวี่อย่างเหน็บแนม ในสองสามวันที่ผ่านมาเขาได้ยินเรื่องศิษย์ใหม่ที่ไม่ได้จุดตะเกียงกรรมมาอย่างหนาหูแต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนเดียวกับที่ชิงลูกหมาป่าของเขาไป

            นับตั้งแต่ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกได้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมามีน้อยคนนักที่ไม่ได้จุดตะเกียงกรรม และคนเหล่านี้ล้วนต้องตายอย่างน่าอนาถภายในเวลาสามปีแต่นึกไม่ถึงว่าในครั้งนี้จะมีศิษย์ใหม่ที่ไม่ได้จุดตะเกียงกรรมขึ้นมาอีกคนและในตอนนี้ ศิษย์ใหม่คนนี้ได้ล่วงเกินน้องชายของจ้าวเฟิงอวิ๋นเกรงว่าครั้งนี้ตำนานก็คงจะเป็นจริง คนผู้นี้คงมีชีวิตอยู่ไม่เกินสามปี

            แต่ท่าทีของผู้ดูแลลี่ยังคงนิ่งขรึมเขาเหลือบมองไปทางฉินอวี่ และพูดขึ้น “เจ้าชิงลูกหมาป่าของเขาไปหรือ?”

            ฉินอวี่พูดด้วยสีหน้านิ่ง“ในตอนนั้นที่ข้าอยู่ในแดนสุสานอสูรได้พบกับลูกหมาป่าตัวหนึ่งและศิษย์พี่ผู้นี้ก็เข้ามาสนใจพอดีเช่นกัน ดังนั้นจึงเกิดการวิวาทกันข้าเป็นฝ่ายชนะ ดังนั้นจึงเป็นคนพาลูกหมาป่าไป ขอเรียนถาม ผู้ดูแลลี่เมื่อเป็นเช่นนี้จะนับว่าข้าชิงลูกหมาป่าของเขาหรือไม่?” ฉินอวี่พูดสื่อถึงชายหนุ่มคนนั้น ด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมไม่หยิ่งผยอง

            “เช่นนี้นี่เอง พละกำลังสู้เขาไม่ได้ แต่กลับกล่าวว่าศิษย์ใหม่คนนี้ไปชิงลูกหมาป่าของเขา?สิ่งที่ไร้เจ้าของ หากแข็งแกร่งกว่าก็ได้รับไป นี่เรียกว่าการแข่งขันมิใช่การปล้นชิง!”มีลูกศิษย์บางคนเริ่มทนไม่ได้ และอดไม่ได้ที่จะพูดออกไปอย่างเหยียดหยาม

            “เจ้า... ตอนนั้นก็เห็นชัดอยู่ว่าข้าเป็นคนสนใจมันก่อน”ชายหนุ่มคนนั้นโต้กลับด้วยใบหน้าแดงก่ำ

            ฉินอวี่ไม่ได้สนใจจะตอบโต้ได้แต่มองไปทางผู้ดูแลลี่

            ผู้ดูแลลี่ขมวดคิ้วหากเป็นไปตามที่ฉินอวี่กล่าวมา เช่นนั้นจะกล่าวว่าปล้นชิงมาได้อย่างไร? สัตว์ตัวหนึ่งที่ไม่มีเจ้าของ ย่อมเลี่ยงได้ยากที่จะเกิดการแข่งขันผู้มีพละกำลังแข็งแกร่งกว่าย่อมมีสิทธิ์ได้ไปอย่างแน่นอน ทันใดนั้นผู้ดูแลลี่ก็เหลือบมองจ้าวเจิ้นหย่วน และพูดขึ้น “เรื่องนี้เจ้าเป็นฝ่ายผิดจงหยุดเสียเถอะ! หากใครกล้าลงมือในสำนัก ต้องถูกลงโทษด้วยกฎสำนัก”

            จ้าวเจิ้นหย่วนนึกไม่ถึงเลยว่าผู้ดูแลลี่จะยืนอยู่ฝั่งฉินอวี่ทำให้เขาไม่อาจจะทนต่อไปได้ เขาจ้องไปทางฉินอวี่อย่างเยือกเย็น และตะโกนออกไป“หากไม่ส่งลูกหมาป่ามา สามวันหลังจากนี้ข้าจ้าวเจิ้นหย่วนขอท้าประลองกับเจ้าที่สถานที่ประลอง!เจ้าต้องสำเหนียกไว้ด้วยว่าเจ้ามันคนใกล้ตาย ส่งลูกหมาป่ามาให้ข้า ทุกอย่างก็เป็นอันเลิกแล้วต่อกัน”

            “คนใกล้ตายไม่ใช่คนแล้วหรือ? เขาไม่มีเกียรติหรือ?ในเมื่อเจ้าอยากจะสู้เช่นนั้นเลือกวันอย่างไรก็สู้วันที่เหมาะสมไม่ได้เช่นนั้นก็สู้กันวันนี้เสียเลยเถอะ”ฉินอวี่แสร้งทำเป็นรำคาญและพูดออกไปเหมือนโกรธจัด แต่ในใจคิดเอาไว้แล้วว่าจะเอาชนะจ้าวเจิ้นหย่วนด้วยหมัดระเบิดฟ้าที่ผสานกับพลังของอสุนีลึกลับ

            เกิดความวุ่นวายขึ้นในบรรดาศิษย์ที่อยู่รอบด้านทันทีเพราะนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะกล้ารับคำท้า อีกทั้งประโยคนั้น... ‘คนกำลังใกล้ตาย’ที่แสนคับแค้นใจ และสะกิดใจใครหลายคน แม้แต่ผู้ดูแลลี่ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองฉินอวี่

            “อย่าได้คิดว่าเป็นน้องชายของจ้าวเฟิงอวิ๋นแล้วจะสามารถรังแกคนที่อ่อนแอกว่าได้ขั้นปราณเสถียรระดับปลายคิดจะรังแกศิษย์ใหม่ ขั้นปราณเสถียรระดับต้นหรือ?” มีเสียงที่เย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

            ฉินอวี่ถึงกับผงะสายตาของทุกคนต่างจ้องมองไปยังร่างที่ค่อยๆ เดินออกมาจากฝูงชน

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน